หอสุราเพียงแห่งเดียวบนเรือเซียนมีขนาดไม่ใหญ่นัก แบ่งออกเป็นสองชั้นเล็กๆ ทว่าไม่ได้มีการแบ่งแยกฐานะหรือจำกัดพื้นที่เป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นปุถุชนคนธรรมดาหรือผู้บำเพ็ญเพียร ล้วนนั่งปะปนกันจนแน่นขนัด
โชคดีที่เรือเซียนเพิ่งลอยลำขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ไม่นาน หอสุราในยามนี้จึงยังพอมีโต๊ะว่างเหลืออยู่บ้าง สตรีชุดแดงเดินนำเขาไปนั่งยังโต๊ะริมหน้าต่างบนชั้นสอง แม้ไม่รู้ว่านางตั้งใจเลือกตำแหน่งนี้หรือไม่ แต่เขาก็อดที่จะขอบคุณนางในใจไม่ได้ หากเทียบกับการยืนชมหมู่เมฆที่ริมดาดฟ้าเรือแล้ว การได้นั่งบนชั้นสองของหอสุราแห่งนี้ ทำให้เขาเห็นทัศนียภาพของทะเลเมฆที่กว้างใหญ่และงดงามกว่ามากนัก
“ขอเหล้าบ๊วยหนึ่งไห ไส้แกะย่างหนึ่งจาน” หนิงกงซีหันไปสั่งอาหารกับเสี่ยวเอ้ออย่างเป็นธรรมชาติ
ส่วนเซิ่งมู่ที่ยังปรับตัวไม่ถูกได้แต่นั่งนิ่งเกร็ง ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเอ่ยปากทำลายความเงียบ “หากท่านหนิงกงซียังเคืองข้าเรื่องการประลองเคล็ดวิชาในวันนั้น ข้าเซิ่งมู่ต้องขออภัยด้วย” เขากล่าวพลางประสานมือคารวะ
สตรีชุดแดงเห็นท่าทางของเขาก็มีสีหน้าตื่นตกใจ รีบยื่นมือมาประคองแขนเขาทันที “เจ้าจะขอโทษทำไมกัน?!”
“เป็นเพราะข้าลงมืออย่างไม่เหมาะสมในการประลอง… กระมัง?” เขาเอ่ยตอบอย่างไม่มั่นใจ
สตรีชุดแดงขมวดคิ้วมุ่น “ไม่เหมาะสมอะไรกัน? การประลองย่อมไม่มีถูกผิด ยิ่งในสนามรบจริงยิ่งไม่มีกฎเกณฑ์ สิ่งที่เจ้าทำลงไปล้วนเป็นเรื่องปกติ”
“แต่สหายของข้าเคยบอกไว้ว่า หากประลองวิชาหมัด ล้วนต้องสู้กันอย่างซื่อตรงเปิดเผย มิใช่หรือ?” เขายังคงถามกลับด้วยความฉงน
“ใช่! ก็ต่อเมื่อเจ้าประลองวิชาหมัด! แต่อย่าลืมสิว่าวันนั้นข้ามิได้กำหนดกติกาการประลอง เป็นเพียงการทดสอบทักษะของเจ้าเท่านั้น เจ้าจะใช้วิชานอกรีตอะไรข้าก็ไม่ถือสาหรอก” สตรีชุดแดงอธิบาย
“ถ้าเช่นนั้น... เหตุใดท่านถึงดูเหมือน... ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก?” เซิ่งมู่ถาม แผ่วเสียงลงเรื่อยๆ ในประโยคท้าย
หนิงกงซีได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าเนียนขาวก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย นางขบฝีปากล่างเบาๆ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ข้าก็แค่… ควบคุมอารมณ์ตอนแพ้ไม่ได้น่ะ…”
เซิ่งมู่กระพริบตาปริบๆ ด้วยความฉงน ก่อนจะประสานมือขออภัยสตรีเบื้องหน้าอีกครา จากนั้นจึงรีบรินเหล้าบ๊วยใส่แก้วจอกเล็กส่งให้นาง เพื่อตัดบทสนทนาอันชวนอึดอัดนี้เสีย
การกระทำเช่นนั้นกลับยิ่งทำให้ใบหน้าขาวนวลของหนิงกงซีขับสีเลือดเข้มขึ้นกว่าเดิม แต่เดิมนางก็สวมชุดสีแดงอยู่แล้ว เมื่อใบหน้าแต่งแต้มด้วยสีแดงระเรื่อเช่นนี้ จึงทำให้นางดูคล้ายกับผลท้อสุกปลั่งลูกใหญ่
“ช่างเถอะๆ! มาคุยเรื่องเป็นการเป็นงานก่อน” นางกระดกเหล้าในจอกที่เขารินให้จนหมดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขยับตัวนั่งเหยียดหลังตรง “พูดถึงเรื่องการทดสอบเข้าสำนักหลวงก่อน การทดสอบเข้าสำนักหลวงมีทั้งสิ้นห้าด่าน ด่านแรกคือการประลองพลังกาย ด่านสองเป็นการประลองพลังจิตใจ ด่านที่สามเป็นการทดสอบเคล็ดวิชา ส่วนตราเหล็กที่ข้ามอบให้เจ้านั้น โดยปกติจะเป็นตราตัวแทนของนักเรียนสำนักหลวง ซึ่งในอดีตไม่จำเป็นต้องเข้ารับการทดสอบใดๆ ทว่าภายหลังท่านอัครมหาเสนาบดีได้เพิ่มกฎเกณฑ์ใหม่ ให้ผู้ถือตราเหล็กต้องเข้าร่วมการทดสอบด่านทฤษฎีความรู้และด่านประลองจัดอันดับ ซึ่งเป็นสองด่านสุดท้ายด้วย เจ้ามีข้อสงสัยอะไรหรือไม่?”
“หากข้าสอบไม่ผ่านล่ะ?” เขาถาม
“ต่อให้เจ้าไม่ผ่านสองด่านสุดท้าย ก็ยังคงได้รับสิทธิ์เข้าศึกษาต่อเช่นเดิม ไม่ต้องกังวลไป แท้จริงแล้วสองด่านท้ายเป็นเพียงการวัดคะแนนเพื่อจัดสรรว่าเจ้าควรไปอยู่ฝ่ายบัณฑิตหรือฝ่ายยุทธ์เท่านั้น... แต่หากเจ้าทำคะแนนได้ย่ำแย่เกินไป ก็คงทำให้ท่านเฮ่อต้องขายหน้าอยู่ไม่น้อยกระมัง?” หนิงกงซีเอ่ยกลั้วหัวเราะ
“ข้าสามารถถามเรื่องเนื้อหาที่ต้องใช้ในด่านสี่ได้หรือไม่?” เขาถาม
“เป็นการทดสอบสามศาสตร์หลัก ได้แก่ คุณธรรม คำนวณ และศิลป์ ส่วนเนื้อหาข้อสอบข้าก็ไม่รู้หรอก” นางส่ายหน้าปฏิเสธพลางยิ้มบางๆ
“แล้วอีกเรื่องเล่า?” เซิ่งเปิดปากเอ่ยต่อ
“เป็นเรื่องที่พักระหว่างที่เจ้ารอสอบเข้าสำนักหลวง หากเจ้าไม่รู้จะพักที่ไหน ตราเหล็กแทนตัวที่ข้าให้เจ้านั้น จะช่วยให้เจ้าเข้าพักในหอของสำนักหลวงได้” นางเอ่ยตอบ
“แม้ข้ายังมิได้เป็นนักเรียนน่ะหรือ?” เขาถามกลับด้วยความฉงน
“แม้เจ้ายังมิได้เป็นนักเรียน” หนิงกงซีตอบ พร้อมพยักหน้ายืนยัน
เซิ่งมู่ประสานมือทำความเคารพเพื่อขอบคุณนางก่อนจะลุกขึ้นยืน “ขอบคุณท่านหนิงกงซีที่ช่วยชี้แนะ”
นางลุกขึ้นรับการคารวะตอบ “ข้าไม่คิดว่าการสอบเข้าของเจ้าจะเป็นปัญหาหรอก ขอเพียงเจ้าไม่ได้อันดับรั้งท้าย ข้าก็พอใจแล้ว เอาไว้เจ้าเข้าสำนักหลวงได้เมื่อไหร่พวกเราค่อยมาคุยกันอีกที” นางกระดกเหล้าบ๊วยจอกสุดท้ายเข้าปาก ก่อนจะหยิบไหเหล้านั้นติดมือเดินจากไป
แม้การสนทนาคราวนี้จะไม่ได้ทำให้สนิทสนมกันมากขึ้น แต่การเคลียร์เรื่องเข้าใจผิดก็ช่วยให้ก้อนหินที่หนักอึ้งในใจของเขาหลุดลอยไปหลายส่วน “ข้าคงคิดมากไปเองคนเดียวสินะ” เขาส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะนั่งลงคีบไส้แกะย่างเข้าปาก
…
หนิงกงซีเดินเอื่อยเฉื่อยเข้ามาในห้องพักเรือเซียน เมื่อเห็นโม่หนิงกับเสวียนอี้นั่งเล่นหมากล้อมกันอย่างสบายอารมณ์ นางก็พ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด “พวกเจ้าเป็นคนไปขอร้องท่านเฮ่อใช่หรือไม่?!”
โม่หนิงเงยหน้าจากกระดานหมาก สบสายตากับสตรีชุดแดงก่อนจะส่งเสียงหัวเราะ หึๆ ในลำคอ “พวกข้าไม่ได้ขอสักหน่อย เรื่องนี้เขาเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเองต่างหาก”
“อีกอย่าง ที่ท่านเฮ่อตัดสินใจเช่นนั้นก็ไม่ใช่เพราะเจ้าหรอกนะ” เสวียนอี้นั่งชันเข่าข้างหนึ่ง มือเท้าคาง พลางใช้นิ้วเรียวยาวคีบเม็ดหมากสีขาววางลงบนจุดตัดของกระดาน
เมื่อทราบว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังแผนการนี้คือใคร โทสะของนางก็มลายหายไปเหลือเพียงความจนใจ คราแรกหากผู้วางแผนเป็นสองบุรุษตรงหน้า นางตั้งใจจะใช้พวกเขาเป็นหุ่นซ้อมหมัดระบายอารมณ์เสียหน่อย ทว่าพอรู้ว่าเป็นท่านเฮ่อซงเหยียน นางจึงทำได้เพียงทอดถอนใจยอมรับ
“แล้วผลเป็นอย่างไรบ้าง?” เสวียนอี้เอ่ยปากถามโดยไม่ละสายตาจากกระดาน
“ข้าบอกกฎระเบียบเรื่องการทดสอบให้เขาฟังคร่าวๆ แล้วก็มีเรื่องที่พัก นอกจากสองเรื่องนี้... เซิ่งมู่ยังมาขอโทษข้าเรื่องการประลองเมื่อวันก่อนด้วย”
บุรุษทั้งสองที่กำลังมีสมาธิกับเกมหมาก พลันเงยหน้าขึ้นมาสบตากัน ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“ยังคงเป็นท่านเฮ่อที่มองการณ์ไกลยิ่งนัก” โม่หนิงเอ่ยชมจากใจจริง
“ก็เขาเป็นผู้ที่จับตามองเซิ่งมู่มากที่สุดนี่นะ” เสวียนอี้เห็นพ้อง
หนิงกงซีขมวดคิ้วมุ่นด้วยความฉงน พลางเอ่ยถาม “หรือว่าการที่ให้ข้าเป็นคนไปแจ้งเรื่องนี้แก่คุณชายมู่ จะมีจุดประสงค์อื่นซ่อนอยู่?”
“ท่านเฮ่อสังเกตเห็นว่าคุณชายมู่มีท่าทีกังวลใจ เขาเลยลอบคาดเดาว่าสาเหตุน่าจะมาจากที่เจ้าปล่อยอารมณ์ฉุนเฉียวใส่เขาในวันนั้นนั่นแหละ” เสวียนอี้อธิบาย
“อีกอย่าง เซิ่งมู่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่โลกบนภูเขาได้ไม่นาน เขาจะไปรู้กฎเกณฑ์ละเอียดย่อยพวกนี้ได้อย่างไร ตัวเจ้าเองที่เป็นฝ่ายควบคุมอารมณ์ไม่อยู่แท้ๆ ยังจะปล่อยให้คุณชายต้องเป็นฝ่ายมาเอ่ยปากขอโทษอีก” โม่หนิงเอ่ยตำหนิกลายๆ
“จะโยนความผิดให้ข้าคนเดียวได้อย่างไรกัน! ถึงข้าจะไม่ได้ออกปากว่าให้ใช้เพียงวิชาหมัด แต่ในเมื่อเขาเป็นผู้ฝึกสายหมัดเป็นหลัก ก็ควรเคารพศักดิ์ศรีของผู้ฝึกยุทธ์หน่อยมิใช่หรือ?” หนิงกงซีเถียงขึ้นมา
เสวียนอี้ช้อนสายตาเย็นชาขึ้นมองนาง พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ศักดิ์ศรี?”
โม่หนิงเห็นท่าไม่ดีจึงส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจ “เพราะเห็นว่าเจ้ายังเยาว์วัย พวกข้าถึงเข้าใจความรู้สึกของเจ้า ทว่าต่อให้จะอารมณ์ร้อนเพียงใด คำพูดบางอย่างก็มิสมควรเอ่ย ยิ่งกับคนฐานะเช่นพวกเราแล้วด้วย…” เขาตำหนิด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท พลางคีบหมากสีดำลงบนกระดาน
สตรีชุดแดงหน้าเจื่อนลงทันตา ไม่บ่อยนักที่ทั้งสองจะตำหนินางด้วยน้ำเสียงเย็นชาเช่นนี้ “ทราบแล้ว…” นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า
…
ในห้องพัก เมื่อเซิ่งมู่ผลักประตูเข้าไปแล้วไม่พบต้าจิน คาดว่าสหายของตนคงยังไม่กลับมา เขาจึงขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนเตียงไม้ พลันพลิกฝ่ามือเรียกกล่องไม้โบราณที่ใช้เก็บรักษาโอสถกล่องหนึ่งออกมา
“อีกสองวันเรือเซียนก็เดินทางถึงเมืองอวิ๋นเหอแล้ว ข้าคงไม่ใช้เวลานานขนาดนั้นกระมัง” เมื่อตัดสินใจได้เด็ดขาด เขาจึงเปิดฝากล่องไม้ เผยให้เห็นเม็ดยาโอสถสีน้ำตาลเข้มกลมลูกหนึ่ง ซึ่งกำลังปลดปล่อยกระแสพลังปราณบริสุทธิ์สายบางเบาออกมาอบอวล เขาไม่รอช้าโยนโอสถเม็ดนั้นเข้าปากทันที
พริบตาที่โอสถละลาย เซิ่งมู่สัมผัสได้ถึงพลังปราณแห่งฟ้าดินอันบ้าคลั่งที่ระเบิดออกมาราวกับภูเขาไฟ เขาเปิดประสาทสัมผัส รีบตั้งมั่นสมาธิ ชักนำกระแสพลังมหาศาลนั้นดิ่งลึกเข้าไปยังทะเลสาบแห่งจิตวิญญาณ พลังปราณที่เอ่อล้นเสมือนสายน้ำป่าเชี่ยวกรากที่พังทลายทะลักออกจากตัวเขื่อนสูง
หมู่เกาะท่ามกลางทะเลสาบแห่งจิตของเขาพลันเปล่งแสงเรืองรองเป็นสีทองอร่าม ผืนดินสีเหลืองที่เคยแห้งแล้ง กลับมีต้นหญ้าเขียวขจีงอกเงยแทรกซึมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ภูเขาหัวโล้นเตียนเริ่มถูกปกคลุมด้วยต้นไม้นานาพรรณ ต้นไผ่เขียวและต้นหลิวพริ้วไหวต่างเติบโตขยายกิ่งก้านสาขาอย่างไม่หยุดยั้ง จนทำให้เกาะโล่งๆ แปรเปลี่ยนสภาพคล้ายป่าอันรกชัฏขนาดใหญ่
ในโลกภายนอก ร่างกายของเด็กหนุ่มเริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดซึมออกมาตามรูขุมขนไม่ขาดสาย อาภรณ์สีขาวสะอาดเปียกชุ่มเต็มไปหมด
เมื่อเห็นว่าผืนป่าบนเกาะแรกเติบโตจนหนาแน่นเต็มพื้นที่แล้ว เขาจึงลองใช้กระแสจิตลากเส้นสายพลังปราณที่เหลือพุ่งตรงลงไปยังพื้นที่ว่างเปล่าเพื่อบุกเบิกเกาะแห่งใหม่ทันที โดยหวังจะทลายคอขวดเพื่อข้ามผ่านไปยังขั้นที่สอง ทว่าในจังหวะที่ฐานรากของเกาะที่สองเพิ่งจะผุดพ้นน้ำขึ้นมาพอให้คนขึ้นไปเหยียบได้ พลังปราณอันบริสุทธิ์จากโอสถก็พลันสลายหายไปจนหมดสิ้น ส่งผลให้เกาะแห่งที่สองนั้นมีสภาพไม่ต่างจากกองดินเลนโคลนที่โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาเพียงไม่กี่ชุ่น
เมื่อเขาลืมตาขึ้นมา ก็พบว่าทั่วทั้งกายคละคลุ้งไปด้วยเหงื่อไคลสิ่งสกปรกที่ถูกขับออกมาจากภายในร่างกาย เขาจึงเดินออกจากห้องพักไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและล้างกายให้สะอาด หลังจัดการตัวเองเสร็จสิ้นแล้วจึงหยิบคัมภีร์เคล็ดวิชาจิตดั้งเดิมออกมานั่งอ่านบนเก้าอี้ไม้ไผ่หน้าห้องพัก
ในตำรากล่าวไว้ว่า เกาะแห่งแรกจะสมบูรณ์พร้อมได้ก็ต่อเมื่อผู้บำเพ็ญทำการบุกเบิกภูเขาและสร้างเรือนพักอาศัยไว้ภายในทะเลสาบแห่งจิตของตน หากเกาะแรกเป็นเพียงป่ารกชัฏที่ไม่มีแม้แต่ทางเดิน ย่อมส่งผลกระทบต่อรากฐานในระดับขั้นที่หนึ่ง และหากดึงดันจะก่อรูปเกาะที่สองทั้งที่รากฐานยังสั่นคลอน ย่อมส่งผลเสียใหญ่หลวงในอนาคต
อ่านถึงตรงนี้ เซิ่งมู่พลันปิดสมุดลงดัง พรึ่บ! ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง “โชคดีนักที่เกาะที่สองก่อรูปไม่สำเร็จเพราะพลังปราณหมดลงเสียก่อน มิเช่นนั้นข้าคงหาเรื่องเดือดร้อนให้ตัวเองแล้ว”
คิดได้ดังนั้นเขาจึงหลับตาสงบจิตใจเข้าสู่สมาธิอีกครั้ง ดำดิ่งร่างจิตจำแลงสีขาวนวลให้ลอยล่องอยู่เหนือทะเลสาบแห่งจิตวิญญาณดั่งเช่นคราก่อน เขาเริ่มควบคุมและกำหนดพลังปราณจากภายนอกให้พุ่งเข้ามากดทับก้อนดินของเกาะแห่งที่สองลงไป กองดินเลนที่เพิ่งก่อตัวขึ้นมาได้ไม่นานจึงถูกพลังปราณทุบทำลายบดขยี้จนจมหายไปในผืนน้ำไม่เหลือร่องรอย
หลังทำลายเกาะที่สองทิ้งไปแล้ว เขาจึงใช้ร่างจิตออกสำรวจไปทั่วเกาะแห่งแรก บนเกาะนี้เขาสามารถแบ่งสรรปันส่วนพื้นที่ออกได้เป็นสี่แห่งหลักๆ คือ ป่าไผ่ ป่าไม้เลื้อย แอ่งน้ำที่มีหินแหลมคม และพุ่มหญ้าสูงชัน เมื่อเลือกทำเลที่ตั้งได้เหมาะสมแล้ว เขาจึงควบคุมพลังจิตตัดถางหญ้าสูงบางส่วนมาถักทอเป็นเตียงฟาง สะบั้นลำไผ่เขียวมามุงเป็นกระท่อมหลังย่อม ยกกองกรวดหินมาปูเป็นทางเดิน และใช้เถาวัลย์ไม้เลื้อยมายึดเหนี่ยวโครงสร้างบ้านให้มั่นคง สิ่งเหล่านี้ทำให้เซิ่งมู่รู้สึกเพลิดเพลินไม่น้อย
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน เกาะที่เคยเต็มไปด้วยป่ารกชัฎในตอนแรก บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่ราบโล่งขนาดย่อม มีกระท่อมไผ่ บ่อน้ำใสสะอาด และทางเดินกรวดมนปรากฏขึ้นอย่างเป็นระเบียบ แม้พื้นที่มากกว่าครึ่งจะยังคงหนาแน่นด้วยพุ่มไม้ แต่ก็นับว่ามีความคืบหน้า เขาจึงตัดสินใจถอนจิตออกจากทะเลสาบแห่งจิต
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เซิ่งมู่ก็พบว่าท้องฟ้าที่เคยอาบด้วยแสงอัสดงสีส้มอมเหลือง บัดนี้ได้เปลี่ยนเป็นรัตติกาลอันมืดมิดที่มีหมู่ดาราทอแสงระยิบระยับประดับอยู่เต็มฟากฟ้า เขาจึงลุกขึ้นบิดกายและลอบมองไปรอบๆ พบว่าภายในห้องพักของตนมีแสงไฟสลัวส่องออกมา เมื่อผลักประตูเข้าไป ก็พบกับเด็กหนุ่มร่างยักษ์กำลังนั่งขัดสมาธิเข้าฌาณอยู่บนเตียงอย่างสงบนิ่ง
เห็นดังนั้นเซิ่งมู่จึงไม่ได้ส่งเสียงรบกวน ก่อนจะเหลือบไปเห็นสำรับอาหารที่ถูกห่อด้วยผ้าผืนหนาไว้อย่างดีวางอยู่บนโต๊ะฝั่งตน ระหว่างที่เขากำลังแกะห่ออาหารอยู่นั้น เสียงหนึ่งก็ดังมาจากเตียงฝั่งตรงข้าม
“พวกข้าไม่เห็นเจ้าออกไปกินมื้อค่ำ เลยช่วยห่อกลับมาให้ หมูผัดเปรี้ยวหวานข้าเป็นคนเลือก ส่วนพวกผักเขียวกลิ่นเหม็นพวกนั้น หลิวจื่ออี้เป็นคนยัดมาให้เจ้า ข้าพยายามจะตักเนื้อมาให้เยอะกว่านี้แล้ว แต่นางเล่นหยิบออกไปจนหมด แถมยังอ้างว่าผักพวกนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายเจ้ามากกว่า” เซิ่งมู่หันไปมองตามเสียงก็เห็นต้าจินลืมตาตื่นขึ้นมาจากการเข้าฌาณแล้ว
“ข้าปลุกเจ้ารึเปล่า?” เขาถามสหาย
ต้าจินส่ายหน้า “ข้าทำสมาธินานๆ ไม่ได้หรอก แค่เห็นเจ้าตั้งใจฝึกเลยอยากลองทำตามดูบ้างเท่านั้นเอง”
เขาร้อง อ้อ! หนึ่งที ก่อนเริ่มหยิบตะเกียบคีบอาหารเข้าปาก ระหว่างนั้นต้าจินก็เริ่มชวนคุยเพื่อทำลายความเงียบ
“เจ้าตั้งใจจะเข้าสำนักหลวงจริงๆ หรือ?” สหายร่างใหญ่เอ่ยถามน้ำเสียงจริงจัง
“เหตุใดช่วงนี้ข้ารู้สึกว่ามีแต่คนให้ความสนใจเรื่องสำนักที่ข้าจะเข้ากันนักนะ” เซิ่งมู่ตอบกลับด้วยท่าทีกวนๆ
“มันก็เป็นเรื่องปกติมิใช่หรือ? พวกเราทั้งสามเข้าเมืองหลวงครานี้ก็เพื่อหาสำนักที่เหมาะกับตน หลิวจื่ออี้เลือกเข้าสำนักวสันต์เขียว ส่วนข้าไปสำนักประจำเมืองอวิ๋นสุ่ยเพราะท่านพ่อของข้าเป็นผู้อาวุโสอยู่ที่นั่น แล้วเจ้าดันเลือกเข้าสำนักหลวง... เป็นเช่นนี้ หากวันหน้าเราเจอกันมิใช่ว่าต้องชักกระบี่ขึ้นมาประลองยุทธ์กันกลางถนนหรอกหรือ?”
เซิ่งมู่ยกมือขึ้นเบรกสหายไว้ครู่หนึ่ง รอจนกลืนผักลงคอเรียบร้อยแล้วจึงเอ่ย “เจ้าเคยเห็นสุยอู๋ซิน ไป๋เซียวเฟิง หรือเฉินจื้อเยว่ ชักกระบี่ใส่กันทุกครั้งที่เจอหน้าไหมเล่า?”
“นั่นมันไม่เหมือนกัน.. ทั้งสามคนนั้นก็คล้ายกับพวกเรา ล้วนเป็นสหายแต่เยาว์วัย ยังไม่นับว่าตระกูลทั้งสามเป็นตระกูลที่มีความสัมพันธ์กันนานกว่าสามร้อยปี แต่เจ้าลองดูสำนักของพวกเราสิ สำนักของข้าเป็นสำนักเก่าแก่นับพันปี ส่วนสำนักของเจ้าดันเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับสำนักของข้า! ย้อนไปตอนสงครามระหว่างชิงอวิ๋นกับอวิ๋นสุ่ยเมื่อพันกว่าปีก่อน ก็มิใช่สำนักหลวงกับสำนักชิงอวิ๋นหรอกหรือที่ร่วมมือกันทำลายรากฐานของอวิ๋นสุ่ยจนเกือบสิ้น? ส่วนสำนักวสันต์เขียวที่หลิวจื่ออี้จะเข้านั้นยิ่งแล้วใหญ่ เพิ่งก่อตั้งมาไม่ถึงห้าร้อยปี รากฐานยังไม่มั่นคง ผ่านมาหลายชั่วอายุคนธรรมดาก็ยังต้องเดือดร้อนให้ผู้อาวุโสออกเดินทางตามหาผู้หนุนหลังอยู่เลย ข้ามองไปทางไหนก็เห็นแต่ปัญหาเต็มไปหมด” ต้าจินร่ายยาวเหยียดพร้อมยกนิ้วขึ้นมานับทีละข้อด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ข้าไม่ยักรู้เจ้าฉลาดขนาดนี้” เซิ่งมู่เอ่ยแซว
“บางเรื่องข้าก็คิดเป็นนะ” เด็กหนุ่มร่างใหญ๋ถอนหายใจยาวพลางทำหน้ามุ่ย
เด็กหนุ่มชุดขาวหัวเราะเบาๆ ก่อนจะยกน้ำชาขึ้นจิบเพื่อล้างปาก แล้วจึงเอ่ยปากถาม “ตอนที่ข้าเล่าเรื่องจะเข้าสำนักหลวงให้ไป๋เซียวเฟิงกับสุยอู๋ซินฟัง พวกเขามีท่าทีเป็นเช่นไร?”
ต้าจินนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนตอบ “อืม... พวกเขาบอกว่าขอให้โชคดี... กระมัง?”
“แล้วเจ้าจะกังวลอันใดเล่า ทั้งสองคนนั้นคือบุตรหลานสายตรงของตระกูลใหญ่ที่มีรากฐานอำนาจไม่ต่างจากสำนักอวิ๋นสุ่ย อีกทั้งตระกูลสุยก็คือราชวงศ์เก่าของอวิ๋นสุ่ยมิใช่หรือ? ทว่าเมื่อข้าบอกพวกเขาว่าจะไปศึกษาต่อในสำนักศัตรูของพวกเขา นอกจากจะไม่ขัดขวางแล้ว ยังเอ่ยปากอวยพรข้าอีกด้วย อีกอย่างสุยอู๋ซินยังเป็นคนแนะนำให้ข้าไปสอบเข้าสำนักหลวงตั้งแต่ข้ายังไม่ได้ตัดสินใจด้วยซ้ำข้าเข้าใจว่าเจ้ากังวลเรื่องความสัมพันธ์อันระหว่างสามสำนัก ทว่าท้ายที่สุดแล้ว การที่เจ้าจะเป็นศัตรูกับข้า มันขึ้นอยู่กับเจ้าหรือสำนักกันเล่า? หากวันหนึ่งสำนักออกคำสั่งให้เจ้าหันคมดาบมาเชือดข้าหรือหลิวจื่ออี้ เจ้าจะลงมือทำหรือไม่?” เซิ่งมู่อธิบายพลางสบตาสหาย
“ย่อมไม่ทำอยู่แล้ว! เพียงแต่ว่า…” ไม่ทันที่ต้าจินจะพูดจนจบประโยค เขาก็ถูกเซิ่งมู่พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ก็เพียงเท่านั้นแหละ เจ้าจะกังวลไปทำไม!”ต้าจินที่ได้ยินคำตอบอันเรียบง่ายของสหายจึงคลี่ยิ้มออกมา เขาลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจเพื่อไล่ความเมื่อย
“เจ้ากินเสร็จรึยัง? ไป๋เซียวเฟิงบอกว่าฝึกปราณต้องใช้ความรู้หลายแขนงมาเสริมมรรคาของตน เจ้าช่วยมาสอนหมากล้อมให้ข้าหน่อย แม้จะไม่ได้เกี่ยวกับสายฝึกตนของข้า แต่ข้าคิดว่ามีติดไว้ก็ไม่เสียหาย” ต้าจินเอ่ยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
เซิ่งมู่พยักหน้ารับคำพลางยิ้มกว้าง “มาสิ ข้าจะสอนเจ้าตั้งแต่พื้นฐานเลย”