บทที่ 3 ต้อนรับสู่โลกใบใหญ่
จวบจนรุ่งเช้าที่ทั้งคู่หลับใหลอยู่ในห้องหับหลังเดียวกัน
“เปิดนะเ้าเด็กเหลือขอ!” เสียงทุบบานประตูคลุกเคล้ากับน้ำคำแห่งการดูแคลนดังซ้ำขึ้นมาเป็ระยะ
ลี่หลินสะดุ้งตัวพลางหายใจแรงราวตื่นจากฝันร้าย ทว่าลืมตาตื่นเห็นแสงสว่างแล้ว เสียงกระฟัดกระเฟียดเ่าั้ก็ยังไม่จางหายไป พอเงี่ยหูฟังดี ๆ ลี่หลินก็จดจำเสียงของคนผู้นี้ได้เป็อย่างดี นั่นคือน้ำเสียงของ ‘ส่าจู้’ สาวใช้คนสนิทของมารดาเลี้ยงใจร้าย อีกทั้งส่าจู้คนนี้ยังเป็แม่นมของคุณหนูรองขี้เอาแต่ใจ ที่เป็บุตรสาวของหมานเถากับบิดาของลี่หลิน
สิบปีมาแล้วไม่เคยข้องแวะ ฉไหนวันนี้คนของจวนสกุลอันถึงโผล่หัวมาได้ ลี่หลินไม่อยากเปิดประตูออกไปเผชิญหน้า ทว่าเมื่อปรายตามองใบหน้าอันซีดเซียวของชายหนุ่มที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ก็พลันรู้ได้ในทันทีว่าผู้าเ็สมควรได้รับการพักผ่อน ดังนั้นเพื่อไม่ให้ส่าจู้ส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายรบกวนไปมากกว่านี้ ลี่หลินจึงยอมที่จะเปิดประตูออกไปเจรจา
“ข้าตัดขาดกับพวกนางแล้ว เหตุใดยังส่งเ้ามาที่นี่อีก” ลี่หลินกล่าววาจาหยาบกระด้างเป็การต้อนรับ
“สำคัญตัวมากไปกระมัง! ข้านะหรืออนากมา? หากไม่ใช่คำสั่งของนายท่าน ให้ตายก็ไม่บากหน้ามาเหยียบที่นี่” ส่าจู้ตอบกลับพลางพะเยิบปากบิดเบี้ยว แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่ใคร่จะญาติดีกับนาง
[ท่านพ่อเป็คนอยากให้ข้ากลับจวนอย่างนั้นรึ?]
ระหว่างครุ่นคิดพิจารณาอยู่นั้น จู่ ๆ ท้ายทอยของลี่หลินก็พลันถูกของแข็งทุบกระแทกอย่างแรง หญิงสาวขาอ่อนล้มพับโดยไม่ได้ตั้งตัว นางล้มทั้งยืนจากนั้นก็ถูกหิ้วปีกลากขึ้นรถม้า มุ่งตรงกลับเข้าจวนสกุลอันโดยไม่ได้ล่ำลาผู้ใด อันลี่หลินไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้รู้จักชื่อแซ่ของเขา เป็อีกครั้งที่นางได้พลัดพรากจากรักแรก
*****
จวนสกุลอัน
“ลี่เอ๋อร์ของข้ากลับมาแล้ว” บิดาของนางเอื้อนเสียงโอนอ่อนพลางอ้าแขนรับ
ไมตรีจอมปลอมเหล่านี้ลี่หลินไม่เคย้า อันลี่หลินคนเดิมได้ตายไปั้แ่สิบปีก่อนแล้ว จวนสกุลอันที่หรูหราและโอ่อ่ามีอันใดให้ถวิลหากัน นอกเสียจากความรักจอมปลอมที่บิดามอบให้ และการกดขี่ข่มเหงจากภรรยาสุดที่รักของท่านเ้าเรือน เหอะ! ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าสมเพช ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่นางกลายเป็คนหยาบโลนและไร้หัวใจเช่นนี้
“ท่านพ่อไม่จำเป็ต้องเสแสร้งให้เหนื่อยเปล่า มีอันใดก็จงพูดมาตามตรงเถอะ” น้ำเสียงและสายตาเรียบเฉยไร้ความผูกพัน
“แต่งเข้าจวนคหบดีแทนน้องหญิงของเ้า” สามียังไม่ทันขานตอบ ตัวสาระแนอย่างหมานเถาพลันเอื้อนเอ่ยขึ้นมาแทรก
“ที่แท้ก็รับข้าเข้าจวนเพราะมีจุดหมาย เหอะ! ท่านพ่อเชื่อฟังนางมากเกินไปแล้ว เพื่อให้นางสบายใจแม้แต่อิสรภาพของบุตรสาวคนโตอย่างลี่เอ๋อร์ ท่านก็ยอมแลกงั้นหรือ” ลี่หลินจุกเสียดในอก ไม่คิดว่าบิดาจะเห็นนางเป็ตัวแลกเปลี่ยนผลประโยชน์แทนบุตรสาวคนรองอย่าง ‘อันรั่วอี้’
“ลี่เอ๋อร์เ้าอย่าได้เข้าใจบิดาผิด ด้วยอายุอานามของเ้าสมควรแต่งก่อนผู้น้อง มีบ้านไหนบ้างที่ส่งบุตรสาวคนรองออกเรือนก่อน อีกอย่างจวนคหบดีก็ใช่ว่าด้อย แม้ว่าจวนคหบดีจะมีบุตรชายหลายสาย แต่คนที่เ้าแต่งด้วยคือแม่ทัพใหญ่แห่งเหอโจวเชียวนะ หาได้ขี้ริ้วขี้เหร่อย่างที่เ้าคิด” ผู้เป็บิดาพยายามใช้น้ำคำอ่อนโยนดุจมิตรเพื่ออธิบายความจำเป็แก่บุตรสาวคนโต
“ข้ามีคนในใจแล้ว ท่าน…” ลี่หลินพูดยังไม่ทันจบประโยคของแข็งเสมือนหินทุบเข้าที่แผ่นหลังของนางอย่างแรง เป็ครั้งที่สองที่อันลี่หลินผล็อยหลับกลางอากาศ
“พาตัวคุณหนูใหญ่ไปขังที่เรือนหลัง ใช้ยารมควันกับนาง ตราบใดที่ยังไม่ถึงงานมงคล ห้ามมิให้ผู้ใดช่วยเหลือนาง” คำสั่งจากบิดาผู้เป็เ้าเรือนถือเป็คำขาด
*****
สามวันผ่านไปไวเหมือนโกหก
งานมงคลระหว่างสองสกุลจัดขึ้นอย่างเอิกเกริกสมฐานะ บัดนี้เกี้ยวเ้าสาวถูกเคลื่อนออกจากจวนสกุลอันั้แ่เช้ามืด นับโมงยามและคาดคะเนบัดนี้น่าจะใกล้ถึงจวนคหบดีมู่เต็มทีแล้ว คิดได้ดังนี้ ‘อันเสวียิ’ ผู้เป็บิดาและเป็ผู้นำตระกูลอันก็พลอยวางใจ
หลังจากถูกยัดขึ้นเกี้ยวเ้าสาว ลี่หลินก็นอนขดตัวอยู่บนกระโจมไม้สี่เหลี่ยมด้วยมือเท้าที่คุดคู้ คาดว่ากำยานรมควันที่บิดาโหมอบอังบนร่างกายของนางสามวันติด น่าจะหมดฤทธิ์ลงแล้ว ลี่หลินลืมตาตื่นพบว่าตนเองอยู่ในชุดเ้าสาวสีแดงปักเลี่ยมทอง เพียงเท่านี้นางก็รู้ได้ในทันทีว่ากำลังถูกส่งไปลงขุมนรกแทนอันรั่วอี้
การกระทำที่ไร้มโนธรรมสำนึกเช่นนี้ยิ่งทำให้ลี่หลินรู้สึกเกลียดชังต้นตระกูลของตนเองเป็เท่าทวีคูณ ทั้งที่นางพยายามอธิบายแล้วแท้ ๆ ว่ามีคนในใจแล้ว บิดายังพยายามยัดเหยียดสามีที่นางไม่เคยพบหน้าคนนั้นให้อีก ช่างเป็บิดาที่เห็นแก่ตัวจริง ๆ
ก่นด่าในใจเพียงลำพังลี่หลินก็ตระหนักได้ว่า นางไม่ควรเสียเวลาอีก บัดนี้ตัวนางไม่จำเป็ต้องกลัวภยันตราย ใต้หล้าที่กว้างใหญ่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง คิดได้เช่นนี้ลี่หลินพลันถีบเท้ากระแทกแผ่นไม้กระทั่งบานประตูเปิด ครั้นทอดแววตาไปนอกชายหลังคา ลี่หลินก็ต้องประหลาดใจกับสิ่งที่พบเห็น
บัดนี้ขบวนมงคลกลายเป็ขบวนวิปโยค สาวใช้และบ่าวไพร่ของสกุลมู่ที่ติดตามมาเพื่อรับตัวเ้าสาว ต่างตายเกลื่อนด้วยร่องรอยถูกฆ่าฟัน ถัดไปราวสามจั้งมีการต่อสู้ปรากฏให้เห็น แม้ว่าตอนนี้ลี่หลินไม่รู้ว่าเกิดเื่อะไรขึ้น และไม่รู้ว่าผู้ใดกำลังต่อสู้กับผู้ใด แต่สำหรับนางทั้งหมดนี้ล้วนเป็โอกาสอันดีที่นางจะหลบหนี
เพราะอย่างไรเป้าหมายอันสูงสุดในชีวิตนางก็คือตามหาผู้มีพระคุณคนนั้น ทว่าเดินเหินได้เพียงไม่กี่ก้าว ร่างอันงดงามและบอบบางของสตรีชุดแดงในระเบียบเ้าสาว...ก็ถูกล้อมด้วยบุรุษชุดดำนับสิบคน ดูจากแววตาที่ไม่เป็มิตรเ่าั้ ลี่หลินก็พอจะรู้ว่าคนร้ายพวกนี้ต้องมีเจตนาจะเอาชีวิตนางแน่
"ล้อมฆ่าเ้าสาวของท่านแม่ทัพงั้นหรือ!!!"
อันลี่หลินถอนหายใจออกมาด้วยความเอือมระอา นางอุตส่าห์ตั้งใจแล้วว่าจะไม่เอาชีวิตผู้ใด แต่คนพวกนี้ก็รนหาเื่จนได้ ใคร่ครวญอย่างฝืดฝืนได้ครู่หนึ่งลี่หลินก็ตวัดปลายเท้าลงดิน ดีดกระบี่เปื้อนโลหิตที่วางอยู่บนพื้นให้พุ่งเข้าสู่ร่องมือ สาวน้อยไม่รอช้าวาดวรยุทธดั่งที่ได้ฝึกฝน ปลิดชีวิตกลุ่มผู้ร้ายทีละคนอย่างเหี้ยมโหดและไร้ซึ่งความเมตตา
ในเมื่อทุกอย่างคลี่คลายและสงบลงโดยง่าย ลี่หลินตั้งใจหลบหนีอีกครั้งโดยมุ่งหน้าไปทางเหนือ แต่แล้วชั่วสามลมหายใจ ร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งก็โฉบเฉี่ยวลงมาจากยอดไผ่ปรากฏตัวต่อนางอีกครั้ง ครานี้ทั้งคู่ได้พานพบสบตากันอย่างเปิดเผย หัวใจดวงน้อย ๆ ของนางเต้นโครมครามไม่เป็จังหวะ คาดไม่ถึงว่าโชคชะตาจะหยิบยื่นคนผู้นี้ให้นางอยู่ร่ำไป
“ตัวข้าไม่ใคร่หมายปองที่จะเป็ภรรยาผู้ใด โดยเฉพาะกับแม่ทัพใหญ่สกุลมู่ บัดนี้ถูกบังคับแต่งงานและกำลังจะหนีอยู่พอดี คุณชายโปรดอย่าเข้าใจผิด”
ดีอกดีใจที่ได้เจอคนผู้นั้นอยู่ครู่หนึ่ง ครั้นลี่หลินได้สติกลับคืนสู่ร่างพบว่าหัวจรดเท้าของตนเองอยู่ในครรลองของสตรีที่กำลังจะเข้าพิธีสมรส นางกลัวว่าบุรุษที่อยู่ตรงหน้านางจะเข้าใจผิด คิดว่านางถูกตีตราจองแล้ว จึงรีบโพล่งเสียงขึ้นมาแก้ตัวฉับพลัน
ระหว่างที่นางพร่ำพูดจนหายใจไม่ทั่วท้อง คนผู้นั้นก็เอาแต่จ้องมองนางไม่พูดไม่จาอันใดราวบ้าใบ้ แววตาของเขาหรี่แคบลงกึ่งหนึ่งคล้ายกำลังครุ่นคิด ไม่นานนักน้ำเสียงเข้มแข็งของบริวารรับใช้ก็ดังแว่วแทรกเข้ามา
“รายงานท่านแม่ทัพ สังหารคนร้ายหมดแล้วขอรับ”