ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    สมัครสอบ 4

            “พวกเจ้าไปพักที่บ้านข้าเป็นอย่างไร?เรือนของข้าก็ใหญ่โตอยู่ หนึ่งห้องนอนด้วยกันสักสองสามคนก็น่าจะอยู่กันได้หมดนะ”

            “จะไม่ลำบากเจ้าหรือ?” ซูเจินถามด้วยความเกรงใจเพิ่งรู้จักกันนางก็ชวนเข้าบ้านเสียแล้ว

            “ไม่ลำบากหรอกก็เจ้าเป็นสหายของข้านี่เพียงแต่ท่านพ่อของข้าคงจะไม่พอใจอยู่สักหน่อย” จินจูพูดด้วยความลำบากใจเล็กน้อยกลัวว่าท่านพ่อจะพูดไม่ดีกับสหายของตน

            “พ่อเจ้าชอบของกำนัลหรือไม่?พวกข้านำของติดตัวมาด้วยเล็กน้อย พอที่จะเป็นของกำนัลได้อยู่” ซูเจินถามจินจูเหมือนได้ทางออก นางพยักหน้ารัวๆ

            “แน่นอน พ่อข้าเห็นแก่ของกำนัลเป็นที่สุดหากพวกเจ้ามอบให้เขาสักชิ้นก็คงไม่ว่าอะไรแล้ว”

            “ดีเช่นนั้นข้าจะเตรียมของกำนัลให้เขาสักชิ้นสองชิ้นก็แล้วกัน” จินจูพยักหน้าเห็นด้วย

            “ดูสิ มีคนคุยด้วยเวลาก็เหมือนผ่านไปเร็วจริงๆใกล้จะถึงตาเราแล้ว” จินจูชี้ชวนให้ดูอย่างร่าเริง

            ซูเจินมองตามก็พยักหน้าเห็นด้วย พอมีคนคุยด้วยเวลาก็ผ่านไปเร็วจริงๆเหลืออีกไม่ถึงยี่สิบคนก็จะถึงทีของพวกนางแล้ว

            “นี่ซูซู ญาติๆของเจ้าไม่ชอบข้าหรือเปล่า?ทำไมพวกเขาไม่ยอมพูดกับข้าเลยล่ะ” จินจูพยายามพูดกับซูซูเสียงเบาที่สุดแต่คนของนางขึ้นชื่อเรื่องหูไวตาไว ได้ยินกันหมดทุกคนแต่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

            ซูเจินหัวเราะเบาๆ “ไม่ใช่หรอกพวกเขาไม่ค่อยได้ออกมาข้างนอกก็เลยไม่คุ้นชินกับคนแปลกหน้าเอาไว้เดี๋ยวสนิทกันหน่อยก็คุยไม่หยุดเลยล่ะ”

            “พวกบุรุษบ้านข้าเขาเขินเจ้าน่ะ”ประโยคนี้ซูเจินกระซิบกับจินจูเบาๆ คนอื่นก็พอมองออกอยู่แต่คนที่มักจะยืนอยู่ใกล้ๆสหายนางนี่สิ มองนางเขม็งมาตั้งแต่เมื่อครู่แล้วส่วนสตรีสองนางก็ทำท่าอยากจะพูดด้วยแต่ก็ไม่เข้ามาเสียทีนางเห็นแล้วรู้สึกหงุดหงิดชอบกล

            ซูเจินมองตามสายตาของจินจูก็เข้าใจนางเอ่ยเรียกสองสาวใช้เข้ามาใกล้ “อยากคุยอะไรกับจินจูก็พูดสิ”

            “เอ๊ะ...แต่นางเป็นสหายของคุณหนู...เอ่อ” หนิงจูเอ่ยลังเลตอนนี้คุณหนูเรียกนางว่าสหายดังนั้นตามหลักแล้วพวกนางก็ต้องให้เกียรติสหายของคุณหนู

            “คุณหนู?” จินจูเลิกคิ้วสูง ไหนว่าเป็นญาติกันไฉนถึงเรียกซูซูว่าคุณหนูกัน?

            “บ้านสาขาก็เรียกคุณหนูของบ้านหลักว่าคุณหนูทั้งนั้น”หนิงจูอธิบาย

            จินจูยังไม่หายสงสัยสหายนางคนนี้ทำตัวลึกลับเสียจริงๆ

            “ไม่เป็นไร พวกเจ้าก็ถือเป็นสหายของข้าตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่บ้านไม่ต้องมากพิธีมากนัก” ซูเจินเอ่ยตัดปัญหาหนิงจูกับเสวี่ยซูเองก็เข้าใจ

            “เจ้าค่ะคุณหนู”

            พอได้รับคำอนุญาตของนายหญิงแล้วคนแรกที่เริ่มพูดคุยก็คือหนิงจู สาวใช้ที่มีนิสัยร่าเริงเป็นตัวเองที่สุดของซูเจินหนิงจูกับจินจูดูจะเข้ากันได้ดีมาก พวกนางยกหัวข้อต่างๆมาชวนคุยอยู่เสมอและดูเหมือนหนิงจูจะมีความสุขที่สุด

            คงเพราะที่ผ่านมารอบตัวนางมีเพียงนายหญิงกับเสวี่ยซูเท่านั้นซึ่งนายหญิงมักจะชอบอยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่นอนก็อ่านหนังสือหรือไม่ก็ออกไปเที่ยวเล่นกับคุยคนเดียว ส่วนเสวี่ยซูเป็นคนพูดน้อยมาแต่ไหนนางจะพูดตอบแค่ไม่กี่คำ แล้วก็จะเงียบฟังเป็นส่วนใหญ่

            คราวนี้มีเพื่อนคุยก็นับว่าดีไม่น้อยสหายคนใหม่ของนายหญิงรู้ว่าพวกนางต่ำศักดิ์กว่าก็ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจพูดคุยกับพวกนางอย่างปกติ

            “คนต่อไป” เสียงขานคนต่อไปดังขึ้นคราวนี้ถึงทีพวกซูเจินแล้ว

            “คารวะศิษย์พี่” ซูเจินประสานมือขึ้นชายผู้นั้นก็เงยหน้าขึ้นมอง เขาทำสีหน้าบึ้งตึงอยู่ตลอดคงเพราะต้องทำหน้าที่นี้มาตั้งแต่เช้า

            “เหตุใดเรียกข้าเช่นนั้น?”เขาดูหงุดหงิดจริงๆนะเนี่ย

            “ก็ท่านดูอายุยังน้อยใส่เสื้อผ้าเหมือนกับคนอื่นๆที่อยู่ตรงนั้น แต่กลับมีราศีมากกว่าแถมได้ทำหน้าที่สำคัญอย่างการรับลงทะเบียนผู้สมัครข้าจึงเดาว่าคงเป็นศิษย์ของสำนักสวรรค์และคงได้รับความไว้วางใจไม่น้อยศิษย์น้องก็เลยต้องประจบไว้หน่อย” ซูเจินเอ่ยและยิ้มประจบ

            ชายผู้นั้นดูอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อยสีหน้าก็ไม่บึ้งตึงอย่างตอนแรก “เหอะ ช่างพูดเอาไว้เจ้าสอบผ่านเสียก่อนเถอะแล้วค่อยมาเรียกข้าว่าศิษย์พี่”

            เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงไม่เอ่ยปฏิเสธก็เท่ากับยอมรับกลายๆ หน้าที่รับสมัครจะเป็นของศิษย์ในสำนักบริเวณนี้จึงมีคนที่สวมใส่ชุดแบบเดียวกันยืนอยู่หลายคน แต่ไม่มีอาจารย์รวมอยู่ด้วย

            เหล่าอาจารย์จะออกมาในวันที่ทำการทดสอบคุณสมบัติกับทดสอบเท่านั้นหน้าที่ในขั้นแรกจึงมีเพียงศิษย์ที่ประจำอยู่

            เขาต้องมาทำหน้าที่นี้ตั้งแต่เช้าแล้วจึงทั้งเหนื่อยทั้งร้อน ก่อนหน้านี้ก็เจอคนที่ท่าทางยโสเอาแต่ใจทำเขาอารมณ์ไม่ค่อยดีแต่พอได้ยินสตรีนางนี้พูดขึ้นมาก็ทำเอาอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อย

            สีหน้าและน้ำเสียงจึงไม่กระด้างอย่างตอนแรก“เอาป้ายชื่อของเจ้าออกมา วางเงินไว้ด้วยคนละหนึ่งตำลึงทอง”

            “เจ้าค่ะ”ซูเจินรับคำแล้วหันไปพยักหน้ากับจือเหลียง เขาเก็บแผ่นป้ายของทุกคนเอาไว้ตั้งแต่ที่หน้าประตูเมืองกำลังจะเอาแผ่นป้ายไปให้ศิษย์ของสำนักสวรรค์ก็หยุดชะงักเท้าแล้วหันไปยื่นมือตรงหน้าไห่จินจู

            ก่อนหน้านี้นายหญิงรับคนผู้นี้เป็นสหายอย่างไรก็ไม่อาจละเลยนางได้

            จินจูตอนแรกก็งงที่จือเหลียงเดินเข้ามาหาแต่พอเห็นแผ่นป้ายในมือเขาก็เข้าใจ รีบส่งแผ่นป้ายของตนให้อีกฝ่ายทันที

            จือเหลียงไม่ได้ส่งแผ่นป้ายให้ศิษย์ของสำนักโดยตรงแต่วางมันในมือของนายหญิงที่ยื่นรอไว้ซูเจินรับเอาแผ่นป้ายเหล่านั้นแล้วยื่นให้เขาเองกับมือแล้ววางตำลึงทองเท่ากับจำนวนคนทั้งหมดรวมสองพี่น้องสกุลซิ่นและไห่จินจูด้วย

            “สกุลไห่หนึ่งคน สกุลซิ่นสองคนที่เหลือเป็นสกุลเฉิน?” ศิษย์ชายคนนั้นนับแผ่นป้ายแล้วไล่ดูคนตรงหน้า“เจ้าคือคนสกุลเฉิน?”

            “เจ้าค่ะ ข้าเฉินซูซู” ซูเจินเอ่ยแนะนำตนเอง

            “อืม จำนวนเงินครบนี่เป็นแผ่นป้ายของพวกเจ้านำมันมาในวันทดสอบคุณสมบัติอีกสองวันสถานที่คือที่นี่เหมือนเดิม หากมาเกินยามเฉิน[1]จะถูกตัดสิทธิ์”เขาส่งป้ายชื่อเดิมคืนมา แล้วส่งป้ายหยกแผ่นเล็กกลมให้พวกนาง

             “เห็นแก่ที่เจ้ารู้ความ ข้าจะแนะนำบางอย่างให้พวกเจ้าไม่ต้องรีบมากันนักก็ได้ขอแค่มาให้ทันเวลาก็พอเพราะการทดสอบจะเริ่มหลังจากยามเฉิน แต่เก็บแผ่นป้ายให้ดีๆหากไม่มีมันพวกเจ้าก็จะเข้าร่วมทดสอบไม่ได้การทดสอบจะทดสอบตามลำดับผู้สมัครนั่นหมายถึงเจ้าจะได้ทดสอบในลำดับตามหมายเลขที่อยู่ในแผ่นป้าย”

            ซูเจินพลิกดูที่แผ่นป้ายของตนมันปรากฏชื่อของนางและแสดงตัวเลขด้านล่างชื่อ หมายเลขของซูเจินคือ 12533และคนอื่นๆก็คงเป็นเลขถัดจากนางลงไป

            ต้องอย่างนี้สิที่นางเยินยอเขาก็เพราะหมายจะได้คำแนะนำบางอย่างจากเขานี่แหละ

            “ขอบคุณศิษย์พี่ นี่เป็นน้ำที่ข้านำมาด้วยแน่นอนว่าข้ายังไม่ได้ดื่มแม้แต่น้อยท่านทำหน้าที่คงจะกระหายเชิญท่านเอาไว้ดื่มเถอะ”ซูเจินหยิบกระบอกน้ำไม่เล็กไม่ใหญ่ส่งให้ ศิษย์พี่ผู้นั้นก็รับเอากระบอกน้ำเขาเงยหน้ามองซูเจินแล้วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ทำทีเปิดกระบอกจิบน้ำเห็นของที่นอนอยู่ก้นกระบอกก็ยิ้มมุมปาก

            จังหวะที่กำลังปิดฝากระบอกก็ส่งเสียงผ่านพลังมาที่นาง‘วันทดสอบจะมีอาจารย์ผู้หนึ่งคอยควบคุมดูแลอยู่ห่างๆเขาไม่ชอบคนโอ่อวดและไม่ชอบพวกที่ทำเป็นเก่งที่สุดวันนั้นเจ้าก็อยู่เงียบๆไว้อย่าทำตัวเด่นมากก็พอหากมีดีจริงก็เอาไว้แสดงตอนทดสอบก็พอ’

            ซูเจินฟังโดยไม่กะพริบตาแล้วคำนับให้ชายหนุ่มผู้นั้นอีกคราก่อนจะเดินจากไป

            ศิษย์ผู้นั้นก็เก็บกระบอกน้ำไว้กับตัวข้างในไม่ใช่เงินทองอะไร แต่เป็นต้นสมุนไพรสองต้นที่นอนอยู่ก้นกระบอกมันเป็นสมุนไพรที่เอาไว้ฟื้นฟูความเหนื่อยล้าอีกต้นมีประโยชน์มากหากมีบาดแผลจากพิษ

            พวกเขาศิษย์ของสำนักไม่เดือดร้อนเรื่องเงินทองที่ต้องการคือทรัพยากรในการฝึกฝนและสมุนไพรหรือโอสถต่างหาก  สตรีน้อยนับว่ารู้ธรรมเนียมให้ของกำนัลที่ถูกใจเขาจริงๆ เอาไว้หากผ่านการทดสอบได้เป็นศิษย์ของสำนักจริงๆเขาจะทำตัวเป็นศิษย์พี่ที่ดีของนางเองก็ได้

            “เจ้ายิ้มกริ่มอะไร?รีบทำงานเข้าคนยังเหลืออีกมากเดี๋ยวอาทิตย์ก็ตกดินก่อนหรอก”สหายร่วมสำนักคนหนึ่งเข้ามาเอ่ยเตือนเมื่อเห็นเขาเหม่อมองกลุ่มที่เพิ่งออกไปอยู่นาน

            “ข้ารู้แล้วน่า” ศิษย์คนนั้นตอบกลับอารมณ์ไม่ได้ขุ่นมัวอย่างก่อนหน้าแต่ก็ยังทำหน้าบึ้งตึงใส่คนอื่นๆที่มาสมัครต่อไป

             

            “ซูซู ไปบ้านข้าเลยหรือไม่?เจ้าบอกว่าเพิ่งจะมาถึงนี่ เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยเดินเที่ยวดีหรือไม่?”จินจูเอ่ยถามอย่างอารมณ์ดี สหายใหม่ของนางออกค่าสมัครให้นางด้วยนางจะเอาเงินคืนก็ไม่รับ อย่างนั้นก็ต้องต้อนรับนางให้ดีๆเสียหน่อย

            “ได้ พวกข้าเองก็อยากจะพักผ่อนเหมือนกัน”ซูเจินตอบรับ จินจูยิ้มกว้าง

            “บ้านข้าอยู่ในเมืองไกลสักหน่อยป่านนี้แม่ข้าคงจะกลับถึงจวนแล้ว ข้าจะได้แนะนำพวกเจ้าให้ท่านแม่รู้จักด้วย”จินจูยังคงสดใสร่าเริง พออยู่คู่กับหนิงจูก็ดูจะสดใสคูณสองนางกระโดดโลดเต้นชวนคุยไปตลอดทาง


    ..................................................................

    [1] ยามเฉฺิน คือ เวลา 07.00-09.00 น.