บ่าวรับใช้ได้ยินเช่นนั้นก็รีบแจ้งที่อยู่จวนสกุลชวีโดยไม่ตกหล่นแม้อักษรเดียวทันที
ท่านหมอหมิงทำการรักษาให้คุณชายใหญ่ญาติของนางถามที่อยู่จวน ฮูหยินก็คงจะไม่เอาผิดอยู่แล้วแต่หากเรื่องไปถึงหูของทางการล่ะก็ ฮูหยินต้องลงโทษตนเองฐานบกพร่องต่อหน้าที่อย่างแน่นอน!
“พรุ่งนี้ยามเซิน[1]หากยังไม่เห็นคนกลับมา จวนสกุลชวีจะได้รับหมายฟ้องจากทางการอย่างแน่นอน” หลี่ไหวฺอวี้กล่าวกับบ่าวรับใช้จวนสกุลชวีด้วยแววตาล้ำลึกยากจะคาดคะเน
“ขอรับข้าน้อยจะนำความไปแจ้งให้ทราบ”
เหตุใดเขาจึงรู้สึกกดดันเช่นนี้หนอทั้งที่อีกฝ่ายเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา แต่บุคลิกลักษณะกลับไม่แพ้คุณชายแม้แต่น้อยยังดูเหนือกว่าด้วยซ้ำไป!
“รู้แล้วเจ้ากลับไปรายงานได้” หลี่ไหวฺอวี้รับเคียวมาแล้วไล่อีกฝ่ายกลับไป
ดูท่าหมิงเป่าจูน่าจะพบครอบครัวที่สามารถจ่ายค่าตอบแทนอย่างงามให้นางได้แล้วเพียงแต่สถานการณ์อาจพิเศษอยู่สักหน่อย จึงต้องค้างคืนเพื่อดูแลคนไข้ซึ่งพอจะเข้าใจได้
บ่าวรับใช้ที่ถูกซักไซ้ไล่เลียงเรื่องราวในจวนเจ้านายถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อก้าวพ้นประตูเรือน เขารีบเช็ดเหงื่อบนหน้าผากก้าวเท้าเดินอย่างรวดเร็ว ไม่คิดจะอยู่นานไปกว่านี้
สายตาของชายหนุ่มคนเมื่อครู่ช่างน่ากลัวเหลือเกินกดดันจนเขาแทบหายใจไม่ออก!
“พี่ไหวฺอวี้พี่สาวข้าไม่เป็นไรจริงๆ หรือ”
หมิงเป่าอวี้ยังกังวลอยู่บ้างเพราะขนาดลุงแท้ๆ อย่างหมิงเถี่ยจู้ ก่อนหน้านี้ยังกล้าลักพาตัวหลานสาวตัวเองลงคอ
“ไม่ต้องเป็นห่วงไป พวกเรากินข้าวกันเถอะ!”
หลี่ไหวฺอวี้เลิกคิ้ววางเคียวในมือลง พลางโอบไหล่หมิงเป่าอวี้ คิดอยู่ว่าจะออกไปล่ากระต่ายอีกสักตัว
หมิงเป่าจูไม่อยู่บ้านบุรุษสองคนที่ทำอาหารไม่เป็นจึงจำเป็นต้องใช้ความสามารถเอาตัวรอด
ส่วนหมิงเป่าจูเมื่อได้รับรายงานจากบ่าวรับใช้ของจวนสกุลชวี นางถึงกับต้องเพียรสะกดกลั้นจนไหล่สั่นไม่ให้หัวเราะออกมานางเข้าใจความหมายของหลี่ไหวฺอวี้เป็นอย่างดี เขากำลังเตือนสตินางว่าอย่าลืมว่าวันพรุ่งนี้เป็นวันครบกำหนดสุดท้าย
ความหวังดีครั้งนี้นางรับไว้แล้ว
ตอนกลางคืนหมิงเป่าจูมิได้เข้าพักในห้องที่ฮูหยินใหญ่เตรียมไว้ให้แต่ขออยู่เฝ้าอาการของคุณชายใหญ่ที่ห้องด้านในตลอดทั้งคืน เพื่อสะดวกต่อการดูแล
ระหว่างนั้น ชวีเชินรู้สึกตัวขึ้นมาครั้งหนึ่ง
ศีรษะหนักอึ้งคอแห้งผาก ดวงตาเปิดปรือเล็กน้อย เขาพยายามปรับสายตาให้คุ้นชินกับแสงไฟ จึงเห็นเงาร่างหนึ่งอยู่ข้างเตียง
“ท่านหมอหมิง?”ไยนางยังอยู่ที่นี่เล่า
“ท่านฟื้นแล้วหรือรู้สึกอย่างไรบ้าง” หมิงเป่าจูยกถ้วยชาป้อนให้เขาดื่ม พลางจับชีพจรไปด้วย
สีหน้าดูดีขึ้นไม่น้อยชีพจรก็เต้นเป็นปกติมั่นคง ไม่น่าจะมีปัญหาใหญ่โตแล้ว
“ไม่ต้องแปลกใจหรอกอาการที่ท่านเป็นอยู่ตอนนี้ ข้าก็มีส่วนผิดอยู่มาก” หมิงเป่าจูวางถ้วยชาลง ขบริมฝีปากยากที่จะควบคุมความรู้สึกผิดเอาไว้ได้
เมื่อเห็นท่าทีของหมิงเป่าจูผนวกกับย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวันเขาจำได้เพียงว่าตนเองรู้สึกคันคอ เจ็บแน่นหน้าอก ไออยู่สองสามครั้งก็หมดสติไป
“ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอกเจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณเจ้า”
สมกับเป็นหนุ่มน้อยอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาตั้งแต่เด็กเพียงคำพูดประโยคเดียวก็เข้าใจถึงจุดสำคัญ
ในแต่ละวันเขาได้แต่มองสิ่งที่ไอออกมาด้วยความสิ้นหวังประกอบกับสีหน้ารังเกียจของบ่าวไพร่ ทำให้หัวใจของเขาราวกับต้นไม้เหี่ยวเฉา
แม้มารดาจะห้ามปรามลงโทษบ่าวรับใช้อย่างไร แต่นั่นก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าเขาไร้หนทางเยียวยาแล้วไปได้
เขาปล่อยให้ความสิ้นหวังเข้าครอบงำจนกระทั่งหมิงเป่าจูเอ่ยวาจาตำหนิอย่างรุนแรงทำให้เขาตระหนักได้ว่าตนเองคือความหวังเดียวของมารดา หากแม้แต่มารดายังไม่ละความพยายามแล้วเขามีเหตุผลอันใดที่จะยอมแพ้
“คืนนี้ลำบากเจ้าแล้วพรุ่งนี้ข้าจะขอร้องมารดาให้เจ้ากลับไป”
โชคดีที่สวรรค์ยังเมตตาในที่สุดเขาก็ได้พบกับคนที่สามารถฉุดช่วยเขาให้พ้นจากทะเลทุกข์ได้
“ฮูหยินเป็นคนใจกว้างโอบอ้อมอารี และมีเหตุผล ท่านไม่ตำหนิข้าแม้แต่น้อย เชิญคุณชายพักผ่อนเถอะเจ้าค่ะ”หมิงเป่าจูประคองเขานอนลง เห็นเขาลืมตาไม่ยอมหลับลง ดวงหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมา
“ตราบใดที่ท่านกินยาตามเทียบที่ข้าเขียนไว้ให้อย่างเคร่งครัดและหมั่นออกกำลังกายเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อและกระดูกเชื่อว่าการสอบฤดูใบไม้ร่วง[2]ปีหน้า ท่านต้องคว้าอันดับหนึ่งมาครองได้ในคราวเดียวอย่างแน่นอน”
สิ้นคำกล่าว ชวีเชินก็เบิกตากว้างดวงตาค่อยๆ พร่าเลือนไปด้วยหยาดน้ำตา อันเปี่ยมล้นไปด้วยความหวังและความปรารถนา!
นี่คือการยืนยันว่าเขาจะหายดีก่อนการสอบฤดูใบไม้ร่วงอย่างแน่นอนคำกล่าวนี้เป็นถ้อยคำที่ไพเราะที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมาในชีวิต
“บุรุษไม่หลั่งน้ำตากันง่ายๆสิ่งที่คุณชายควรให้ความสำคัญที่สุดในตอนนี้คือร่างกายของตนเองอย่าเพิ่งคิดเรื่องอื่นเลยเจ้าค่ะ” นางดึงผ้าห่มขึ้นมาจนถึงอกเขา “วันเวลายังอีกยาวไกล”
วันเวลายังอีกยาวไกลวันเวลายังอีกยาวไกล...
ชวีเชินทวนคำพูดนี้ซ้ำไปซ้ำมาจนผล็อยหลับไป
หมิงเป่าจูถอนหายใจอย่างโล่งอกนางยังคงนั่งอยู่ข้างเตียงจนกระทั่งฟ้าสาง
เนื่องจากนางผสมยานอนหลับลงไปในน้ำที่ให้ชวีเชินดื่มประกอบกับร่างกายของเขาอ่อนแออยู่แล้ว ดังนั้นในเช้าวันต่อมาแม้หมิงเป่าจูจะจากไปแล้ว เขาก็ยังไม่ตื่น
ตอนแรกจี้ฟางก็เป็นกังวลจึงมาอยู่เป็นเพื่อนหมิงเป่าจูตั้งแต่เช้าตรู่ ใครจะรู้ว่าจนถึงช่วงบ่าย เชินเอ๋อร์ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้น
หมิงเป่าจูรู้ดีว่าเป็นเพราะร่างกายของชวีเชินอ่อนแอเกินไปหลังจากที่อาเจียนเป็นเลือดออกมาแล้ว ร่างกายของเขากำลังปรับสภาพและฟื้นฟูตัวเองจึงยังไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้
แต่นางก็เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้จึงไม่อาจเอ่ยปากขอกลับไปได้
จนกระทั่งตะวันคล้อยต่ำไปทางตะวันตกหากนางยังไม่กลับไป หลี่ไหวฺอวี้คงจะต้องบุกมาถึงจวนสกุลชวีเป็นแน่ แล้วไหนยังมีเรื่องของหมิงเถี่ยจู้อีก...
สุดท้ายนางจึงได้แต่เสนอให้เชิญท่านหมอหลี่มาตรวจดูอาการยืนยันว่าปลอดภัย เพียงแค่หลับสนิทเท่านั้น หมิงเป่าจูจึงได้รับอนุญาตให้ออกจากจวน
“ท่านหมอหมิงสองวันมานี้ ขอบคุณท่านมาก นี่คือค่ายา โปรดรับไว้ด้วย” จี้ฟางผายมือบ่าวรับใช้คนหนึ่งก็ยกถาดเดินเข้ามา
บนถาดใบเล็กๆวางเรียงรายไปด้วยแท่งเงินที่เปล่งประกายระยิบระยับ แต่ละแท่งหนักสิบตำลึงเงินรวมทั้งหมดห้าแท่ง เป็นเงินทั้งสิ้นห้าสิบตำลึง!
“มากมายถึงเพียงนี้?ฮูหยิน...”
ตอนแรกที่หมิงเป่าจูมาถึงจวนสกุลชวีนางก็ตั้งใจว่าจะเรียกค่ารักษาแพงๆอยู่แล้ว แต่เวลานี้นางกลับรู้สึกไม่คู่ควรที่จะรับมัน
“เจ้าถือว่าเป็นผู้มีพระคุณของครอบครัวเราไม่ต้องเกรงใจ รีบรับไปเถอะ” จี้ฟางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“เช่นนั้นขอบพระคุณฮูหยินมากเจ้าค่ะ” สุดท้ายหมิงเป่าจูก็รับเอาไว้
เวลาไม่เช้าแล้วนางต้องรีบกลับบ้านโดยด่วน หลังจากรับเงินเรียบร้อย หมิงเป่าจูก็ออกจากจวนสกุลชวี
เรื่องทางนี้นางได้กำชับครบถ้วนเหมาะสมไม่มีอะไรต้องลังเลใจอีก สิ่งสำคัญอันดับแรกเวลานี้คือกลับไปสลัดแผ่นยาหนังสุนัขสองชิ้นนั้นให้หลุดออกไปโดยสิ้นเชิง
“เปิดประตู!ไอ้พวกเด็กเวร เปิดประตูให้ข้าเดี๋ยวนี้!” เสียงตะโกนแหลมสูงดังมาจากหน้าประตู
ตอนแรกหมิงเป่าอวี้คิดว่าเป็นพี่สาวกลับมาก็รีบวิ่งออกไปอย่างกระตือรือร้นเพื่อเปิดประตูให้
แต่พอเสียงตะโกนเรียกสูงแหลมลอยมาเขาก็ชะงักฝีเท้าลงทันที เสียงนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นหวังซื่อ
“พี่ไหวฺอวี้”เขาไม่รู้ว่าควรจะเปิดประตูดีหรือไม่
หลี่ไหวฺอวี้ขมวดคิ้วแน่นก่อนเปิดประตูออกไป “มาทำไม!”
ท่าทางฉุนเฉียวของเขาดูเหี้ยมเกรียมยิ่งกว่าคนนอกประตูเสียอีก
หวังซื่อผงะถอยหลังด้วยสัญชาตญาณทุกครั้งที่เห็นเด็กหนุ่มคนนี้นางจะรู้สึกพรั่นพรึงอย่างบอกไม่ถูกราวกับว่าอีกฝ่ายไม่ใช่บุรุษป่าเถื่อนที่มาอาศัยอยู่ในบ้านของนางเด็กสารเลวแต่เป็นคุณชายสูงศักดิ์จากเมืองหลวงที่นางไม่กล้าล่วงเกิน
“นางเด็กนั่นไปไหน!ดูซินี่มันยามใดเข้าไปแล้ว เงินสิบตำลึงที่ตกลงกันไว้ จะให้หรือไม่ให้!”
หวังซื่อยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าประตูไม่กล้าตะคอกใส่หลี่ไหวฺอวี้ จึงได้แต่ชี้หน้าด่าทอหมิงเป่าอวี้เสียงดังขรมปลายนิ้วแทบจะจิ้มโดนจมูกของอีกฝ่ายอยู่รอมร่อ
“พี่สาวข้าไปในเมืองเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว ใช่ว่าจะไม่คืนเงินให้เสียหน่อย จะรีบร้อนไปไย!”
หมิงเป่าอวี้ก็เป็นเด็กเลือดร้อนถูกหวังซื่อชี้หน้าด่าทอ ก็โกรธจนหน้าแดงก่ำ ตะคอกสวนกลับไป
เชิงอรรถ
[1] ยามเซินหมายถึงช่วงเวลาระหว่าง 15.00-17.00 น.
[2] การสอบฤดูใบไม้ร่วง(秋闱)หมายถึงการสอบขุนนางระดับมณฑลซึ่งจัดขึ้นสามปีครั้งในช่วงฤดูใบไม้ร่วง