เช้าวันที่สี่ไป๋หยุนเฟยและคนอื่นๆก็ถูกพาไปที่ปากถ้ำลี้ลับบนยอดเขาอุดรอีกครั้ง
เพียงแต่ครั้งนี้ผู้ที่นำทางเข้าไปในถ้ำกลับไม่ใช่หลี่เถี่ยชุยแต่เป็น... ผู้อาวุโสใหญ่สำนักช่างประดิษฐ์!
ที่ปากถ้ำนั้นยามได้พบกับผู้อาวุโสใหญ่ที่ใบหน้าเคร่งขรึม อย่าว่าแต่การลอบสนทนากันแม้แต่จะหายใจพวกมันก็ยังไม่กล้ากระทำโดยแรง ทั้งหมดต่างยืนอย่างสำรวมรอรับคำสั่งจากผู้อาวุโสใหญ่
ไป๋หยุนเฟยเองก็เช่นกันมันยืนก้มหน้าไม่กล้าแม้แต่จะแผ่สัมผัสวิญญาณออกสำรวจ ผู้อาวุโสใหญ่ท่านนี้ดูภายนอกคล้ายกับชายชราทั่วไปแต่ยามแผ่พลังออกกดดัน กลับให้ความรู้สึกราวกับภูเขาอันยิ่งใหญ่กดทับลงมา
“พวกเจ้าตามข้าเข้ามาเถอะการจะเข้าเป็นศิษย์สายในได้หรือไม่ และจะได้รับมากเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนแล้ว...” ผู้อาวุโสใหญ่มองดูศิษย์ใหม่ที่เงียบงันราวจักจั่นในหน้าหนาวหลังจากนิ่งเงียบอยู่ครู่ใหญ่ ชายชราก็สะบัดแขนเสื้อหันกายเดินเข้าสู่ปากถ้ำ
ทุกคนต่างหันไปสบตากันสุดท้ายก็เป็นเย่จือชิวกับไป๋หยุนเฟยที่เดินนำเข้าไปจากนั้นคนอื่นๆจึงเริ่มทยอยเดินตามเข้าไปในถ้ำส่วนผู้ที่รั้งอยู่ท้ายขบวนก็คือหลี่เถี่ยชุยซ่งหลินและเหล่าศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์อื่นๆ
ผ่านไปไม่นานทุกคนก็เดินมาถึงทางเลี้ยวที่เคยมาถึงเมื่อครั้งก่อน และก็เป็นเช่นเดียวกับวันนั้นไป๋หยุนเฟยยังคงรู้สึกได้ถึงความกดดัน แต่ที่ต่างไปจากเดิมก็คือวันนี้มันเตรียมใจเอาไว้อยู่แล้วจึงซ่อนความรู้สึกเอาไว้ไม่แสดงออกมาให้เห็น แต่สำหรับจงซูหาวที่อยู่ด้านข้างกลับหน้าแดงฉานเห็นได้ชัดว่าต้องเผชิญความทรมานเพียงใดส่วนคนอื่นๆก็มีบางส่วนที่แสดงอาการเช่นนี้ออกมา
ผู้อาวุโสใหญ่แทนที่จะหยุดเท้ากลับเดินผ่านทางเลี้ยวนั้นไป ทั้งหมดจึงเริ่มเหยียบย่างเข้าสู่เส้นทางที่แตกต่างจากครึ่งแรกอย่างใหญ่หลวง
“……”
ยามที่ได้เห็นภาพเบื้องหน้าชัดตาทุกคนก็แสดงอาการตกตะลึง แม้แต่ไป๋หยุนเฟยและเย่จือชิวเองก็ไม่ยกเว้นทุกคนต่างตกตะลึงต่อภาพที่เห็น ตกตะลึงจนแข็งทื่อราวกับรูปสลัก
เส้นทางเบื้องหน้ากว้างใหญ่กว่าเส้นทางที่ผ่านมาอย่างน้อยก็สองเท่าผลึกหินบนผนังถ้ำที่คอยให้ความสว่างก็มีมากและถี่ขึ้นจนเส้นทางที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตานี้สว่างไสวแทบไม่หลงเหลือเงามืด
บนผนังสองฟากข้างของทางเดินถูกขุดเป็นแท่นหินกว้างราวครึ่งวาไปเรียงรายจนสุดแนว
แต่ที่ทำให้ทุกคนตะลึงกลับเป็นเพราะบนแท่นหินมีของวางอยู่... เป็นอาวุธ!
ดาบทวน กระบี่ ง้าว ขวาน ทวนวงเดือน ตะขอ สามง่าม ชุดเกราะ... วางเรียงรายแน่นขนัดจนนับไม่ถ้วน!
เริ่มจากตรงหน้าทอดยาวไปจนสุดสายตาเรียงรายไปตามแสงสว่างจากผลึกหิน --- ช่างเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่ตระการตานัก!
“นี่ของเหล่านี้ หรือว่าทั้งหมดจะเป็น...”การคาดเดาอันน่าหวาดหวั่นผุดขึ้นมาในความคิดของไป๋หยุนเฟยสมองของมันราวกับจะหยุดทำงานไปอีกครั้ง
“ของทั้งหมดนี้เป็นวัตถุวิญญาณ!” เสียงอันทรงพลังของผู้อาวุโสใหญ่ปลุกทุกคนให้ตื่นขึ้นจากภวังค์และราวกับจะตอบคำถามที่อยู่ในใจของทุกคนในคราเดียว “พวกเจ้าสามารถมายืนอยู่ที่นี่ได้ก็ถือว่าเป็นศิษย์ของสำนักช่างประดิษฐ์แล้วนี่ถือเป็นของขวัญชิ้นแรกเพื่อต้อนรับเข้าสู่สำนัก วัตถุวิญาณจากตรงนี้ไปจนถึงระยะหนึ่งร้อยห้าสิบวาพวกเจ้าเลือกได้คนละชิ้นตามใจชอบ!”
“นี่เป็นเพียงวัตถุวิญญาณชั้นมนุษย์ระดับต่ำเท่านั้นหลังจากหนึ่งร้อยห้าสิบวาไปจึงจะเป็นชั้นมนุษย์ระดับกลาง ตั้งแต่ห้าร้อยวาไปเป็นชั้นมนุษย์ระดับสูงตั้งแต่หนึ่งพันวาไปเป็นชั้นปฐพีระดับต่ำ ตั้งแต่หนึ่งพันห้าร้อยวาไปเป็นชั้นปฐพีระดับกลางตั้งแต่สองพันวาไปเป็นชั้นปฐพีระดับสูง ตั้งแต่สองพันห้าร้อยวาไปเป็นชั้น...นภา!” ผู้อาวุโสใหญ่ไม่ปล่อยให้พวกมันได้ทันตกตะลึงก็กล่าวต่อ“ทุกระยะสามารถเลือกได้ตามใจระยะละหนึ่งชิ้นเมื่อเกินหนึ่งพันวาจะได้เป็นศิษย์สายในเมื่อเกินสองพันห้าร้อยวาจะได้เป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักหรือผู้อาวุโส!”
เสียงของผู้อาวุโสใหญ่แต่ละคำแต่ละประโยคราวกับเสียงระเบิดกึกก้องที่สะท้อนในหัวของทุกคน
หลังจากผู้อาวุโสใหญ่กล่าวจบผ่านไปราวชั่วน้ำเดือดผู้คนจึงเริ่มเรียกสติกลับคืนมาได้แต่ละคนล้วนแสดงสีหน้าตื่นเต้นออกมา ผู้อาวุโสใหญ่จึงโบกมือกล่าวว่า “ไป เลือกวัตถุวิญญาณชิ้นแรกของพวกเจ้าเถอะ!เหล่าศิษย์พี่ของพวกเจ้ามีแหวนช่องมิติอยู่ ไปรับได้คนละหนึ่งวง สำหรับผู้ที่พลังวิญญาณยังไม่ตื่นขึ้นก็ให้ฝากวัตถุวิญญาณที่พวกเจ้าเลือกมาไว้กับศิษย์พี่ให้ช่วยเก็บรักษาไว้ก่อน!”
หลังจากผู้อาวุโสกล่าวจบก็พยักหน้าเรียกให้แก่ซ่งหลินและหลี่เถี่ยชุยเดินมาที่ข้างกายจากนั้นจึงยืนกอดอกมองดูศิษย์ใหม่ทั้งหลาย
หลังจากลังเลอยู่ครู่ใหญ่ในที่สุดเหล่าศิษย์ใหม่ก็ขยับเคลื่อนไหวทุกคนเดินเข้าไปยังอาวุธที่วางเรียงรายอยู่สองฟากข้างด้วยสีหน้าตื่นเต้นก่อนจะเริ่มหยิบจับวัตถุวิญญาณที่ตนถูกใจแต่กระนั้น กลับไม่มีผู้ใดเดินผ่านระยะหนึ่งร้อยห้าสิบวาเข้าไปราวกับเกรงว่าจะต้องเป็นผู้ที่เดินนำหน้าพวกมันจึงรอที่จะเดินไปพร้อมกัน
ไป๋หยุนเฟยก็แสดงสีหน้าตื่นเต้นโดยไม่ปิดบังมันถึงกับลอบส่งสายตากวาดมองออกไป ที่มันสนใจนั้นไม่ใช่วัตถุวิญญาณตรงหน้าแต่กลับเป็นวัตถุวิญญาณระดับสูงที่อยู่ลึกเข้าไป
“พี่ไป๋พวกเราเข้าไปกันเถอะ” มีเสียงดังขึ้นเรียกไป๋หยุนเฟยให้ตื่นจากภวังค์ที่แท้ก็เป็นเสียงของเย่จือชิว มันกับม่อเสี่ยวเซียนและพวกยืนอยู่ที่ด้านข้างราวกับจะรอเดินไปพร้อมกัน
ไป๋หยุนเฟยพยักหน้า“อืม ไปกันเถอะ!”
……
“ระดับไอเทม: หายากระดับต่ำ”
“พลังโจมตี: 231”
“สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 62 แต้ม”
……
“ระดับไอเทม: หายากระดับต่ำ”
“พลังโจมตี: 247”
“สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 63 แต้ม”
……
“ระดับไอเทม: หายากระดับต่ำ”
“พลังโจมตี: 256”
“สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 64 แต้ม”
……
ไป๋หยุนเฟยขณะเดินอยู่ทางฝั่งซ้ายก็สุ่มหยิบวัตถุวิญาณที่เดินผ่านมาตรวจสอบดูคุณสมบัติมันพบว่าแม้จะเป็นอาวุธวิญญาณชั้นมนุษย์ระดับต่ำเช่นเดียวกัน แต่ยิ่งเดินลึกเข้าไปพลังโจมตีของอาวุธก็ยิ่งเพิ่มขึ้นกว่าเดิม
ไป๋หยุนเฟยหันไปหาเย่จือชิวและคนอื่นๆที่อยู่ด้านข้างพร้อมกับกล่าวว่า“หากไม่ใช่ชิ้นที่ถูกใจจนไม่อาจละทิ้งก็รอจนใกล้จะสุดเขตนี้ก่อนค่อยเลือก เพราะของที่ดีที่สุดจะอยู่ที่นั่น!”
“เอ๊ะ?พี่ไป๋ท่านหมายความว่าอย่างไร?ของเหล่านี้ล้วนเป็นวัตถุวิญญาณชั้นมนุษย์ระดับต่ำทั้งหมดไม่ใช่หรือ?”ม่อเสี่ยวเซียนกำลังจะหยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งขึ้นมาแต่เมื่อได้ยินดังนั้นจึงถามด้วยความสงสัย ส่วนคนอื่นๆก็ล้วนเกิดความสงสัยเช่นเดียวกัน
ไป๋หยุนเฟยเอ่ยปากตอบคำ“มิผิด ทั้งหมดเป็นอาวุธวิญญาณชั้นมนุษย์ระดับต่ำแต่ชั้นมนุษย์ระดับต่ำก็ยังมีแบ่งสูงแบ่งต่ำอีก เชื่อข้าพวกเราไปเลือกที่ระยะหนึ่งร้อยห้าสิบวากันเถอะ”
กล่าวจบก็ไม่อธิบายอันใดอีกเพียงเดินนำหน้าเข้าไป คนอื่นแม้จะเกิดความสงสัยแต่ก็เดินตามไป
เมื่อถึงระยะหนึ่งร้อยห้าสิบวากลุ่มของไป๋หยุนเฟยก็เลือกหยิบมาคนละชิ้นแล้วเดินหน้าไปต่อคนที่เหลือเมื่อเห็นดังนั้นจึงเริ่มเดินตามไป
……
สำหรับผู้ฝึกปรือวิญญาณแล้ววัตถุวิญญาณถือเป็นของล้ำค่า แต่เมื่อมาอยู่ในถ้ำแห่งนี้วัตถุวิญญาณกลับคล้ายเป็นผักสดในตลาดและในถ้ำยามนี้กลับไม่คล้ายสถานที่ทดสอบคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักดูไปคล้ายกับจะเป็นตลาดสดที่ให้ผู้คนเดินจับจ่ายเลือกของที่ถูกใจเสียมากกว่า....
ยามนี้ทุกคนมุ่งหน้าไปราวกับลืมเลือนไปแล้วว่านี่คือการทดสอบพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์ทุกคนเลือกหยิบวัตถุวิญญาณด้วยความตื่นเต้น แม้ว่าจะแลดูวุ่นวายแต่ทุกคนกลับเลือกหยิบกันอย่างเงียบงัน น้อยครั้งจึงจะมีเสียงพูดคุยเจรจาดังขึ้นสั้นๆแต่ไม่มีผู้ใดส่งเสียงดังน่าหนวกหูออกมา
หลังจากนั้นไม่นานยามที่ผู้คนเดินไปถึงระยะสี่ร้อยวานั้น ก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
“พี่ไป๋ข้าทรมานเหลือเกิน... ไปต่อไม่ไหวแล้ว!”จงซูหาวหน้าแดงก่ำหยาดเหงื่อหลั่งรินผ่านจมูกมันใช้สองมือยันเข่าทั้งสองข้างพร้อมกับอ้าปากหอบหายใจอาการเหนื่อยหอบของจงซูหาวคล้ายกับวิ่งตะบึงมาหลายสิบลี้
“พี่ไป๋ข้า ข้าก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยเช่นเดียวกัน...”หลิวหมางที่อยู่ด้านข้างก็หน้าบิดเบี้ยวเช่นกัน
และพร้อมกันนั้นรอบข้างก็มีคนราวยี่สิบที่แสดงอาการเหนื่อยหอบออกมาเช่นเดียวกัน
ไป๋หยุนเฟยสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเมื่อหันไปมองม่อเสี่ยวเซียนและคนอื่นๆก็พบว่ามีอาการเหนื่อยหอบมากน้อยแตกต่างกันไปมันจึงกล่าวปลุกกระตุ้นทุกคนขึ้น “สู้อีกหน่อยเถอะอีกไม่นานก็จะถึงระยะห้าร้อยวาแล้ว ที่นั่นมีวัตถุวิญญาณชั้นมนุษย์ระดับสูงอยู่!”
การใช้วัตถุวิญญาณหลอกล่อคล้ายกับจะได้ผลสีหน้าจงซูหาวและหลิวหมางทอแววมุ่งหวัง จากนั้นจึงกัดฟันเดินหน้าต่อไป
อันที่จริงยามที่ไป๋หยุนเฟยก็ย่ำแย่แล้วเช่นกัน เพียงแต่ไม่ยอมแสดงความรู้สึกออกมาทางสีหน้ามันรับรู้ได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลจนแม้แต่ลมหายใจก็เริ่มหนักหน่วงขึ้น
“นี่ยังไม่ถึงห้าร้อยวาด้วยซ้ำแต่กลับต้องทรมานถึงเพียงนี้แล้ว ผู้ที่อาการดีกว่าข้าเท่าที่เห็นก็มีอยู่ร่วมสิบคนดูท่าแล้วพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์ของข้าคงจะไม่อาจเทียบกับพวกมันได้”ไป๋หยุนเฟยเหลียวหน้าไปมองเย่จือชิวซึ่งสีหน้าปกติราวกับไร้เรื่องราวจากนั้นจึงมองไปยังคนอีกจำนวนหนึ่งที่เดินนำอยู่ด้านหน้า ในใจมันก็บังเกิดความท้อแท้ผิดหวังขึ้น
“หรือว่าข้าจะไม่มีแม้แต่คุณสมบัติจะได้เป็นศิษย์สายใน...”