จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 193 วัตถุวิญญาณมากมาย เข้าไปหยิบเถอะ!

                เช้าวันที่สี่ไป๋หยุนเฟยและคนอื่นๆก็ถูกพาไปที่ปากถ้ำลี้ลับบนยอดเขาอุดรอีกครั้ง

                เพียงแต่ครั้งนี้ผู้ที่นำทางเข้าไปในถ้ำกลับไม่ใช่หลี่เถี่ยชุยแต่เป็น... ผู้อาวุโสใหญ่สำนักช่างประดิษฐ์!

                ที่ปากถ้ำนั้นยามได้พบกับผู้อาวุโสใหญ่ที่ใบหน้าเคร่งขรึม อย่าว่าแต่การลอบสนทนากันแม้แต่จะหายใจพวกมันก็ยังไม่กล้ากระทำโดยแรง ทั้งหมดต่างยืนอย่างสำรวมรอรับคำสั่งจากผู้อาวุโสใหญ่

                ไป๋หยุนเฟยเองก็เช่นกันมันยืนก้มหน้าไม่กล้าแม้แต่จะแผ่สัมผัสวิญญาณออกสำรวจ ผู้อาวุโสใหญ่ท่านนี้ดูภายนอกคล้ายกับชายชราทั่วไปแต่ยามแผ่พลังออกกดดัน กลับให้ความรู้สึกราวกับภูเขาอันยิ่งใหญ่กดทับลงมา

                “พวกเจ้าตามข้าเข้ามาเถอะการจะเข้าเป็นศิษย์สายในได้หรือไม่ และจะได้รับมากเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนแล้ว...” ผู้อาวุโสใหญ่มองดูศิษย์ใหม่ที่เงียบงันราวจักจั่นในหน้าหนาวหลังจากนิ่งเงียบอยู่ครู่ใหญ่ ชายชราก็สะบัดแขนเสื้อหันกายเดินเข้าสู่ปากถ้ำ

                ทุกคนต่างหันไปสบตากันสุดท้ายก็เป็นเย่จือชิวกับไป๋หยุนเฟยที่เดินนำเข้าไปจากนั้นคนอื่นๆจึงเริ่มทยอยเดินตามเข้าไปในถ้ำส่วนผู้ที่รั้งอยู่ท้ายขบวนก็คือหลี่เถี่ยชุยซ่งหลินและเหล่าศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์อื่นๆ

                ผ่านไปไม่นานทุกคนก็เดินมาถึงทางเลี้ยวที่เคยมาถึงเมื่อครั้งก่อน และก็เป็นเช่นเดียวกับวันนั้นไป๋หยุนเฟยยังคงรู้สึกได้ถึงความกดดัน แต่ที่ต่างไปจากเดิมก็คือวันนี้มันเตรียมใจเอาไว้อยู่แล้วจึงซ่อนความรู้สึกเอาไว้ไม่แสดงออกมาให้เห็น แต่สำหรับจงซูหาวที่อยู่ด้านข้างกลับหน้าแดงฉานเห็นได้ชัดว่าต้องเผชิญความทรมานเพียงใดส่วนคนอื่นๆก็มีบางส่วนที่แสดงอาการเช่นนี้ออกมา

                ผู้อาวุโสใหญ่แทนที่จะหยุดเท้ากลับเดินผ่านทางเลี้ยวนั้นไป ทั้งหมดจึงเริ่มเหยียบย่างเข้าสู่เส้นทางที่แตกต่างจากครึ่งแรกอย่างใหญ่หลวง

                “……”

                ยามที่ได้เห็นภาพเบื้องหน้าชัดตาทุกคนก็แสดงอาการตกตะลึง แม้แต่ไป๋หยุนเฟยและเย่จือชิวเองก็ไม่ยกเว้นทุกคนต่างตกตะลึงต่อภาพที่เห็น ตกตะลึงจนแข็งทื่อราวกับรูปสลัก

                เส้นทางเบื้องหน้ากว้างใหญ่กว่าเส้นทางที่ผ่านมาอย่างน้อยก็สองเท่าผลึกหินบนผนังถ้ำที่คอยให้ความสว่างก็มีมากและถี่ขึ้นจนเส้นทางที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตานี้สว่างไสวแทบไม่หลงเหลือเงามืด

                บนผนังสองฟากข้างของทางเดินถูกขุดเป็นแท่นหินกว้างราวครึ่งวาไปเรียงรายจนสุดแนว

                แต่ที่ทำให้ทุกคนตะลึงกลับเป็นเพราะบนแท่นหินมีของวางอยู่... เป็นอาวุธ!

                ดาบทวน กระบี่ ง้าว ขวาน ทวนวงเดือน ตะขอ สามง่าม ชุดเกราะ... วางเรียงรายแน่นขนัดจนนับไม่ถ้วน!

                เริ่มจากตรงหน้าทอดยาวไปจนสุดสายตาเรียงรายไปตามแสงสว่างจากผลึกหิน --- ช่างเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่ตระการตานัก!

                “นี่ของเหล่านี้ หรือว่าทั้งหมดจะเป็น...”การคาดเดาอันน่าหวาดหวั่นผุดขึ้นมาในความคิดของไป๋หยุนเฟยสมองของมันราวกับจะหยุดทำงานไปอีกครั้ง

                “ของทั้งหมดนี้เป็นวัตถุวิญญาณ!” เสียงอันทรงพลังของผู้อาวุโสใหญ่ปลุกทุกคนให้ตื่นขึ้นจากภวังค์และราวกับจะตอบคำถามที่อยู่ในใจของทุกคนในคราเดียว “พวกเจ้าสามารถมายืนอยู่ที่นี่ได้ก็ถือว่าเป็นศิษย์ของสำนักช่างประดิษฐ์แล้วนี่ถือเป็นของขวัญชิ้นแรกเพื่อต้อนรับเข้าสู่สำนัก วัตถุวิญาณจากตรงนี้ไปจนถึงระยะหนึ่งร้อยห้าสิบวาพวกเจ้าเลือกได้คนละชิ้นตามใจชอบ!”

                “นี่เป็นเพียงวัตถุวิญญาณชั้นมนุษย์ระดับต่ำเท่านั้นหลังจากหนึ่งร้อยห้าสิบวาไปจึงจะเป็นชั้นมนุษย์ระดับกลาง ตั้งแต่ห้าร้อยวาไปเป็นชั้นมนุษย์ระดับสูงตั้งแต่หนึ่งพันวาไปเป็นชั้นปฐพีระดับต่ำ ตั้งแต่หนึ่งพันห้าร้อยวาไปเป็นชั้นปฐพีระดับกลางตั้งแต่สองพันวาไปเป็นชั้นปฐพีระดับสูง ตั้งแต่สองพันห้าร้อยวาไปเป็นชั้น...นภา!” ผู้อาวุโสใหญ่ไม่ปล่อยให้พวกมันได้ทันตกตะลึงก็กล่าวต่อ“ทุกระยะสามารถเลือกได้ตามใจระยะละหนึ่งชิ้นเมื่อเกินหนึ่งพันวาจะได้เป็นศิษย์สายในเมื่อเกินสองพันห้าร้อยวาจะได้เป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักหรือผู้อาวุโส!”

                เสียงของผู้อาวุโสใหญ่แต่ละคำแต่ละประโยคราวกับเสียงระเบิดกึกก้องที่สะท้อนในหัวของทุกคน

                หลังจากผู้อาวุโสใหญ่กล่าวจบผ่านไปราวชั่วน้ำเดือดผู้คนจึงเริ่มเรียกสติกลับคืนมาได้แต่ละคนล้วนแสดงสีหน้าตื่นเต้นออกมา ผู้อาวุโสใหญ่จึงโบกมือกล่าวว่า “ไป เลือกวัตถุวิญญาณชิ้นแรกของพวกเจ้าเถอะ!เหล่าศิษย์พี่ของพวกเจ้ามีแหวนช่องมิติอยู่ ไปรับได้คนละหนึ่งวง สำหรับผู้ที่พลังวิญญาณยังไม่ตื่นขึ้นก็ให้ฝากวัตถุวิญญาณที่พวกเจ้าเลือกมาไว้กับศิษย์พี่ให้ช่วยเก็บรักษาไว้ก่อน!”

                หลังจากผู้อาวุโสกล่าวจบก็พยักหน้าเรียกให้แก่ซ่งหลินและหลี่เถี่ยชุยเดินมาที่ข้างกายจากนั้นจึงยืนกอดอกมองดูศิษย์ใหม่ทั้งหลาย

                หลังจากลังเลอยู่ครู่ใหญ่ในที่สุดเหล่าศิษย์ใหม่ก็ขยับเคลื่อนไหวทุกคนเดินเข้าไปยังอาวุธที่วางเรียงรายอยู่สองฟากข้างด้วยสีหน้าตื่นเต้นก่อนจะเริ่มหยิบจับวัตถุวิญญาณที่ตนถูกใจแต่กระนั้น กลับไม่มีผู้ใดเดินผ่านระยะหนึ่งร้อยห้าสิบวาเข้าไปราวกับเกรงว่าจะต้องเป็นผู้ที่เดินนำหน้าพวกมันจึงรอที่จะเดินไปพร้อมกัน

                ไป๋หยุนเฟยก็แสดงสีหน้าตื่นเต้นโดยไม่ปิดบังมันถึงกับลอบส่งสายตากวาดมองออกไป ที่มันสนใจนั้นไม่ใช่วัตถุวิญญาณตรงหน้าแต่กลับเป็นวัตถุวิญญาณระดับสูงที่อยู่ลึกเข้าไป

                “พี่ไป๋พวกเราเข้าไปกันเถอะ” มีเสียงดังขึ้นเรียกไป๋หยุนเฟยให้ตื่นจากภวังค์ที่แท้ก็เป็นเสียงของเย่จือชิว มันกับม่อเสี่ยวเซียนและพวกยืนอยู่ที่ด้านข้างราวกับจะรอเดินไปพร้อมกัน

                ไป๋หยุนเฟยพยักหน้า“อืม ไปกันเถอะ!”

                ……

              “ระดับไอเทม: หายากระดับต่ำ”

              “พลังโจมตี: 231”

              “สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 62 แต้ม”

              ……

              “ระดับไอเทม: หายากระดับต่ำ”

              “พลังโจมตี: 247”

              “สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 63 แต้ม”

              ……

              “ระดับไอเทม: หายากระดับต่ำ”

            “พลังโจมตี: 256”

              “สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 64 แต้ม”

                ……

                ไป๋หยุนเฟยขณะเดินอยู่ทางฝั่งซ้ายก็สุ่มหยิบวัตถุวิญาณที่เดินผ่านมาตรวจสอบดูคุณสมบัติมันพบว่าแม้จะเป็นอาวุธวิญญาณชั้นมนุษย์ระดับต่ำเช่นเดียวกัน แต่ยิ่งเดินลึกเข้าไปพลังโจมตีของอาวุธก็ยิ่งเพิ่มขึ้นกว่าเดิม

                ไป๋หยุนเฟยหันไปหาเย่จือชิวและคนอื่นๆที่อยู่ด้านข้างพร้อมกับกล่าวว่า“หากไม่ใช่ชิ้นที่ถูกใจจนไม่อาจละทิ้งก็รอจนใกล้จะสุดเขตนี้ก่อนค่อยเลือก เพราะของที่ดีที่สุดจะอยู่ที่นั่น!”

                “เอ๊ะ?พี่ไป๋ท่านหมายความว่าอย่างไร?ของเหล่านี้ล้วนเป็นวัตถุวิญญาณชั้นมนุษย์ระดับต่ำทั้งหมดไม่ใช่หรือ?”ม่อเสี่ยวเซียนกำลังจะหยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งขึ้นมาแต่เมื่อได้ยินดังนั้นจึงถามด้วยความสงสัย ส่วนคนอื่นๆก็ล้วนเกิดความสงสัยเช่นเดียวกัน

                ไป๋หยุนเฟยเอ่ยปากตอบคำ“มิผิด ทั้งหมดเป็นอาวุธวิญญาณชั้นมนุษย์ระดับต่ำแต่ชั้นมนุษย์ระดับต่ำก็ยังมีแบ่งสูงแบ่งต่ำอีก เชื่อข้าพวกเราไปเลือกที่ระยะหนึ่งร้อยห้าสิบวากันเถอะ”

                กล่าวจบก็ไม่อธิบายอันใดอีกเพียงเดินนำหน้าเข้าไป คนอื่นแม้จะเกิดความสงสัยแต่ก็เดินตามไป

                เมื่อถึงระยะหนึ่งร้อยห้าสิบวากลุ่มของไป๋หยุนเฟยก็เลือกหยิบมาคนละชิ้นแล้วเดินหน้าไปต่อคนที่เหลือเมื่อเห็นดังนั้นจึงเริ่มเดินตามไป

                ……

                สำหรับผู้ฝึกปรือวิญญาณแล้ววัตถุวิญญาณถือเป็นของล้ำค่า แต่เมื่อมาอยู่ในถ้ำแห่งนี้วัตถุวิญญาณกลับคล้ายเป็นผักสดในตลาดและในถ้ำยามนี้กลับไม่คล้ายสถานที่ทดสอบคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักดูไปคล้ายกับจะเป็นตลาดสดที่ให้ผู้คนเดินจับจ่ายเลือกของที่ถูกใจเสียมากกว่า....

                ยามนี้ทุกคนมุ่งหน้าไปราวกับลืมเลือนไปแล้วว่านี่คือการทดสอบพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์ทุกคนเลือกหยิบวัตถุวิญญาณด้วยความตื่นเต้น แม้ว่าจะแลดูวุ่นวายแต่ทุกคนกลับเลือกหยิบกันอย่างเงียบงัน น้อยครั้งจึงจะมีเสียงพูดคุยเจรจาดังขึ้นสั้นๆแต่ไม่มีผู้ใดส่งเสียงดังน่าหนวกหูออกมา

                หลังจากนั้นไม่นานยามที่ผู้คนเดินไปถึงระยะสี่ร้อยวานั้น ก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

                “พี่ไป๋ข้าทรมานเหลือเกิน... ไปต่อไม่ไหวแล้ว!”จงซูหาวหน้าแดงก่ำหยาดเหงื่อหลั่งรินผ่านจมูกมันใช้สองมือยันเข่าทั้งสองข้างพร้อมกับอ้าปากหอบหายใจอาการเหนื่อยหอบของจงซูหาวคล้ายกับวิ่งตะบึงมาหลายสิบลี้  

                “พี่ไป๋ข้า ข้าก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยเช่นเดียวกัน...”หลิวหมางที่อยู่ด้านข้างก็หน้าบิดเบี้ยวเช่นกัน

                และพร้อมกันนั้นรอบข้างก็มีคนราวยี่สิบที่แสดงอาการเหนื่อยหอบออกมาเช่นเดียวกัน

                ไป๋หยุนเฟยสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเมื่อหันไปมองม่อเสี่ยวเซียนและคนอื่นๆก็พบว่ามีอาการเหนื่อยหอบมากน้อยแตกต่างกันไปมันจึงกล่าวปลุกกระตุ้นทุกคนขึ้น “สู้อีกหน่อยเถอะอีกไม่นานก็จะถึงระยะห้าร้อยวาแล้ว ที่นั่นมีวัตถุวิญญาณชั้นมนุษย์ระดับสูงอยู่!”

                การใช้วัตถุวิญญาณหลอกล่อคล้ายกับจะได้ผลสีหน้าจงซูหาวและหลิวหมางทอแววมุ่งหวัง จากนั้นจึงกัดฟันเดินหน้าต่อไป

                อันที่จริงยามที่ไป๋หยุนเฟยก็ย่ำแย่แล้วเช่นกัน เพียงแต่ไม่ยอมแสดงความรู้สึกออกมาทางสีหน้ามันรับรู้ได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลจนแม้แต่ลมหายใจก็เริ่มหนักหน่วงขึ้น

                “นี่ยังไม่ถึงห้าร้อยวาด้วยซ้ำแต่กลับต้องทรมานถึงเพียงนี้แล้ว ผู้ที่อาการดีกว่าข้าเท่าที่เห็นก็มีอยู่ร่วมสิบคนดูท่าแล้วพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์ของข้าคงจะไม่อาจเทียบกับพวกมันได้”ไป๋หยุนเฟยเหลียวหน้าไปมองเย่จือชิวซึ่งสีหน้าปกติราวกับไร้เรื่องราวจากนั้นจึงมองไปยังคนอีกจำนวนหนึ่งที่เดินนำอยู่ด้านหน้า ในใจมันก็บังเกิดความท้อแท้ผิดหวังขึ้น

                “หรือว่าข้าจะไม่มีแม้แต่คุณสมบัติจะได้เป็นศิษย์สายใน...”

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน