เมื่อเห็นว่าเงินจำนวนห้าแสนที่กำลังจะได้มาอยู่ในมือหายวับไปในพริบตาเดียว ซ้ำยังถูกเซียวเจิ้งด่าว่าเป็นหมูโง่ นี่ไม่ได้เป็นการตบหน้าเถ้าแก่อ้วนแค่คนเดียว แต่ยังกระทบไปถึงเหล่านักเลงกลุ่มนี้ด้วย
พวกเขาทำอะไรกันกลางดึกกลางดื่น? ก็ไม่ใช่เรื่องเงินหรอกเหรอ? ถ้าบอกว่าทะเลาะวิวาททั่วไป นักเลงกลุ่มนี้คงไม่กล้าทำร้ายอีกฝ่ายจนปางตาย แต่ตอนนี้กลับถูกเซียวเจิ้งหลอกจนหัวหมุน
เห็น ๆ กันอยู่ว่าเงินจำนวนห้าแสนที่ใส่ไว้ในกระเป๋าถูกคนปล้นไปแล้ว นักเลงเกือบสิบคนในห้องปล่อยจิตสังหารออกมาทันที หมายจะให้เซียวเจิ้งชดใช้ด้วยชีวิต!
“ไอ้หนู ในเมื่อแกจ่ายด้วยเงินไม่ได้ งั้นก็จงจ่ายด้วยชีวิตซะเถอะ!”
แกรก ๆ!
นักเลงที่อยู่ใกล้เซียวเจิ้งหยิบมีดสปริงขึ้นมาอย่างชำนาญพลางทำหน้าข่มขู่ ใบหน้าถมึงทึงบิดเบี้ยว เห็นได้ชัดว่าเขาตกอยู่ในสภาพสิ้นหวังแล้ว
พอหลินเสี่ยวจู้และเฉินซุนที่ยืนอยู่ข้างเซียวเจิ้งเห็นอีกฝ่ายจะลงมือ ตัวก็พลันสั่นเทาด้วยความกลัว เหงื่อไหลโทรมกายอย่างห้ามไม่อยู่
ที่นี่คือห้องที่ปิดไว้อย่างแน่นหนา ทางเข้ามีนักเลงท่าทางโกรธจัดสองคนยืนอยู่ เห็นได้ชัดว่าไม่คิดจะปล่อยให้พวกเขารอดชีวิตออกไปแน่นอน ไฟแห่งการต่อสู้ลุกโชนทันใด
“เซียวเจิ้ง ตอนนี้จะทำยังไงกันดี?”
หลินเสี่ยวจู้เกลียดเซียวเจิ้งจริง ๆ จนแล้วนายจะแสร้งมือเติบไปเพื่ออะไร ใช้ไม่ได้เอาซะเลย ฉันจะเอาหน้าที่ไหนไปเจอพ่อกัน! ตอนนี้เป็นไงล่ะ โดนกลุ่มนักเลงล้อมไว้หมดแล้ว ดูท่าถึงจะไม่ตายก็ต้องเสียโฉมอยู่ดี
เฉินซุนกล้าหาญมาก ถึงจะได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ยังคว้าขวดเหล้าทรงแท่งปริซึมขึ้นมา เขาตัดสินใจสู้กับอีกฝ่ายโดยไม่กลัวตาย
“เสี่ยวเฉิน นายรับหน้าที่คุ้มกันหลินเสี่ยวจู้”
เซียวเจิ้งค่อย ๆ ลุกขึ้นมา ขยี้บุหรี่ที่คีบในมือ ก่อนกวาดสายตาเย็นเยือกเหลือบมองพวกนักเลงที่กำลังใกล้เข้ามา แล้วเอ่ยอย่างไม่แยแสว่า
“ไอ้พวกตัวตลกนี่ ฉันคนเดียวก็จัดการได้แล้ว”
“รนหาที่ตาย!”
นักเลงที่ถือมีดไว้ตะโกนขึ้นมา แล้วขว้างมีดปักตรงประตูหน้าเซียวเจิ้ง
ปังงง!
นักเลงเพิ่งจะใกล้เข้ามา เห็นเพียงเซียวเจิ้งที่มีใบหน้าไร้ความรู้สึกเอียงตัวเบี่ยงร่างเข้าหา จากนั้นก็ยื่นแขนออกมาด้วยความรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ เขาฉกมีดสปริงจากมือของนักเลง ปลายมีดแหลมคมทิ่มเข้าไปในต้นขาของนักเลงคนนั้น เลือดพุ่งกระฉูดออกมา เสียงร้องโหยหวนดังระงม
“ทุกคนเข้ามาพร้อมกัน แทงผู้หญิงให้ตาย!”
นักเลงเจ็ดแปดคนต่างวิ่งวุ่นในห้องเล็กแคบ แต่เซียวเจิ้งกลับออกมือได้ฉับไวและแม่นยำ เวลาเพียงเสี้ยววินาที เขาแค่ใช้มีดสปริงธรรมดาเล่มนั้นก็ล้มได้สี่ห้าคน บรรดานักเลงนอนร้องคร่ำครวญกับพื้นราวกับหมูที่ถูกเชือด ถ้าไม่ใช่เพราะคุณภาพการเก็บเสียงที่ดีเยี่ยมของบาร์แห่งนี้ เสียงคงดังกระทบการพักผ่อนไปถึงสามบ้านแปดบ้าน
เซียวเจิ้งแกว่งมีดได้อย่างรวดเร็วและร้ายกาจ ถึงจะเลี่ยงจุดตาย ทว่าทุกครั้งที่ฟันออกไป ถ้าเลือดไม่กระฉูดจนเดินโซซัดโซเซ ก็แทงเข้าตรงส่วนที่ไวต่อความเจ็บปวด เกิดเสียงที่ทำให้รู้สึกหนังหัวชาหนึบ ทั้งห้องมีแต่เลือดไหลนองเปรอะไปทั่วพื้น
เหตุการณ์ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ นักเลงสามสี่คนที่เหลือรวมถึงเถ้าแก่อ้วนสะพรึงกลัวกับวิธีการโหดเหี้ยมอำมหิตของเซียวเจิ้ง เขาไม่กล้าก้าวออกมาข้างหน้า แต่ค่อย ๆ เดินไปที่ประตูอย่างเงียบเชียบ ขอแค่สถานการณ์เลวร้ายขึ้นมาก็จะรีบเผ่นออกไปทันที
เจ้าบ้านี่เป็นปีศาจตัวไหนแปลงกายมากันแน่? พละกำลังในการต่อสู้ไม่ร้ายกาจเกินไปหน่อยเหรอ?
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือถึงจะอยู่ในพื้นที่คับแคบ เขายังสามารถล้มนักเลงที่ขลุกอยู่ในวงการต่อสู้มานานกลุ่มนั้นได้เร็วขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าชายคนนี้ไม่ธรรมดา ควรค่าแก่การคิดถึงเบื้องหลังของเขายิ่งนัก
หลินเสี่ยวจู้ที่เพิ่งรู้จักกับเซียวเจิ้งได้คืนเดียวเหมือนได้รับสมบัติล้ำค่า เธอรุดมาข้างหน้าอย่างรีบร้อน ยืนข้างเซียวเจิ้งด้วยความกล้าหาญ ก่อนจะฉีกยิ้มจนตาหยีพร้อมกล่าวขึ้นว่า
“พี่เขย นายนี่สุดยอดจริง ๆ!”
เธอไม่ต่อต้านเหตุการณ์นองเลือด แต่กลับนับถือเซียวเจิ้งที่ดูบ้าพลังอย่างเต็มอก แม้แต่การเรียกชื่อก็ยังเปลี่ยนไป เรียกว่าพี่เขยได้เต็มปาก การเรียกนั้นทั้งสดใสและนบนอบ ราวกับกำลังระบุฐานะลูกเขยใหญ่ของเซียวเจิ้งให้ชัดเจน
“น้องชาย นายเป็นใครกันแน่?”
หัวหน้านักเลงที่หน้าเขียวปั๊ดถามขึ้นมา ถึงในมือจะถือมีดสปริง แต่กลับไม่มีความก้าวร้าวดุดันเหมือนก่อนหน้านี้แม้แต่นิดเดียว ราวกับเขายอมแพ้ไปแล้ว
“ฉันเป็นพนักงานของบริษัทที่กำลังจะเป็นบริษัทมหาชนจำกัด รายได้ปีละแสน สถานะทางสังคมไม่ธรรมดา” เซียวเจิ้งจุดบุหรี่ ควงมีดสปริงที่เปรอะเลือดพลางกล่าวเตือน “ไอ้อ้วน ถ้านายกล้าดึงกลอนประตูแล้วหลบหนีไปล่ะก็ ฉันเขวี้ยงมีดนี้ไปที่ก้นนายแน่”
เถ้าแก่อ้วนตกใจจนตัวโยน แล้วรีบปล่อยมือจากลูกบิดประตูโดยเร็ว ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวพลางกล่าวขึ้นว่า
“น้องชาย นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด ฉันกับพวกเขาไม่ได้รู้จักกันเลย...”
“นายกำลังดูถูกไอคิวของฉันรึไง?” เซียวเจิ้งพูดเสียงเย็นชาด้วยสีหน้าดุดัน
“ไม่กล้าๆ...”
เถ้าแก่อ้วนส่ายหัว จากนั้นจึงอธิบายด้วยความหวาดกลัว
“โกงแม้กระทั่งเด็กนักเรียน ชื่อเสียงของหมิงจูถูกทำลายป่นปี้เพราะแก๊งนักเลงไร้อนาคตอย่างพวกนาย”
เซียวเจิ้งหันกลับมาพูดกับหลินเสี่ยวจู้ที่หนีพ้นจากความตาย ซึ่งบนใบหน้าเขียนคำว่า 'ฉันคือวันเดอร์วูแมน อย่ายุ่งกับฉัน' ว่า
“เลิกเก๊กได้แล้ว รินไวน์ให้พี่เขยที เมื่อกี้ออกแรงเยอะไปหน่อย คอฉันแห้งไปหมดแล้ว”
“ได้ค่ะพี่เขย!”
หลินเสี่ยวจู้รินไวน์แดงให้เซียวเจิ้งหนึ่งแก้ว แล้วพูดออกมาด้วยใบหน้าแป้นแล้น
“พี่เขย พี่คิดจะลงโทษพวกเขายังไง?”
ฟังจากน้ำเสียงและท่าทางแบบนี้ เซียวเจิ้งก็เหมือนกับคว้าชัยชนะมาไว้ในมือสำเร็จ ไม่มีความกังวลอีกต่อไปแล้ว
“แล้วเธอคิดว่าจะลงโทษยังไงล่ะ?” เซียวเจิ้งถามกลับ
“พวกเขาทำร้ายเพื่อนร่วมชั้นของฉันยังไง ก็ทำคืนแบบเดียวกัน” หลินเสี่ยวจู้กล่าวพลางถลึงตา “กล้ารังแกแม้แต่เพื่อนร่วมชั้นของฉันหลินเสี่ยวจู้ นี่มันรนหาที่ตายชัด ๆ!”
“คุณหนูหลิน ครั้งนี้เป็นเรื่องเข้าใจผิดจริง ๆ ครับ” เถ้าแก่อ้วนตอบพร้อมเหงื่อที่ไหลอาบหน้า
“เข้าใจผิด?” หลินเสี่ยวจู้กล่าวพลางยิ้มเยาะ “สองปีมานี้ฉันเองก็ชื่นชมนายไม่น้อย นายไม่เพียงไม่สำนึก แต่ยังหลอกเอาเงินฉัน นี่ก็เรียกว่าเข้าใจผิดเหรอ?”
“เลิกพล่ามได้แล้ว” เซียวเจิ้งเขี่ยบุหรี่ ก่อนส่งมีดสปริงเปื้อนเลือดในมือให้กับหลินเสี่ยวจู้ “มา ไปแทงเขาสองครั้ง แก้แค้นให้เพื่อนร่วมชั้นของเธอ”
“หา?” หลินเสี่ยวจู้หดคอทันที
“ให้ฉันแทง?”
“ไม่เห็นเป็นไรนี่ อย่ากลัวไปเลย” เซียวเจิ้งกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ถ้าเขากล้าแว้งกัด ดูสิว่าฉันจะกล้าฆ่าเขาไหม!”
หลินเสี่ยวจู้รีบเอามือไพล่หลัง ก่อนจะส่ายหน้าอย่างแรง
“มีดเล่มนี้มันสกปรกเกินไป!”
“งั้นฉันจะหามีดที่สะอาดให้เธอแล้วกัน” เซียวเจิ้งก้มหน้าลงไปหามีดสปริงที่สะอาด
“ไม่ต้อง!”
ใบหน้าเล็ก ๆ ของหลินเสี่ยวจู้ซีดขาว เธอก้าวถอยหลังออกไป
“ไม่ต้องคิดมาก ถ้าเธอแทงไม่ถึงเส้นเลือดใหญ่ก็ไม่เสียเลือดจนตายหรอกน่า หัวใจกับคอก็ไม่ต้องไปยุ่ง แทงที่อื่นได้ตามสบาย โอกาสตายเพราะโดนแทงน่ะน้อยมาก” เซียวเจิ้งอธิบายอย่างละเอียด
“แล้วถ้าตายขึ้นมาล่ะ?” หลินเสี่ยวจู้ถามด้วยความกังวล
“แทงนักเลงตายคนนึงแปลกตรงไหน? อย่างมากก็แค่หนี สองปีผ่านไปข่าวก็ซาแล้ว แถมยังได้เป็นฮีโร่อีก! อีกอย่างตระกูลเธอร่ำรวยขนาดนี้ กลับไปจ้างทนายเก่ง ๆ สักสองคน อาจจะไม่ต้องหลบหนีก็ได้ แถมยังเป็นผู้บริสุทธิ์ไร้มลทินด้วย” เซียวเจิ้งยิ้มตาหยี
“ไม่เอา”
หลินเสี่ยวจู้ตัวสั่นเทา เธอไม่ได้กลัวพ่อว่า ยังไงพ่อก็ต้องโทษคนนอกอยู่แล้ว พ่อตามใจเธอจะตาย แต่พอคิดไปว่าทำผิดแล้วต้องเจอกับใบหน้าอันเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งของหลินฮั่วอินผู้เป็นพี่สาว จิตใจก็สั่นไหวด้วยความกลัว
“กล้า ๆ หน่อยสิ อนาคตจะเป็นนักเลงได้ยังไง? จะทำหน้าที่เป็นเจ๊ใหญ่ยังไง?” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ฉันผิดหวังในตัวเธอจริง ๆ!”
“ใครบอกนายว่าฉันอยากเป็นนักเลง” หลินเสี่ยวจู้กล่าวอย่างไม่ยอมแพ้ “ฉันเป็นนักเรียน หลังจากนี้ยังต้องเรียนมหาวิทยาลัย อยู่ในสังคมผู้ดี!”
“จริงเหรอ?” เซียวเจิ้งแสดงสีหน้าไม่เชื่อ “ดูเธออวดดีขนาดนี้ ฉันคิดว่าเธออยากมีชื่อเสียงโด่งดังในวงการนักเลงซะอีก”
“เหลวไหล!”
หลินเสี่ยวจู้ถลึงตามองเซียวเจิ้งปราดหนึ่ง “พี่เขย พวกเราไปกันเถอะ ยังไงก็สั่งสอนพวกเขาไปแล้ว อยู่ต่อไปก็ไม่มีอะไรน่าสนุก”
อากาศภายในห้องไม่ถ่ายเท กลิ่นคาวเลือดชวนคลื่นเหียนลอยคลุ้งไปทั่ว ทำให้หลินเสี่ยวจู้พะอืดพะอมถึงที่สุด ทั้งยังทำให้เธอได้เห็นชีวิตอันธพาลที่ใฝ่หามาโดยตลอด
ที่แท้สิ่งที่เรียกว่าการฆ่าโหดร้ายถึงเพียงนี้เลยเหรอ? ไม่เห็นเจ๋งเป้งสักนิด!
และยังทำให้คนตายได้ตลอดเวลา!
หลินเสี่ยวจู้ตัดสินใจว่าหลังจากนี้ไปเธอจะตั้งใจเรียนทุกวัน อนาคตจะได้ก้าวไกล ไม่โหยหาชีวิตมาเฟียที่จะผดุงความยุติธรรมอีกต่อไปแล้ว
เซียวเจิ้งเหลือบมองหลินเสี่ยวจู้ที่สีหน้าสลับซับซ้อนแวบหนึ่ง ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปาก เขาเก็บมีดสปริงขึ้นมา แล้วมองเถ้าแก่อ้วนด้วยสายตาเย็นชาพร้อมกับกล่าวว่า
“ครั้งนี้ฉันจะไม่เอาเรื่องพวกนาย แต่ถ้ายังมีครั้งหน้า อย่ามาว่าฉันถ้าฉันเผาบาร์ของพวกนายก็แล้วกัน”
พอพูดถึงช่วงท้าย เซียวเจิ้งก็ใช้น้ำเสียงเยือกเย็น สีหน้าดุดัน บวกกับนักเลงที่นอนเลือดท่วมพื้น จึงไม่มีใครสงสัยในคำพูดของเขา ส่วนนักเลงสามสี่คนที่เหลือต่างขาสั่น และพากันพยักหน้ารัว ๆ