บทที่ 131 ร่วมมือลีเคนา
ท่ามกลางพายุอสนีบาตที่ม้วนตัวคลุ้มคลั่งเป็นรูปวิหคเหนือสรวงสวรรค์ นินวางกล้องส่องทางไกลลงช้า ๆ ลมหอบใหญ่พัดกรรโชกผ่านหน้าผาหินจนเสื้อคลุมพรางตาสะบัดกระพือส่งเสียงพรึบพรับ ทว่าดวงตาคู่นั้นของเขากลับนิ่งสนิทจับจ้องตรงไปยังร่างของลีเคนาไม่กะพริบตาเลยแม้แต่เสี้ยววินาที
“เร็วเข้าๆ ...” เขารอให้ม่านป้องกันของลีเคนาหายไปมุมปากของชายหนุ่มจากอนาคตยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
ในสายตาของขุนไวย หมื่นอิน หรือทหารสยามคนอื่น ๆ ลีเคนาในยามนี้อาจดูเหมือนเทพอสูรผู้ไร้เทียมทาน แต่สำหรับคนอย่างนิน... ไม่มีสิ่งใดในโลกที่ไร้จุดอ่อน แม้กระทั่งเวทมนตร์ดำอันศักดิ์สิทธิ์ก็ตาม!
ครืนนนนนนน... เปรี้ยง!
กระแสไฟฟ้าประจุบวกและลบจำนวนมหาศาลยังคงไหลเวียนระเบิดเปรี้ยงปร้างอยู่รอบร่างของหญิงชราขอม อักขระโบราณสีม่วงคล้ำนับพันสายแล่นพล่านไปตามผิวกายนางดั่งอสรพิษมีชีวิต ทว่าในจังหวะที่นางทุ่มสมาธิจิตเกือบทั้งหมดเพื่อควบคุมและเร่งเร้าพลังอัญเชิญวิหคสายฟ้าเหนือศีรษะ กระแสพลังงานอาคมคุ้มกันอีกส่วนหนึ่งที่แผ่เป็นชั้นบาง ๆ รอบกายกลับอ่อนกำลังลงอย่างเห็นได้ชัดเพื่อเปิดทางให้พลังสายหลักพุ่งขึ้นฟ้า มันเป็นช่องโหว่เพียงเสี้ยววินาที... แต่มันเพียงพอแล้วสำหรับสไนเปอร์อาวุธหนักอย่างเขา
“พลังป้องกันไม่ได้หายไป... แต่มันถูกดึงไปหล่อเลี้ยงคาถาหลักบนฟ้าหมด” นินแววตาคมปลาบ
“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า... แกกำลังเปิดช่องโหว่ตรงอกให้ฉันเองนะยายแก่”
ทางด้านล่าง ลานดินแฉะไปด้วยคาวเลือด ขุนไวยกับหมื่นอินยามนี้หมดมาดยอดนักรบ วิ่งโกยอ้าวหนีสายฟ้าพัลวันจนฝุ่นตลบ
“ไอ้นิน! ถ้าแกไม่ช่วยตอนนี้ ข้าจะตามไปเป็นสัมภเวสีหลอกหลอนแกทุกชาติเลยนะเว้ย!” หมื่นอินแผดเสียงตะโกนลั่นจนหน้าดำหน้าแดง
“ข้าก็ด้วย! จะหักคอแกคนแรกเลยไอ้เลว!” ขุนไวยรีบเสริมพลันกระโดดหลบพายุอัสนีที่ฟาดไล่หลัง
“หลบไป!!!” นินแผดเสียงเตือนผ่านสายลม พลันใช้นิ้วชี้เหนี่ยวไกเครื่องยิงจรวดอาร์พีจีที่ประทับบ่าอยู่ทันที!
ฟู่รรรรรรรรร—ตูมมมมมมมมมมม!!
แรงระเบิดจากหัวรบดินระเบิดแรงสูงปะทุระเบิดสนั่นหวั่นไหวกลางอากาศ ลูกจรวดนำวิถีพุ่งตัดมลทินสายฟ้าเข้ากระแทกอกของลีเคนาเข้าอย่างจังในจังหวะที่เกราะอาคมรอบตัวนางอ่อนกำลังลงขีดสุดพอดี
บึ้มมมม! เปลวเพลิงสีส้มแดงฉานกลืนกินร่างของแม่มดเฒ่าขอมในพริบตา คลื่นกระแทกจากแรงระเบิดแผ่กระจายออกไปโดยรอบขยายวงกว้างจนต้นไม้ใหญ่น้อยในรัศมีห้าสิบเมตรหักโค่นราบคาบ ร่างของลีเคนาปลิวกระเด็นลอยละลิ่วราวกับว่าวที่สายป่านขาด พุ่งทะลุชนโขดหินแกร่งแตกกระจายไปหลายชั้น ก่อนจะกระแทกเข้ากับหน้าผาหินทึบเบื้องหลังอย่างรุนแรงเสียงดังตูมใหญ่อีกระลอก!
เศษหินนับไม่ถ้วนถล่มร่วงหล่นลงมากองทับถม ทั่วทั้งสนามรบพลันเงียบงันลงไปชั่วขณะดั่งป่าช้า ทุกสายตาจับจ้องไปยังตำแหน่งที่ร่างของผู้นำมนตร์ดำตกลงไป แม้กระทั่งนินเองยังลุ้นจนกลั้นหายใจ นิ่งสนิท
"ตายหรือยังวะ... โดนเข้าไปจัง ๆ ขนาดนั้น"
กลุ่มควันระเบิดสีดำโขมงค่อย ๆ จางลงด้วยแรงลมป่า จากนั้น...
ครืนนนนนน... กึก กึก!
แรงกดดันวิญญาณอันแสนมืดมนมหาศาลกลับปะทุวาบขึ้นมาอีกระลอก ดึงเอาเศษใบไม้ใบหญ้าให้ลอยล่อง ดวงตาของนินเบิกกว้างอุทานลั่น "เชี่ยเอ๊ย...! หนังเหนียวเป็นคางคกเลยรึไงวะ!"
ท่ามกลางเศษหินที่แตกกระจาย ร่างอันสั่นเทาของลีเคนาค่อย ๆ พยุงกายลุกขึ้นยืนช้า ๆ ยามนี้ชุดไหมสีเข้มของนางขาดวิ่นหายไปกว่าครึ่ง เผยให้เห็นผิวหนังที่เต็มไปด้วยบาดแผลพุพองและรอยฉีกขาด โลหิตสีแดงสดผสมไออาถรรพ์สีม่วงไหลอาบชโลมท่วมร่าง ทว่าดวงตาตาข่ายเวทคู่ดั้งเดิมของนางกลับเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ เต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งและโกรธแค้นอาฆาตที่แทบจะระเบิดทะลักออกมา
"ไอ้... นิน...!" เสียงของนางแหบพร่าสั่นเครือด้วยความอาฆาตขั้นสุด "เป็นแก... เป็นแกจริง ๆ ด้วย... ไอ้คนนอกรีต!"
เปรี้ยงงงงง—ซ่าาาาา!
สายฟ้าสีม่วงปลาบจำนวนมหาศาลระเบิดออกจากร่างของนางอีกลูกใหญ่ ท้องฟ้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เมฆดำหมุนวนเป็นพายุทอร์นาโดขนาดยักษ์ราวกับวันสิ้นโลก
"ข้าจะฆ่าแก! ข้าจะถลกหนังหัวแกออกมาทำเครื่องเซ่นผี... เอาวิญญาณแกมาทรมานในไหดินสัปเหร่อสิบชั่วโคตร!"
นินที่ซ่อนตัวอยู่บนหน้าผาถึงกับลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ "ยายแก่นี่มันไม่ใช่คนแล้วมั้ง... โดนอาร์พีจีระยะประชิดขนาดยังไม่ตาย แถมยังเร่งพลังได้เพิ่มอีก ลาสบอสชัด ๆ"แต่เขาสับสนว่านางเห็นเขาได้ยังไง
ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้คิดแผนสำรองแก้เกมถัดไป ภาพเหตุการณ์ที่สะท้อนผ่านสายตาลงไปยังสนามรบหลักเบื้องล่าง ก็ทำให้สีหน้ากวนประสาทของนินต้องเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดลงทันที
เพราะหลังจากขุนไวยและหมื่นอินถูกนินดึงตัวออกไปเป็นเหยื่อล่อตลบหลังลีเคนา กำลังรบและแกนหลักในการอารักขาค่ายหลวงของฝ่ายสยามก็แหว่งหายไปทันที ทหารขอมและฝูงผีดิบแดนใต้ที่เหลืออยู่ฉวยโอกาสทองนี้เปิดฉากโจมตีระลอกใหญ่เต็มกำลังรบ!
ตึงงงงง! คลืนนน!
แนวโล่กระดองเต่าชั้นนอกสุดของทหารหลวงถูกทหารขอมร่างยักษ์ใช้ท่อนซุงและอาคมกระแทกจนแตกกระจายกระจัดกระจาย ผีดิบกระหายเลือดจำนวนมากพุ่งทะลวงผ่านช่องว่างเข้ามาแยกเขี้ยวเคี้ยวฟัน เสียงร้องโหยหวนขององครักษ์สยามดังระงมไปทั่วบริเวณค่ายพัก
"แนวรับแตกแล้ว! แนวรับทิศใต้แตกแล้ว!" "ถอยล้อมวงเข้ามา! ปกป้องฝ่าบาท! ปกป้องขุนหลวง!" นายกองหลายคนตะโกนสั่งการลนลาน เลือดท่วมหน้า
พระยาพิเชษฐ์เห็นชัยชนะอยู่แค่เอื้อมก็เหยียดยิ้มเย็น แววตาทะเยอทะยานกระหายในอำนาจลุกโชน เขาชูดาบขึ้นฟ้าพลันคำรามสั่งการด้วยภาษาขอมโบราณกึกก้อง "บุกเข้าไป...! ฆ่าพวกมันให้หมดอย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว!" กองทหารขอมและสมุนไสยดำคำรามรับขวัญพร้อมกันเสียงดังสนั่นป่า สถานการณ์ยามนี้เอนเอียงเข้าหาฝ่ายกบฏอย่างชัดเจน ขุนหลวงและมหาดเล็กเทียมกำลังจะถูกล้อมกรอบ
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายที่แนวป้องกันสุดท้ายของทหารหลวงกำลังจะพังทลายลงนั้นเอง เสียงแตรศึกแหลมสูงทรงพลังก็ดังฝ่าม่านหมอกควันขึ้นมาจากทางแนวหลังป่าทึบอย่างไม่มีใครคาดคิด!
ปู๊นนนนนนน—ปู๊นนนนนนน!!
ทหารทั้งสองฝ่ายต่างชะงักกึก หันไปมองทางต้นเสียงพร้อม ๆ กัน กลุ่มก้อนฝุ่นขนาดใหญ่คลุ้งกระจายกำลังเคลื่อนตัวตัดป่าเข้ามาอย่างรวดเร็วปานลมพายุ พริบตานั้น ม้าศึกสายพันธุ์ดีขนสีน้ำตาลเข้มมันขลับหลายสิบตัวควบทะยานเหยียบย่ำยอดหญ้า ผ่านแนวป่าเข้าประจำการปิดช่องว่างแนวรับของทหารหลวงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยรวดเร็วดั่งจับวาง
ชายหนุ่มผู้หนึ่งขี่อยู่บนหลังม้าศึกตัวใหญ่สุดตรงแถวหน้า ใบหน้าของเขาคมคาย หล่อเหลา ทว่าแฝงไปด้วยความสุขุม คัมภีรภาพ และสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด แม้ตัวเขาจะยืนอยู่ท่ามกลางสนามรบนองเลือดที่เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนและกลิ่นอายแห่งความตาย แต่ดวงตาคู่นั้นของเขากลับมั่นคง แน่วแน่ ราวกับผืนน้ำในสระหลวงที่ไร้ซึ่งระลอกคลื่นลม
เขาคือ... "พันเข็ม"
นายทหารหนุ่มอนาคตไกล และเป็นน้องชายแท้ ๆ ของขุนไวยนั่นเอง! แม้ทั้งสองจะเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด แต่กลับมีนิสัยและบุคลิกแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว หากขุนไวยเป็นคนมุทะลุ กล้าหาญ ชอบเสี่ยงอันตราย และมักจะสร้างเรื่องปวดหัวให้คนรอบข้างอยู่เสมอ ‘เข็ม’ กลับเป็นคนสุขุมลุ่มลึก รอบคอบ ตริตรองทุกหมาก และได้รับความรักความนับถือจากเหล่าทหารใต้บังคับบัญชาเป็นอย่างมาก เพราะเขาไม่เคยทอดทิ้งผู้ใต้บังคับบัญชา และไม่เคยใช้อำนาจบาทใหญ่รังแกผู้ใด
เข็มกวาดสายตาคมกริบมองภาพรวมของสนามรบเบื้องหน้า ภาพของทหารหลวงสยามที่นอนบาดเจ็บล้มตายเลือดนองพื้นทำให้สีหน้าของเขาหนักอึ้งและฉายแววหม่นลงเล็กน้อย ชายหนุ่มหน่วงบังเหียนม้าพลันออกคำสั่งแรกด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงพลัง
"ช่วยผู้บาดเจ็บและลำเลียงส่งแนวหลังก่อน"
คำสั่งแรกที่หลุดจากปากของเขาหาใช่การสั่งพุ่งรบหักร้างทำลาย แต่เป็นการรักษาชีวิตคน ทำเอาทหารข้างกายถึงกับชะงักกึก หน้าตาเลิ่กลั่ก "แต่... แต่ท่านพันขอรับ! ยามนี้ศัตรูกำลังทะลวงแนวรับเข้ามาถึงชั้นในแล้ว หากเราไม่ตั้งรับ..."
เข็มพยักหน้าช้า ๆ ดวงตายังคงนิ่งสงบ "ข้ารู้... แต่ตราบใดที่พวกเขายังคงสวมชุดเกราะเป็นทหารของพระราชา ข้าจะไม่ปล่อยให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังให้พวกผีดิบมันรุมทึ้งเด็ดขาด ทำตามที่สั่งซะ"
น้ำเสียงของพันเข็มไม่ได้แผดตะโกนดังลั่น ทว่ามันกลับหนักแน่น มีกระแสพลังเด็ดเดี่ยวจนทหารทุกนายสัมผัสได้ เหล่านายทหารสยามที่เคยขวัญหนีดีฝ่อต่างหันมาสบตากัน ก่อนจะกระชับดาบและโล่ในมือแน่น ขวัญกำลังใจที่เคยสั่นคลอนเริ่มกลับคืนมาดั่งน้ำป่า
เมื่อจัดแจงแนวหลังเสร็จ พันเข็มจึงเอื้อมมือไปจับด้ามดาบพลันชักสะบัดออกจากฝักอย่างสง่างาม
เคร้งงง!
คมดาบเหล็กชั้นดีสะท้อนแสงจันทร์วันเพ็ญเป็นประกายประกายกล้า จากนั้นเขาจึงชูชี้ตรงไปยังกองทัพขอมที่กำลังรุมล้อมเข้ามา
"ตั้งแนวรบ! ปกป้องฝ่าบาท! อย่าให้ศัตรูผ่านไปได้แม้แต่ก้าวเดียว!"
"รับทราบ!!!" เสียงขานรับระเบิดกึกก้องกัมปนาท พันเข็มพยักหน้าเล็กน้อย นัยน์ตาเปลี่ยนเป็นดุดันดั่งราชสีห์หนุ่ม ก่อนจะกระทุ้งสีข้างม้า ควบทะยานร่างพุ่งเข้าสู่สมรภูมิส่วนหน้าเป็นคนแรกอย่างไร้ความกลัวเกรง แม้เขาจะเป็นคนมีจิตใจเมตตากรุณาเหนือผู้ใด ทว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องจับดาบปกป้องอธิปไตยและแผ่นดินเกิด เขาก็พร้อมจะยืนหยัดอยู่แนวหน้าสุดเพื่อรับคมดาบแทนทุกคนเช่นกัน!
อีกด้านหนึ่ง...
กลุ่มคนจากวังหลวงได้เดินทางมาถึงเชิงเขาแล้ว
การเดินทางที่ปกติต้องใช้เวลาหนึ่งวันถูกย่นเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมงด้วยวิชาอาคมย่นระยะระดับสูง ทำให้กำลังเสริมส่วนหนึ่งสามารถมาถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว
ผู้นำคณะครั้งนี้ล้วนเป็นบุคคลสำคัญที่เดินอยู่ด้านหน้าสุดคือ พระยาดำรงศ์ เจ้ากรมพระตำรวจ ผู้มีชื่อเสียงด้านการสืบสวนและปราบปรามอาคมมืด ข้างกายของเขาคือ พระยาสมาน เจ้ากระทรวงเวทมนตร์ไทย หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านอาคมที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในแผ่นดิน
ส่วนอีกคนหนึ่งคือ พระยาเดช แห่งกรมตุลาการแม้บาดแผลจากเหตุการณ์ก่อนหน้ายังไม่หายดีนัก ใบหน้าของเขายังคงซีดเซียวอยู่บ้าง แต่เมื่อเกิดเรื่องใหญ่ระดับที่อาจสั่นคลอนความมั่นคงของราชอาณาจักร เขาก็ไม่อาจนิ่งดูดายอยู่ในเมืองหลวงได้ ด้านหลังยังมี หลวงเขียว และเหล่าขุนนาง ข้าราชการ รวมถึงจอมอาคมอีกจำนวนหนึ่งติดตามมาด้วย
ทันทีที่มาถึง พระยาเดชก็เริ่มออกคำสั่งอย่างรวดเร็ว
“แบ่งกำลังส่วนหนึ่งคุ้มกันคณะทูตและเหล่าขุนนางกลับพระนครทันที”
“ขอรับ!”
นายทหารหลายนายรีบรับคำ
สถานการณ์บนภูเขายังไม่แน่นอนนัก การนำบุคคลสำคัญกลับไปยังพื้นที่ปลอดภัยจึงเป็นสิ่งจำเป็น หลังจัดการเรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้น
พระยาเดชจึงหันมองไปยังยอดเขาที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายอาคมอันน่าสะพรึง
“ส่วนที่เหลือเตรียมขึ้นเขา”
“พวกเราต้องเข้าไปช่วยฝ่าบาท”
ทุกคนพยักหน้าพร้อมกันแต่ยังไม่ทันที่ขบวนจะเคลื่อนตัวต่อ ทว่าเมื่อพวกเข้าขึ้นไปที่ทางขั้นเขาพบว่ามีม่านอาคมขวางพวกเขาอยู่
อักขระสีดำสนิทนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นกลางอากาศ พวกมันทอดยาวปิดกั้นเส้นทางขึ้นเขาเอาไว้ทั้งหมด
หลวงเขียวถึงกับขมวดคิ้ว
“อาคมกักขัง...”
“ไม่สิ ระดับนี้มันเกือบจะเป็นค่ายกลปิดผนึกแล้ว”
พระยาดำรงศ์มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันทีเขาสัมผัสได้ถึงพลังอันชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากอักขระเหล่านั้น
“ฝีมือจอมอาคมขอมอย่างแน่นอน และไม่ใช่พวกธรรมดาเสียด้วย”
สายตาของทุกคนจึงหันไปยังพระยาสมานในฐานะเจ้ากระทรวงเวทมนตร์ไทย หากมีใครสามารถหาทางผ่านค่ายกลนี้ได้ บุคคลนั้นย่อมเป็นเขา พระยาดำรงศ์กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวล
“ท่านทำลายอาคมนี้ได้หรือไม่”
พระยาสมานนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาของเขากวาดมองอักขระโบราณที่ลอยอยู่ทั่วบริเวณอย่างละเอียด ยิ่งมอง สีหน้าของเขาก็ยิ่งเคร่งเครียด ท้ายที่สุดจึงส่ายหน้าเบา ๆ
“ข้ายังไม่แน่ใจ”
คำตอบนั้นทำให้หลายคนหน้าถอดสี พระยาสมานสูดลมหายใจลึก ก่อนก้าวออกไปด้านหน้า
“แต่อย่างน้อย...ข้าจะลองดู”
สิ้นคำ เขาก็ยกมือขึ้นช้า ๆ กระแสพลังเวทสีทองอ่อนเริ่มไหลเวียนออกมาจากร่างขณะที่ทุกสายตาจับจ้องไปยังชายชราผู้เป็นความหวังสูงสุดของพวกเขา ไม่มีใครรู้เลยว่า...
ค่ายกลที่ขวางอยู่เบื้องหน้านั้น ถูกสร้างขึ้นโดยจอมอาคมระดับสูงของขอมถึงสองคนร่วมมือกัน
และอาจเป็นหนึ่งในอาคมที่แข็งแกร่งที่สุดในด้านพื้นที่เท่าที่พวกเขาเคยพบมา...