เปรี๊ยะ..!
เสียงพลังงานไฟฟ้าที่ยังคงไหลผ่านร่างของแอลที่นอนอยู่ในเต็นท์พักอยู่เป็นระยะ ๆ พร้อมกับที่ร่างบางกระตุกตามกระแสพลังนั้นเป็นครั้งคราว
นับเป็นเวลาเกือบสองวันแล้วนับจากที่จบการต่อสู้กับเหล่าสเตม่า แต่แอลก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นคืนสติขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
“แอล..จะเป็นอะไรหรือเปล่าเนี่ย นายพอจะรู้ไหมโนบลินว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่..?”
บันที่เป็นห่วงเพื่อนจนอดไม่ไหวถามขึ้นมา เพราะอาการของแอลถึงแม้จะไม่แย่ลงแต่ก็ยังไม่สัญญาณอะไรที่จะบอกได้ว่าอาการดีขึ้นเลยสักนิด บันเลยคิดว่าโนบลินที่ใช้เวลานับปีในหอสมุดจะได้ข้อมูลอะไรที่เกี่ยวกับสิ่งที่แอลเป็นอยู่นี้บ้าง
“ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน ฉันเคยอ่านเรื่องที่เขียนเกี่ยวกับการที่ใช้พลังงานเวทมากเกินขีดจำกัดมาบ้างเหมือนกัน แต่ดูจากอาการของแอลแล้วถึงจะใกล้เคียงกับอาการนั้นแต่ก็ไม่ได้ตรงกันซะทีเดียว เพราะอย่างนั้น..ฉันเองก็ยังไม่กล้าฟันธงว่าแอลเป็นอะไรกันแน่ ตอนนี้เราคงทำได้แค่รอเวลาให้แอลฟื้นขึ้นมาเท่านั้นแหละ"
คำตอบของโนบลินทำเอาความหวังของบันพังทลายลงไปในทันที คนที่น่าจะมีความรู้มากที่สุดในกลุ่มกลับบอกว่าไม่รู้ ทำให้ความรู้สึกในใจของเด็ก ๆ ต่างก็หม่นหมองลงไปทันที
“อือ...”
“เฮ้ย..!! แอล..! แอล..! นายฟื้นแล้วเหรอ แอล..!!”
“อื..ม..มะ..มีน้ำไหม?”
ทันทีที่รู้สึกตัว..แอลพยายามส่งเสียงเพื่อขอน้ำกินแก้กระหาย พอลรีบนำเอาถุงบรรจุน้ำมาและค่อย ๆ เทน้ำให้แอลดื่มอย่างช้า ๆ แอลกลืนน้ำที่ไหลเข้าไปในปากอย่างกระหายจนแทบสำลักก่อนที่จะส่งสัญญาณบอกเพื่อนว่าพอแล้วพอลจึงได้ดึงถุงน้ำนั้นออกไป
“นายเป็นยังไงบ้างแอล? รู้สึกเป็นยังไงบ้าง?”
“อืม..ก็รู้สึก ล้า ๆ นิดหน่อย”
คำพูดของแอลทำให้เพื่อน ๆ รู้สึกสบายใจ หลังจากที่แอลฟื้นขึ้นมาและพูดจาเป็นปกติ ซึ่งปกติในที่นี้ก็คือพูดน้อยเป็นปกติอย่างที่เคยเป็นมาตลอด
“แล้วนายพอจะบอกได้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมนายถึงสลบไปซะตั้งนานจนพวกเราเป็นห่วงแทบแย่” บันยังคงซักต่ออย่างเป็นห่วง
“เอ่อ..คือ..ฉันหิว..”
เสียงเรียบ ๆ ของแอลที่พูดขึ้นอย่างเขิน ๆ ทำเอาทุกคนที่เฝ้าเป็นห่วงอยู่นั้นต่างรู้สึกอยากจะเขกกะโหลกเจ้าเพื่อนคนนี้ซะเหลือเกิน ตื่นขึ้นมาก็จะกินเลยทันทีแบบนี้แทนที่จะเล่าอะไรให้ฟังก่อนก็ไม่ได้
แต่ถึงอย่างนั้นทุก ๆ คนก็ทำได้เพียงยิ้ม ๆ ก่อนที่จะออกไปช่วยกันทำกับข้าวง่าย ๆ ให้กับแอล ซึ่งประกอบด้วยเนื้อสัตว์ร้ายที่เคี่ยวไว้จนเปื่อย ผสมกับผักสมุนไพรที่หาได้ในป่า เพื่อทำเป็นซุปอย่างง่ายแต่มีรสเข้มข้นและสรรพคุณช่วยฟื้นฟูร่างกายกินคู่กับขนมปังที่เตรียมมา ถึงจะเป็นเมนูง่าย ๆ แต่แอลก็กินอย่างมีความสุขเพราะเป็นอาหารที่เพื่อน ๆ ต่างช่วยกันทำให้กิน
หลังจากกินเสร็จแอลก็นั่งพักซักครู่ โนบลินเดินเข้าไปยื่นยาน้ำเสริมกายาให้อีกขวด เพื่อให้อัตราการฟื้นฟูร่างกายของแอลรวดเร็วยิ่งขึ้น แอลรับไปกระดกรวดเดียวหมดขวดก่อนที่จะนั่งทำสมาธิ ใช้พลังเวทในร่างกายชักนำให้ตัวยาหมุนวนไปทั่วร่างและออกฤทธิ์ฟื้นฟูร่างกายทุกส่วนได้ดีขึ้น
“นี่..นายจะเล่าให้ฉันฟังได้หรือยังว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
เจ้าพอลที่ยังไม่วายอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับแอลกันแน่ เพราะถึงแม้จะเห็นได้ว่าแอลสลบไปนานเกือบสองวัน แต่ก็ดูแล้วไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากมาย นอกจากนั้นทุกคนยังรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นกับแอลอีกด้วย
“ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน...”
แอลเริ่มต้นเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดเท่าที่เขาจำได้ให้เพื่อน ๆ ฟัง เขาพยายามเล่าเรื่องทั้งหมดอย่างช้า ๆ พร้อมกับนึกรายละเอียดทั้งหมดเพื่อบรรยายให้เพื่อน ๆ ฟังอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
เด็ก ๆ ต่างพากันรับฟังประสบการณ์ประหลาดของแอลอย่างตั้งใจ บางจุดให้ความรู้สึกอัศจรรย์ใจ บางจุดนำมาซึ่งความสงสัย บางจุดฟังดูยังไงก็เป็นเรื่องที่เหนือจินตนาการของพวกเขาจนนึกไม่ถึงกันเลยทีเดียว
“สรุปคือ..นายได้รับพลังมาจากประสบการณ์เฉียดตายใช่ไหม”
พอลสรุปสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นจนปิดไว้ไม่อยู่ เหตุการณ์ทั้งหมดที่เขาได้ฟัง รวมกับระดับพลังเวทของแอลที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมากทำให้พอลรู้สึกอิจฉาเพื่อนรักคนนี้เป็นที่สุด เขาใฝ่ฝันที่จะเจอประสบการณ์พิเศษแบบนี้ด้วยเหมือนกัน
“ถ้าอย่างนั้นฉันว่าพวกเรากลับไปที่เมืองกันก่อนดีไหม นี่แค่เริ่มเราก็แทบตายกันแล้วถ้ายังขืนเดินหน้าต่อไปอีกมันอาจจะหนักกว่านี้ก็ได้นะ”
บันที่เริ่มไม่มั่นใจในความปลอดภัยของการเดินทางในครั้งนี้ออกความเห็นให้ทุกคนกลับไปเพื่อตั้งตัวกันใหม่ เพื่อให้พร้อมที่จะเข้ามาในพื้นที่เขตเทือกเขานี้อีกรอบ เขาหันไปสบตาเพื่อน ๆ ที่คนที่กำลังนั่งล้อมวงกันอยู่เพื่อขอความเห็นในเรื่องนี้
“ฉันว่า..ฉันอยากไปต่อนะ ขนาดเราเจอพวกสัตว์ร้ายมันรุมเรายังจัดการมันซะจั๋งหนับขนาดนั้น นายจะต้องไปกลัวอะไรกันอีกเล่า”
พอลออกความเห็นของตัวเองบ้าง ตอนนี้เขาเริ่มคันไม้คันมืออยากต่อสู้เต็มที
เขามั่นใจว่าถ้าต่อสู้ไปเรื่อย ๆ เขาต้องได้เจอกับประสบการณ์พิสดารแบบที่แอลได้เจออย่างแน่นอน และเมื่อไรที่เขาได้พบกับเหตุการณ์แบบนั้นเขาก็จะพัฒนาไปได้ไกลเท่ากับแอลเป็นอย่างน้อย
“แต่ฉันว่าข้างหน้ามันจะไม่ปลอดภัยแล้วนะ นี่แค่ขอบ ๆ เทือกเขาสัตว์ร้ายยังอันตรายขนาดนี้ แล้วถ้าเรายิ่งเดินลึกเข้าไปมันจะไม่ยิ่งอันตรายกว่าเดิมอีกเหรอ”
“อย่าปอดแหกไปหน่อยเลยน่า เราก็ฝึกมาตั้งนานแค่นี้ทำไมจะสู้ไม่ไหว ถ้าแกไม่อยากไปต่อแกก็กลับไปกินนมรออยู่ในเมืองซะไป..!! พวกฉันจะลุยเข้าไปต่อ อย่ามาทำตัวเป็นตัวถ่วงไปหน่อยเลยน่า...!!!”
พอลที่รู้สึกเดือดดาลกับเรื่องที่บันเสนอให้กลับไปที่เมืองนั้นถึงกับใช้คำพูดแรง ๆ กับเพื่อน เพราะเขาคิดว่าการเดินทางลึกเข้าไปต่อนั้นจะมีโอกาสให้เขาได้สู้มากขึ้น เมื่อได้ต่อสู้มากขึ้นเขาก็จะสามารถได้รับประสบการณ์พิสดารอย่างที่แอลได้รับมาเช่นกัน
“กะ..ก็ได้...ถ้าแกพูดแบบนั้น..ถ้าฉันมันเป็นตัวถ่วง..ฉันก็จะไปเอง
บันตะโกนใส่หน้าพอลอย่างเหลืออด เขาไม่เข้าใจว่าทำไมพอลถึงดึงดันอยากเข้าไปขางในเขตเทือกเขามากนัก ทั้ง ๆ ที่เขาก็เห็นว่ามันอันตรายมากแค่ไหน ระดับพวกเขายังไงก็ไม่ใช่เรื่องดีที่จะดันทุรังต่อไป
ยิ่งได้เห็นเพื่อนที่โตมาด้วยกันอย่างแอลต้องมาต่อสู้จนสลบไปเกือบสองวันแบบนี้มันยิ่งทำให้บันรู้สึกอยากพาเพื่อน ๆ ออกไปจากพื้นที่อันตรายแบบนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
บันวิ่งออกมาจากกลุ่มเพื่อน ๆ ด้วยความเร็วสูงสุดที่เขาจะวิ่งได้ อดไม่ได้ที่จะปล่อยให้น้ำตาอุ่น ๆ มันไหลออกมาผ่านแก้ม
ตั้งแต่ที่รู้จักกันเขาไม่เคยได้ยินพอลพูดจาทำร้ายจิตใจมากขนาดนี้มาก่อน ทั้ง ๆ ที่เขาต้องการให้เพื่อน ๆ ปลอดภัยแท้ ๆ แต่ทำไมพอลถึงต้องว่าเขาด้วยคำพูดแบบนั้นกันด้วยล่ะ หรือเพราะว่าตัวเขานั้นออนแอ ขี้ขลาด และเป็นตัวถ่วงอย่างที่พอลบอกจริง ๆ
บันออกวิ่งเรื่อย ๆ อย่างไม่มีจุดหมาย ในหัวเขาตอนนี้คิดแต่เพียงว่าอยากจะออกไปจากตรงนั้นให้ไกลและเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เขาไม่อยากอยู่เห็นหน้าเจ้าเพื่อนไร้เหตุผลแบบนั้น เพื่อนที่ไม่เห็นถึงความห่วงใยของเขาเลยสักนิด จนสุดท้ายร่างของเขาก็หายลับไปจากสายตาเพื่อน ๆ
"นี่..พอล ที่นายพูดมันไม่แรงไปหน่อยเหรอ..?" เรซรีบหันมาเตือนสติเพื่อนหัวรั้นก่อนที่จะออกวิ่งตามบันไปอย่างรวดเร็ว
"ฮึ..ก็แค่คนขี้ขลาดคนนึง.."
พอลยังคงไม่ยอมรับว่าตัวเองนั้นผิด เขานั่งเอามือกอดอกพลางมองไปทางอื่นอย่างไม่สนใจใยดี เพราะสมัยเด็ก ๆ ที่ตัวเขาเคยแกล้งบันจนร้องไห้ขี้มูกโป่งวิ่งหนีหายไปในป่าแต่ไม่นานบันก็กลับมาเอง
พอลหันกลับมาพบกับสายตาตำหนิเล็กน้อยจากโนบลินก่อนที่เจ้าของสายตานั้นจะเร่งเร้าพลังงานเวทในรองเท้าหนังทั้งสองข้างแล้วพุ่งไปในทิศทางที่บันวิ่งไปอย่างรวดเร็วราวพายุ ทิ้งให้เพื่อนที่ไม่เคยยอมรับผิดต้องนั่งเฝ้าแอลที่ยังคงไม่หายดีอยู่เพียงลำพัง
"จะไปตามให้เสียเวลาทำไมกัน เดี๋ยวเจ้าบันมันก็กลับเองแหละน่า.." พอลยังคงบ่นงึมงำอย่างไม่ยี่หระในความปลอดภัยของเพื่อน
"ฉันว่า..นายน่าจะตามไปดูบันหน่อยนะ ที่นายพูดไปแบบนั้นฉันว่ามันแรงไปหน่อย"
แอลพูดขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบงันขณะที่เขาเองยังคงนอนอยู่บนที่นอนเพื่อพักฟื้นร่างกาย คำพูดสั้น ๆ จากเจ้าคนพูดน้อยทำเอาพอลรู้สึกเหมือนโดนตอกหน้าหงายไปหนึ่งดอก แต่ด้วยความรั้นของพอลทำให้เขาไม่อยากจะยอมรับว่าตัวเองนั้นได้พูดจาทำร้ายจิตใจเพื่อนรักคนนี้ไปจริง ๆ
"ฉันก็แค่พูดไปตามความจริง เจ้าบันมันก็ดีแต่ปอดแหกขี้ขลาดตาขาวไปอย่างนั้นเอง ข้างหน้ามันคงไม่ได้มีอันตรายมากมายขนาดนั้นหรอกน่า แต่จริง ๆ ถ้ามีก็ดีสิฉันจะได้ลงมือให้สะใจไปเลย"
นอกจากความหัวดื้อไม่ยอมรับความผิดแล้ว ความสามารถในการอวดดีของพอลนั้นยังเป็นที่ยอมรับกันในหมู่เด็ก ๆ ในบ้านเด็กกำพร้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเพื่อนทั้งสี่คนที่ได้สัมผัสถึงความอวดเก่งของเขามาจนชินแล้ว
"ถ้านายคิดว่าจะเลื่อนระดับด้วยการเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์เฉียดตายแบบที่ฉันเพิ่งจะเจอมา ฉันว่านายอย่าดีกว่าเพราะถ้าย้อนเวลากลับไปได้ฉันเองก็ไม่อยากตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นอีกเป็นครั้งที่สองหรอก"
"หึ..พวกนายนี่มันปอดเป็นบ้าเลย.."
พอลบ่นกระปอดกระแปดก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วเดินออกมาจากเต็นท์พักที่แอลนอนรักษาตัวอยู่ เขายังมีความมั่นใจอยู่อย่างเต็มเปี่ยมว่าหนทางข้างหน้าที่รอพวกเขาอยู่นั้น จะต้องมีศัตรูที่แข็งแกร่งและช่วยให้เขาพัฒนาระดับความแข็งแกร่งขึ้นไปได้อย่างรวดเร็วอย่างแน่นอน
สวบ...! สวบ...!
เสียงของบางสิ่งที่เคลื่อนที่ผ่านพงหญ้ารกอย่างรวดเร็วดังขึ้นท่ามกลางป่าเขาที่เงียบสงบ
ร่างน้อย ๆ ของเด็กชายที่กำลังออกวิ่งอย่างสุดกำลัง ผิวหนังทั่วร่างปรากฏรอยริ้วแดงปกคลุมเนื่องจากหนามแหลมคมของต้นไม้ที่ขึ้นอยู่หนาแน่นกรีดผ่านผิวบางของบันระหว่างที่วิ่งผ่าน
หยาดน้ำตาที่ไม่ได้ปรากฏให้เห็นมาหลายปี กลับรวมตัวไหลผ่านหางตาทั้งสองข้างจนเป็นละอองส่องประกายสะท้อนกับแสงแดดที่สาดส่องลงมาเป็นภาพที่สวยงาม ขัดกับความรู้สึกของเจ้าของน้ำตาในตอนนี้เป็นอย่างยิ่ง
ความรู้สึกขุ่นมัวที่เกาะกุมไปทั่วหัวใจของบันอยู่ในตอนนี้เป็นความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดใด ๆ ได้เลยแม้แต่น้อย มีเพียงหยาดน้ำตาที่เป็นเครื่องสื่อสารความรู้สึกอันคุกรุ่นอยู่ภายในหัวใจของเขา เพื่อนรักที่ใช้ชีวิตร่วมกันมาหลายปีกลับไม่รับรู้ถึงความห่วงใยที่เขามีเลยแม้แต่น้อย
พรึบ..!!
ทันใดนั้นหางตาของบันปรากฏภาพของบางสิ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วภายในชั่วเวลาไม่ถึงหนึ่งห้วงหายใจ จุดสีดำเล็ก ๆ ที่บริเวณหางตากลับกลายเป็นเงาดำที่ทาบลงบนร่างของเขาอย่างรวดเร็ว
ตู้ม..!