ตอนที่ 60 ก่อกวน
การพลิกตัวไปมาของนางทำให้คนที่อยู่ข้าง ๆ นอนไม่หลับเช่นกัน ฉาอิ๋นอันขมวดคิ้ว เห็นความหงุดหงิดเต็มดวงหน้านางผ่านแสงจันทร์ “เจ้าเป็นอะไร? นี่มันกี่ยามแล้วเจ้ายังไม่นอนอีก?” ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความหงุดหงิด
หลิวซื่อพลิกตัวกลับมาอีกครั้ง “ข้าคิดอย่างไรก็รู้สึกว่ามันแปลก หากรู้ตั้งแต่แรกว่าสะใภ้สามจะแบ่งเงิน ข้าคงไม่กลับมา คงรออยู่ที่บ้านนางด้วยกันกับท่านแม่ ข้าไม่เชื่อว่าตอนแบ่งเงินต่อหน้าข้าจะไม่มีส่วนของข้าด้วย”
นางคิดอย่างไรก็รู้สึกว่าไม่มีเงินในส่วนของนาง จะต้องเป็นเพราะตอนนั้นนางไม่อยู่ด้วยแน่ และแม่สามีก็ไม่ได้เอาเงินในส่วนของตัวเองมาจากหลิงซานฉิง ไม่เช่นนั้นนางคงได้เงินแล้ว
เมื่อฉาอิ๋นอันได้ยินว่านางยังคิดถึงเรื่องเงินอยู่ เขาก็ยิ่งจนใจมากขึ้น “หากเจ้าอยากคิดก็ไปคิดวันพรุ่งนี้ นี่มันกี่ยามแล้ว นอนเร็วหน่อยเถอะ พรุ่งนี้ไม่ไปทำงานในทุ่งนารึไง? สมควรแล้วที่ท่านแม่บอกว่าเจ้าขี้เกียจ”
หลิวซื่อมีเรื่องให้คิด จึงไม่คิดเอาความกับเขา เอ่ยพึมพำออกมาว่า “มีเหตุผลอะไรที่หลิงซานฉิงนังบ้านั้นไม่ต้องลงทุ่งนา” แล้วเมื่อไหร่นางจะหลุดพ้นชะตากรรมการทำนาสักที
หากฉาซื่อรู้ว่านางมีความคิดเช่นนี้เข้า จะต้องชี้หน้าด่านางว่าไม่ทำการทำงาน เอาแต่ยุ่งเรื่องของคนอื่น ไม่คิดจะทำอะไร คิดแต่เรื่องสวย ๆ งาม ๆ เป็นแน่
รุ่งขึ้น ตะวันกำลังเบิกฟ้า วันนี้หลิงซานฉิงถือโอกาสเข้าไปตรวจสอบเห็ดที่เพาะเลี้ยงเร็วขึ้น ในตอนที่นางออกมาจากห้อง ก็เห็นในห้องหนังสือจุดเทียนไขอยู่ และสะท้อนร่างฉาจื่ออันปรากฏออกมาตรงหน้าต่าง นางอดชื่นชมไม่ได้ เช้าเพียงนี้ยังลุกขึ้นมาอ่านหนังสือ ช่างไม่ทำให้นางผิดหวังจริง ๆ
สวีอิงเอ๋อร์ตื่นแต่เช้าตามนางเข้าไปในห้องเพาะเลี้ยงเช่นกัน เห็ดที่เพาะเลี้ยงอีกไม่นานก็เอาออกไปขายได้แล้ว และนี่ก็คือเห็ดชิ้นแรกของทั้งอำเภอหรงอินหรือของยุคนี้ที่เพาะเลี้ยงออกมาจากคน หลิงซานฉิงรู้สึกภูมิใจมาก
แต่มาถึงช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดแล้ว หากมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยความพยายามทั้งหมดจะสูญหายไป หลิงซานฉิงจึงต้องดูแลอย่างดี และแทบจะใช้เวลาดูแลอยู่ที่นี่เป็นเวลาสิบสองชั่วยาม แต่นางยังมีพู่กันขนห่านที่ต้องทำ นางจึงมีเวลาไม่มาก และทำได้แค่ไปดูห้องเพาะเลี้ยงสองสามรอบเมื่อนางไม่มีอะไรทำ
วันนี้นางกำลังนั่งอยู่หน้าประตูห้องเพาะเลี้ยง ทันใดนั้นก็มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนหนึ่งมาที่บ้านนาง
จู่ ๆ หัวหน้าหมู่บ้านก็มาที่บ้านนาง แถมยังพาคนใหญ่คนโตที่น่ารำคาญมาด้วย หลิงซานฉิงลุกยืนขึ้น นางกอดอกพิงประตูโดยไม่สนภาพลักษณ์ใด ๆ เลยแม้แต่น้อย “โอ้ว ลมอะไรหอบท่านมาที่นี่กัน มีเรื่องอะไรรึนายท่านหัวหน้าหมู่บ้าน”
เดิมทีหัวหน้าหมู่บ้านก็เป็นขุนนางตัวเล็ก ๆ ที่ไม่โดดเด่นคนหนึ่ง ถึงขั้นที่ไม่นับว่าเป็นขุนนาง แล้วเขาจะรับคำว่า ‘นายท่าน’ ได้อย่างไร เห็นได้ชัดว่าการเรียกของหลิงซานฉิงเป็นการเหน็บแนมเขา
นางมองแค่หัวหน้าหมู่บ้านไม่ได้มองอีกคนหนึ่ง หัวหน้าหมู่บ้านกลัวว่าจะถูกพาลใส่ จึงเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก “หลิงซานฉิง เจ้าไม่เห็นคุณชายรองอยู่ที่นี่รึ จะทักทายมาทางข้าทำไม” เขาพูดไปด้วยและส่งสายตาให้นางไปด้วย แต่น่าเสียดายที่นางไม่แม้แต่จะมอง
หลิงซานฉิงขยี้ตาตัวเอง พลันยืนตัวตรงทันที “โอ้ว นี่มันคุณชายรองตระกูลอวี๋ไม่ใช่รึ มีเรื่องอะไรที่กวนใจท่านรึ เชิญเข้ามานั่งก่อนเร็ว” นางชี้ไปที่โต๊ะในลานบ้าน ไม่แม้แต่จะคิดให้พวกเขาเข้าไปในบ้าน
อวี๋ซิ่งเหวินรู้นานแล้วว่านางเป็นคนเช่นไร จึงไม่เอาความนาง แต่มองไปยังห้องเพาะเลี้ยงที่อยู่ข้างหลัง “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าซ่อนของดีไว้ที่นี่ ข้าจึงมาดูเป็นพิเศษ แม่นางหลิงคงจะไม่ขวางข้าหรอกใช่หรือไม่” เจตนาของเขาชัดเจน เขาอยากเข้าไปดูข้างในห้องเพาะเลี้ยง
ห้องเพาะเลี้ยงหาใช่ใครจะเข้าไปก็ได้ อีกอย่างหากอวี๋ซิ่งเหวินเข้าไป เช่นนั้นอวี๋ซิ่งเยี่ยก็จะไม่รู้รึ เรื่องที่เสียแรงไปแต่ไม่คุ้มค่าเช่นนี้นางไม่ทำหรอก
ร่างของหลิงซานฉิงขวางประตูไว้พอดี “คุณชายรอง ในเมื่อบอกว่าซ่อนของดีเอาไว้ แล้วจะเอาของดีให้คนอื่นดูได้อย่างไร ดูเหมือนครั้งนี้ท่านจะมาเสียเปล่าแล้ว” นางเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะหาข้ออ้างไร้สาระกับเขา ไม่ให้ดูก็คือไม่ให้ดู ข้ออ้างอะไรนั่นไม่จำเป็น บางทีด้วยความฉลาดของเขาอาจจะไม่เข้าใจก็ได้
ทั้งสองคนไม่คิดว่านางจะปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาขนาดนี้ก็รู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย หัวหน้าหมู่บ้านแอบมองสีหน้าของอวี๋ซิ่งเหวิน และจ้องเขม็งไปที่หลิงซานฉิง “หลิงซานฉิง เจ้าซ่อนของบางอย่างไว้จริง ๆ เหตุใดคุณชายรองถึงดูไม่ได้ มีของอะไรที่คุณชายรองดูไม่ได้งั้นรึ?”
“หากคุณชายรองชอบ ก็ยังสามารถซื้อของสิ่งนัั้นของเจ้าได้ ยิ่งเห็นมันด้วยแล้วละก็ ดังนั้นหากเจ้ารู้จักเอาตัวรอดก็รีบหลบไป ไม่เช่นนั้นคงพูดยากว่าเจ้าจะรักษาของสิ่งนั้นไว้ได้หรือไม่” เขายืนอยู่ข้างหลังใครบางคน และพูดด้วยความมั่นใจอย่างมาก
เพียงแต่หลิงซานฉิงยังไม่ตอบสนองใด ๆ อวี๋ซิ่งเหวินก็ขมวดคิ้วขึ้นก่อน ตามความเข้าใจของเขาที่มีต่อนาง นางชอบให้ใช้ไม้อ่อน คำพูดของหัวหน้าหมู่บ้านเป็นเพียงการกระตุ้นความคิดที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ของนางก็เท่านั้น
เป็นอย่างที่คาดไว้ นางไม่มีท่าทางตกใจเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเอ่ยอย่างมั่นใจมากขึ้น “ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ฟังให้ดีนะ ของในบ้านข้าเป็นสิ่งที่นายของเจ้าดูไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะเอามันไป เจ้าคิดจริงหรือว่ามีเงินจะปลุกผีขึ้นมาโม่แป้งให้ก็ยังได้?[1] เช่นนั้นคงต้องไปถามผีแล้วล่ะว่าจะยอมให้หรือเปล่า หากผีไม่ยอม เจ้าให้เงินไปมันก็ไร้ประโยชน์ ฉะนั้นไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะเอาเงินมาใช้ได้ เจ้าว่าใช่หรือไม่?”
นางคิดว่าคำพูดของนางสมเหตุสมผลมาก หัวหน้าหมู่บ้านที่ฟังก็สับสนมึนงง อะไรคือผียอมไม่ยอม เขาไม่สนเรื่องนี้หรอก ตอนนี้ตราบใดที่คุณชายรองยอม ทุกอย่างก็พูดได้หมด “หลิงซานฉิงเจ้าอย่ามาแกล้งทำเป็นเลอะเลือน ที่คุณชายรองมาหาเจ้าในครั้งนี้ ก็แค่อยากมาดูห้องข้างหลังเจ้าเท่านั้น เจ้าแค่พูดมาตามตรงว่าจะให้ดูหรือไม่ให้ก็พอแล้ว จะพูดไร้สาระอะไรออกมามากมาย"
เขาพูดเช่นนี้ หลิงซานฉิงก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้น และกางมือออกทันที "ไม่ให้ดู" ตอนนี้ไม่มีคำพูดไร้สาระแล้ว มีเพียงคำพูดที่ตรงประเด็น นางไม่ต้องการให้ใครเห็นห้องเพาะเลี้ยงของนาง
หัวหน้าหมู่บ้านจะคาดคิดได้อย่างไรว่านางจะปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ จะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง กลับถูกอวี๋ซิ่งเหวินหยุดเอาไว้จึงล้มเลิกไป อีกฝ่ายมองหลิงซานฉิงด้วยรอยยิ้มที่อธิบายไม่ได้ " ไม่ได้พบกันหลายวัน การพูดของแม่นางหลิงยิ่งฉะฉานขึ้นเรื่อย ๆ เลย"
สายตาหลิงซานฉิงฉายแววเหยียดหยาม “คนข้าง ๆ คุณชายรองก็เริ่มโง่มากขึ้นแล้ว” ไม่มีแม้แต่สายตาที่เฉียบแหลม พูดแต่ละทีไม่น่าฟังเลย อาศัยว่าตัวเองเป็นหัวหน้าหมู่บ้านมาโอ้อวดกำลังโดยแอบอ้างบารมีเสือ จะมีประโยชน์อะไร
หัวหน้าหมู่บ้านอายุมากแล้วจะให้นางมาด่าเช่นนี้ได้อย่างไร เสียหน้าหมด "หลิงซานฉิงเจ้าอย่าได้รังแกคนอื่นมากเกินไป ข้าอายุมากขนาดนี้หาใช่ใครจะมาต่อว่าได้ !"
หลิงซานฉิงไม่สนใจที่จะโต้เถียงกับเขาอีก การมองข้ามคือการเหยียดหยามที่ดีที่สุดแล้ว นางมองไปที่อวี๋ซิ่งเหวิน "เอาล่ะ ถึงอย่างไรของในนี้เจ้าก็ดูไม่ได้ หากคุณชายรองไม่มีเรื่องอะไรแล้วก็เชิญกลับไปเถอะ ข้ายังยุ่งอยู่” ขณะพูดนางก็พิงประตูอีกครั้ง สิ่งที่เรียกว่ายุ่งของนางก็คือการยืนดูต้นทาง
อวี๋ซิ่งเหวินถูกขับไล่ไปหลายครั้ง สีหน้าเขาจึงไม่ดีนัก "แม่นางหลิง หากวันนี้ข้าต้องเข้าไปดูให้ได้ล่ะ?" เขาสะดุดใจกับนางหลายครั้ง และเขาก็ยิ่งสนใจนางมากขึ้นเรื่อย ๆ
หากหลิงซานฉิงรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ คงด่าว่าเขาโรคจิตแน่ แต่นางไม่รู้ จึงไม่มีโอกาสได้ด่าอีกครั้ง นางแสยะยิ้มออกมา “ต้อง? คุณชายรองรับคำสั่งมาจากใครถึงต้องดูให้ได้? นายอำเภอ? ท่านข้าหลวง? หรือว่าคุณชายรองอาศัยว่าบิดาตนเป็นนายอำเภอ แล้วจะทำตามอำเภอใจอะไรก็ได้รึ? "
นายอำเภอน่าจะไม่สนใจลูกชายเจ้าเล่ห์คนนี้อยู่แล้ว ท่านข้าหลวงยิ่งไม่สนใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้ และแทบจะไม่สนเรื่องอะไร เช่นนั้นอวี๋ซิ่งเหวินไม่ใช่ว่าทำตามอำเภอใจหรอกรึ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อีกฝ่ายถูกนางมองออก สีหน้าเขายังคงดูไม่ค่อยดีนัก แต่กลับไม่โกรธ "แม้ข้าจะทำตามอำเภอใจ แต่ข้าได้ยินพวกชาวบ้านบอกว่าบ้านเจ้ามีของที่น่าสงสัย ข้าจะเข้าไปตรวจสอบไม่ได้รึ?”
หลิงซานฉิงไม่รับปาก และเขาไม่จำเป็นต้องสนใจอะไร มันคงน่าอายหากเขามาที่นี่โดยเปล่าประโยชน์
นางแคะหูและเป่าเศษฝุ่นบนนิ้วมือออกไปอย่างไม่สนภาพลักษณ์ใด ๆ "คุณชายรองได้ยินว่ามีของบางอย่างในบ้านข้าจึงต้องตรวจสอบ แล้ววันหนึ่งบ้านข้าทำบางอย่างหาย ข้าสงสัยว่าคุณชายรองเอาไป เมื่อถึงตอนนั้นข้าขอไปตรวจสอบที่บ้านคุณชายรองได้หรือไม่?"
หนามยอกเอาหนามบ่ง วิธีนี้ได้รับการทดลองหลายครั้งแล้วยังไงก็ไม่พลาด
อวี๋ซิ่งเหวินพูดไม่ออกทันที ไม่ว่านางจะตกแต่งอย่างดีแค่ไหน มันก็ยังคงเป็นลานบ้านในชนบทเท่านั้น มันจะเทียบกับจวนตระกูลอวี๋ขนาดใหญ่ได้อย่างไร ห้องต่าง ๆ ในจวนตระกูลอวี๋ยังหรูหรากว่าที่นี่อีก เขาจะแอบขโมยของจากที่ทรุดโทรมอย่างที่นี่รึ? ตลกแล้ว
นางแค่ถามตัวเองเท่านั้น เขามาที่นี่วันนี้เพื่อค้นหาบางสิ่งที่น่าสงสัย หากมีของในบ้านนางหายไป ไม่ว่าจะน่าสงสัยหรือไม่ก็ตาม นางจะต้องไปเยือนตระกูลอวี๋ให้ได้ เมื่อถึงตอนนั้นตระกูลอวี๋ถูกผู้หญิงที่ไม่สำคัญอะไรไปค้นในบ้าน มันจะไม่ทำให้คนหัวเราะเยาะรึ
ไม่ว่าจะกี่ครั้ง อวี๋ซิ่งเหวินไม่เคยได้เปรียบนางเลย และเขาก็รังเกียจความเสียเปรียบนี้ สีหน้าเขาจึงเคร่งขรึมเล็กน้อยขณะมองหน้านาง “จะบอกว่า ไม่ว่าอย่างไรแม่นางหลิงก็จะไม่ยอมให้ข้าเข้าไปดู?”
“ถูกต้อง ข้าดีใจที่คุณชายรองสามารถเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำพูดข้าได้” หลิงซานฉิงกล่าว “ประตูอยู่ตรงนั้น คุณชายรองกลับดี ๆ” นางไล่แขกด้วยท่าทางสบาย ๆ
อวี๋ซิ่งเหวินกำมือแน่น ทว่ากลับยิ้มเยาะเย้ยออกมา “เยี่ยมมาก แม่นางหลิงมีจิตใจที่เข้มแข็ง ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่เสียใจกับสิ่งที่เจ้าพูดในตอนท้ายนะ” น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเย็นชา ก่อนที่เขาจะหมุนตัวและเดินออกไป
หลิงซานฉิงมองทั้งสองจากไปจนลับสายตาแล้วก็ลุกขึ้นยืนตัวตรงครู่หนึ่ง การมาเยือนของอวี๋ซิ่งเหวินในครั้งนี้ไม่ได้ไร้เหตุผลใด ๆ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่านางเพาะเห็ด และนางไม่มีทางบอกคนนอก ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงหัวหน้าหมู่บ้านที่อยากจัดการนาง
หลังจากคิดดูแล้วก็รู้สึกว่ามีเพียงฉาซื่อเท่านั้น แม้ฉาซื่อจะพักอยู่บ้านนางเป็นเวลาสั้น ๆ แต่กลับเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ แม้แต่เรื่องแอบดูที่หน้าต่างก็ยังทำออกมาได้ แล้วจะมีสิ่งได้ที่ทำออกมาไม่ได้อีก ต้องเป็นหญิงชราที่รู้ว่านางกำลังเพาะเห็ดแน่ เมื่อเห็นสิ่งใดแปลก ๆ ก็เอาไปบอกแก่หัวหน้าหมู่บ้าน เพราะอยากได้ผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ จากอวี๋ซิ่งเหวิน
หญิงชราผู้โง่เขลาคนนี้กำลังทำร้ายนาง และนางมีลางสังหรณ์ว่าช่วงสองสามวันนี้นางต้องดูแลห้องเพาะเลี้ยงให้ดี ครั้งนี้ในตอนที่อวี๋ซิ่งเหวินกลับไปมีสีหน้าไม่ค่อยดี เกรงว่าคงจะไม่ใจดีปล่อยมันไป และนางไม่สามารถนั่งรอความตายได้
อวี๋ซิ่งเหวินจะใจดีปล่อยผ่านไปได้อย่างไร เขาออกมาจากบ้านตระกูลฉาและออกคำสั่งกับหัวหน้าหมู่บ้าน “ข้าไม่สะดวกจะมาที่นี่ เจ้าไปหาคนเก่ง ๆ มา ตอนค่ำให้ไปที่บ้านนางเพื่อดูว่านางกำลังทำอะไร หากเอาของสิ่งนั้นออกมาไม่ได้ ก็ทำลายมันทิ้งซะ”
หลิงซานฉิงเหิมเกริมก็ส่วนเหิมเกริม จะเป็นผู้หญิงคนหนึ่งหรือเป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง นางก็มีสมองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และไม่ใช่ทุกเวลาหรอกที่นางจะใช้สมอง
[1] มีเงินจะทำอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น