ในห้องเปิดเครื่องปรับอากาศ แต่จู่ๆ แผ่นหลังผมก็มีเหงื่อซึมออกมารู้สึกอึดอัดขึ้นทันที
“ธูปหนึ่งก้านคารวะเทพที่ด่านซานไห่ มองทะลุความเป็นความตายไร้เศร้าตลอดไปสกุลหันแห่งชิงเต่าไม่เห็นคนทั่วหล้าอยู่ในสายตา คุณลองคิดดูพวกเขาจะคิดถึงคุณหรือ...มดตัวเล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก” เยียนเกอสิงพูดอีก
ถังหว่านเคยเอ่ยถึงกลอนสองวรรคนี้ คำว่า“มองทะลุความเป็นความตาย” แสดงถึงไสยเวทของสกุลหันมีฐานะสูงสุดในวงนักเลง
ผมสั่นหัว “ผมไม่รู้จริงๆว่าก้าวต่อไปจะเดินอย่างไร...คุณเยียน คุณสอนผมได้ไหมครับ”
เยียนเกอสิงเชิดหน้าขึ้นจ้องมองช่องลมของเครื่องปรับอากาศเหนือศีรษะผมไม่วางตา
“บางทีโลกนี้อาจไม่มีกระจกวารีโหรเทพที่ทุกคนตามหาอยู่จริงที่บ้านเราตั้งแต่เล็กจนโตไม่มีใครเคยเอ่ยเรื่องนี้ บ้านผมเล็กแค่นั้นต่อให้รื้อบ้านให้ราบ พลิกดินตามหา ผมยินดีร่วมมือเต็มที่แต่ใครบ้างที่จะบอกผมได้ว่าของสิ่งนั้นคืออะไรกันแน่” ผมถาม
ผมไม่คาดหวังว่าจะได้คำตอบจากเยียนเกอสิงต้องการเพียงให้เราสองคนคุยกันอย่างเย็นชาต่อไปเรื่อยๆเราสองคนไม่มีใครออกไปจากห้องนี้
“ของสิ่งนั้นเป็นอะไรกันแน่ ของวิเศษของวิเศษ ย่อมต้องเป็นของวิเศษสูงสุดที่มาจากดินแดนเทพ” เยียนเกอสิงตอบช้าๆ
ผมถาม“ที่คุณตอบแบบนี้เท่ากับใช้คำหนึ่งเพื่ออธิบายอีกคำหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดถึงเนื้อแท้ของของสิ่งนี้เลยขอถามคุณเยียนหน่อย เท่าที่คุณรู้นั้นกระจกวารีโหรเทพที่ว่าใหญ่และกว้างแค่ไหนกันแน่ สี่เหลี่ยมหรือกลมเป็นของแข็งหรืออ่อนนิ่ม เป็นกระจกหรือเป็นโลหะ สีดำ ขาวหรือหลากสี”
การคาดเดาเหมือนคนตาบอดคลำช้างแบบนี้ไม่มีความหมายเลยปกติแล้วผมจะไม่ถามคำถามที่ไร้สาระหรือถึงขั้นโง่เขลามากมายอย่างนี้
เยียนเกอสิงไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ เพียงแต่ยิ้มแล้วนิ่งเงียบไป
“ผมปวดหัวจริงๆทุกคนไม่ว่าใครก็ไม่รู้คำตอบ แต่พากันมาถามผม ไม่ต่างจากถามทางกับคนตาบอด”ผมเอามือกุมศีรษะยิ้มอย่างขมขื่น
ท่าทีแบบนี้ผมไม่ได้เสแสร้งแต่เป็นความรู้สึกที่แท้จริงของผมในขณะนี้
“โลกนี้มีเพียงไม่กี่คนที่รู้คำตอบ”
“ใคร ใครบ้างครับ” ผมซักทันที
ดูเหมือนเขาจะรู้ตัวว่าเผลอพูดออกมาจึงดีดเล็บเบาๆ สั่นหัวพลางพูดว่า “ผมแค่เดาไปเอง โลกกว้างใหญ่นักมีผู้ทรงปัญญานับไม่ถ้วน จะมีบางคนที่เหนือกว่าคนทั่วไปมากก็อย่างผู้ทรงปัญญาในแวดวงฟิสิกส์ อย่างไอน์สไตน์ ฮอว์กิง...”
นี่ไม่ใช่คำตอบที่ผมต้องการแต่ผมนึกถึงคนคนหนึ่ง ที่นางหันแห่งชิงเต่าพูดว่า “จะต่อรองกับคนสกุลเยียนคนนั้นคนเดียว”คนคนนั้นต้องเป็นบุคคลยิ่งใหญ่ที่ทั่วหล้าพบได้น้อยสูงส่งกว่าเยียนเกอสิงนับร้อยเท่า ถ้าผมไปเมืองหลวงกับเยียนเกอสิงบางทีอาจจะได้พบคนผู้นั้น
“หลังจากเรื่องนี้เสร็จแล้วผมจะซ่อมแซมบ้านให้คุณ” เยียนเกอสิงพูด
ผมพยักหน้า “ขอบคุณครับ”
ขณะที่เขาใจดีช่วยผมซ่อมแซมบ้านนั้นจะสามารถแยกส่วนตรวจดูบ้านเก่าผมได้อย่างทั่วด้านและละเอียดลออถ้ามีของล้ำค่าซ่อนอยู่ ต้องหาเจอแน่
แน่นอนว่าแม่เฒ่าหนอนพิษเคยบอกว่าได้ตรวจค้นบ้านเก่าผมหลายรอบแล้วแต่ล้มเหลวทุกครั้ง
ผมเชื่อว่าสิ่งที่เยียนเกอสิงจะทำคงไม่ได้ผลที่น่าพอใจถ้างั้นสิ่งที่เรียกว่ากระจกวารีโหรเทพที่สกุลเซี่ยมีนั้นอยู่ที่ไหนกันแน่มีอยู่จริงหรือไม่
“ก๊อกๆ” ชายชุดดำเคาะประตูเบาๆแล้วเดินเข้ามารายงาน “คุณเยียนครับ มีเรื่องหนึ่งที่เราจัดการไม่ได้ขอคำสั่งจากคุณครับ”
ขณะที่พูดชายชุดดำเหลือบมองมาทางผมท่าทางลังเล
เยียนเกอสิงสะบัดมือ “พูดเถอะเสี่ยวเซี่ยไม่ใช่คนนอก”
ชายชุดดำขานรับแล้วรายงานต่อ “มีคนของทางการมาคารวะศพนอกจากกล่าวคำไว้อาลัยแล้วยังต้องการพบคุณเซี่ยด้วยฝ่ายนั้นได้ยินว่าท่านอยู่ที่นี่ ก็อยากพบปะพูดคุยกับท่านครับ”
เยียนเกอสิงเลิกคิ้วขึ้น“ฝ่ายนั้นแซ่ฉีใช่ไหม”
คนชุดดำพยักหน้า “ใช่ครับ”
เยียนเกอสิงครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วลุกขึ้น“เชิญเขาเข้ามา เตรียมชาด้วย”
คนชุดดำค้อมคำนับอย่างนอบน้อมแล้วผละออกไปอย่างรวดเร็ว
“เวลาที่คนของทางการติดต่อกับคนอื่นมักจะรับมือยาก บางครั้งเผลอพูดผิดเพียงคำเดียว ทำให้ฝ่ายนั้นไม่พอใจเจอกับการแก้แค้น คนที่กำลังมาชื่อฉีเหมย คุณเป็นคนจี่หนาน น่าจะเคยได้ยินชื่อเขาใช่ไหม”เยียนเกอสิงถาม
ผมพยักหน้า “ครับ เห็นชื่อเขาบ่อยๆบนหน้าหนังสือพิมพ์”
ฉีเมหยเป็นคนที่มีชื่อเสียงในแวดวงไสยเวทของมณฑลแม้จะมีฐานะเป็นข้าราชการ แต่เป็นเพียงตำแหน่งลอย ไม่มีอำนาจที่แท้จริง
ลือกันว่าเขามีฉายาที่ถ่อมตัวมากชื่อที่ปรึกษาอันดับหนึ่ง
“พูดน้อยหน่อย ฟังเขามากหน่อย”เยียนเกอสิงกำชับ
ผมผงกหัวแรงๆ อีกครั้ง เพื่อให้เขามั่นใจว่าผมไม่ใช่คนปากพล่อย
ฉีเหมยเป็นคนสำคัญ อย่างผมที่เป็นชาวบ้านธรรมดามีโอกาสน้อยมากที่จะได้พูดคุยกับอีกฝ่ายในระยะใกล้ดังนั้นภาพประทับของผมต่อเขาเลือนรางมาก ก็แค่จากในข่าวทีวีของสถานีซานตงและสถานีจี่หนาน
“ผมคาดเดาแล้วว่าเขาต้องมายิ่งคาดเดาว่าเขาจะไม่มาก่อนหรือหลัง แต่จะมาปรากฏตัวในช่วงเวลาที่สถานการณ์กำลังพลิกผันจิ้งจอกเฒ่าก็เป็นอย่างนี้ ก่อนจะก้าวย่อมไม่ผลีผลามเด็ดขาด กลัวว่าจะย่ำพลาดลงไปในน้ำขุ่น”เยียนเกอสิงพึมพำกับตัวเอง
ผ่านไปราวห้านาทีประตูก็เปิดออกชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเงินเทา คลุมเสื้อโค้ตทับเดินอาดๆ เข้ามา เขามองซ้ายมองขวาสายตามาหยุดบนใบหน้าเยียนเกอสิง แล้วย้ายมาบนใบหน้าผม
ดวงตาเขาสดใจเจิดจ้า แววตาเปล่งประกายเปี่ยมด้วยพลัง ราวกับพอมองมาก็สามารถดึงความคิดของทุกคนเข้าไปในดวงตา
“เสียวเซี่ย ระงับความเศร้าดูแลตัวเองด้วย” เขายื่นมือให้ผม
ผมยื่นมือออกไป จับมือกับเขาแน่นเขย่ามือสองครั้ง ออกแรงแต่ไม่เสียมารยาท
“สวัสดีครับคุณฉี”เยียนเกอสิงพูดทักทายอยู่ข้างๆ
ฉีเหมยจึงหันไปจับมือกับเยียนเกอสิงท่ากระทำเหมาะเจาะมาก ทั้งไม่รีบเร่งและไม่เฉื่อยเนือย ทุกการกระทำเหมือนผ่านการวางแผนอย่างดี
“เสี่ยวเยียน ทุกท่านในครอบครัวทั้งคนรุ่นเดียวกันและรุ่นอาวุโสสบายดีไหม”เขาถาม
เยียนเกอสิงพยักหน้า “ทุกคนสบายดีครับขอบคุณที่คุณฉีถามถึง”
ฉีเหมยยิ้มแล้วพูดว่า“เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ สองปีก่อนไปเยี่ยมชมบริษัทด้านธุรกิจบันเทิงที่มีชื่อเสียงพร้อมกับพ่อเธอราวกับเพิ่งเมื่อวานนี้เอง ชั่วพริบตาผ่านไปสองปีแล้ว แปดร้อยกว่าวันเกือบพันวันแล้วบริษัทนั้นเข้าตลาดหุ้นแล้ว ส่วนฉันกับพ่อเธอต่างก็แก่แล้ว”
ผมตั้งใจฟัง ฉีเหมยเอ่ยถึงพ่อของเยียนเกอสิงเท่านั้นดูแล้วพ่อเขายังห่างไกลจากคนที่คนสกุลหันยกย่อง
“คุณฉีไม่แก่เลยครับหลายปีมานี้ทางเมืองหลวงมณฑลไม่ว่าใครที่รู้จักคุณฉีต่างนับถือพากันชูนิ้วโป้งให้” เยียนเกอสิงพูดอย่างนอบน้อม
ฉีเหมยหัวเราะร่า “ชมเกินไป ชมเกินไปเมืองหลวงมณฑลมีคนเก่งมากมาย ฉันฉีเหมยแค่อาศัยบารมีเพื่อนๆ เท่านั้นจึงพอมีตำแหน่งในวงราชการเลี้ยงปากท้องพูดถึงความสามารถแล้วยังห่างไกลจากพวกคุณสกุลเยียนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นหนุ่มอย่างคุณแต่ละคนล้วนเฉลียวฉลาดยอดเยี่ยม เราเทียบไม่ติดแล้วจริงๆ”
ขณะที่สองคนนี้พูดจาทักทายกันนั้นผมสังเกตเห็นว่าฉีเหมยคอยใช้หางตาชำเลืองมองผมตลอดเวลาเห็นได้ว่าเป้าหมายที่เขาเข้ามาไม่ใช่เยียนเกอสิงแต่เป็นผม
มีข้อมูลเกี่ยวกับฉีเหมยที่ผมเคยอ่านผุดขึ้นในสมองผมกล่าวโดยสรุปแล้ว ไสยเวทที่เขาสันทัดคือวิชาชี่กงและวิชาฝึกพลังจิตแวดวงเพื่อนฝูงที่เขาคบหาส่วนใหญ่เป็นคนในวงราชการ มีชาวบ้านทั่วไปน้อยมาก
“เสี่ยวเซี่ย พอฉันเห็นเธอก็ทำให้นึกถึงเรื่องหนึ่งเฮ้อ เรื่องในอดีตราวกับเมื่อวาน แต่คนก็จากไปแล้วหลายปีก่อนฉันเจอปู่เธอที่จัตุรัสเฉวียนเฉิง ตอนนั้นแกเริ่มสติเลอะเลือนแล้ว ฉันใช้พลังจิตช่วยให้แกมีสติกลับคืนมาชั่วคราวแกบอกฉันว่ากระจกวารีโหรเทพในตำนานหายไปแล้ว ในฐานะผู้สืบทอดของสกุลเซี่ยแกรู้สึกละอายต่อบรรพชน มีเพียงใช้ความตายเพื่อไถ่โทษ คนรุ่นเก่าในแวดวงไสยเวทของเมืองหลวงมณฑลต่างรู้เรื่องกระจกวารีโหรเทพหลายคนจึงหมายตาสิ่งนี้ เชื่อว่าถ้าหาของสิ่งนี้เจอ จะสามารถทำนายอนาคตควบคุมปัจจุบันและเปลี่ยนแปลงอดีตได้ แต่ไม่มีใครเคยเห็นของที่ว่าจริงๆฉันเชื่อว่าที่ปู่เธอพูดนั้นเป็นความจริง แต่ก็หวังว่าคำพูดดังกล่าวไม่เป็นความจริงบรรพชนชาวจีนของเรามีของวิเศษทางไสยเวทมากมายสืบทอดมาให้คนรุ่นหลังใช้เพื่อดูแลบ้านเมืองให้สงบต้านภัยจากข้าศึกภายนอกคุ้มครองรากฐานที่ดีเลิศของประชาชาติจีนที่สืบทอดมากว่าห้าพันปีแต่น่าเสียดายที่ลูกหลานไม่รักดี ของล้ำค่ามากมายถูกขายในราคาต่ำให้กับคนต่างชาติ มอบของให้คนอื่นกลับมาทำร้ายตนจนประชาชาติตกที่นั่งลำบากฉันอยู่กับฝ่ายรัฐบาลมักอ่านพบข้อมูลด้านนี้ยิ่งรู้สึกว่ารากฐานของชาวจีนเราถูกพวกลูกหลานอกตัญญูขุดทำลายไปมากที่ฉันมาก็เพื่อบอกเธอว่าอย่าเพ้อฝันอะไรกับกระจกวารีโหรเทพเลย นั่นเป็นแค่ความฝัน...”เขาพูดพลางถอนหายใจ
สีหน้าเยียนเกอสิงเปลี่ยนไป เขาจ้องตาผมทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด ดวงตาราวกับจะปะทุออกมา
ผมพยักหน้าอย่างสงบ “ขอบคุณที่คุณฉีอบรมครับผมเป็นชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น ไม่เคยได้ยินปู่เอ่ยถึงของสิ่งนี้เวลานี้ปู่จากไปแล้ว ผมฝังปู่แล้วก็จะกลับบ้านไปใช้ชีวิตตามปกติ จะไม่คิดเพ้อฝัน ครูสอนผมตั้งแต่เล็กแล้วว่าไม่มีปิ่งตกลงมาจากฟ้า[1]ผมเข้าใจดีครับ ชาวบ้านควรใช้ชีวิตอย่างชาวบ้าน คาดหวังสูงเกินไปก็ไม่มีประโยชน์”
ที่จริงผมตั้งใจไว้แล้วว่าไม่ว่าคนอื่นจะพูดอะไรผมจะยอมรับอย่างเงียบๆ ทำตัวอ่อนน้อม มีแต่ต้องทำอย่างนี้จึงจะไม่เผยพิรุธออกมา
“ดี เธอคิดได้อย่างนี้ฉันก็วางใจ”ฉีเหมยพยักหน้า แล้วตบไหล่ผมเบาๆ “ฉันยังต้องทำงาน คงไม่สามารถส่งท่านผู้เฒ่าเซี่ยด้วยตนเองแล้ววันหน้าติดต่อกันบ่อยหน่อย ลำบากอะไรก็มาหาฉันได้เลย”
ผมไม่ได้คาดหวังอะไรกับฉีเหมยเป็นพิเศษและไม่อยากประจบเอาใจเขา เพียงแต่ตอบตามมารยาทว่า“ขอบคุณคุณฉีที่อุตส่าห์หาเวลามาทั้งๆ ที่งานยุ่งครับ”
เยียนเกอสิงผายมือไปทางประตู “คุณฉีผมเดินไปส่งครับ”
ในใจเขาคงมีคำพูดมากมายที่อยากพูดกับฉีเหมยจึงรีบร้อนตามอีกฝ่ายออกไป เลิกใส่ใจผมอย่างสิ้นเชิง
ฉีเหมยยิ้ม แล้วเดินออกไปเยียนเกอสิงตามไปติดๆ
ผมมองไปที่ตู้หนังสือ อาศัยความจำเดินไปหยิบสมุดบันทึกเล่มที่เยียนเกอสิงเคยอ่านออกมาทันที
แถบบนปกสมุดบันทึกมีข้อความแถวหนึ่ง“บันทึกเรื่องประหลาดในฌาปนสถานจี่หนาน ฤดูร้อนปี 2013”กระดาษด้านในเริ่มเหลืองแล้ว มุมกระดาษถูกเปิดจนเป็นขุย
ผมนึกทบทวน จำได้ว่าเรื่องใหญ่ที่สุดในหน้าร้อนปี2013 คือฝนตกหนักมากทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ทั้งเมืองอย่างน่ากลัว
“เยียนเกอสิงสนใจสมุดบันทึกพวกนี้งั้นหรือหรือแค่ดูฆ่าเวลา” ผมคิด แล้วค่อยๆ เปิดสมุดบันทึก ดูตามความหนาบางของสมุดหาหน้าที่เยียนเกอสิงอ่านได้คร่าวๆ
ลายมือเขียนด้วยปากกาของผู้บันทึกดีเยี่ยมใช้ตัวหนังสือแบบสิงข่ายที่มาตรฐาน ตัวหนังสือสวยงาม ข้อความไหลลื่น อ่านง่าย
ต่อไปนี้เป็นข้อความส่วนหนึ่งในสมุดบันทึกน่าจะเป็นส่วนที่เยียนเกอสิงเพิ่งอ่าน...
“กระจกวารีโหรเทพคืออะไรครั้งแรกที่ได้ยินชื่อนี้รู้สึกแปลกใจมาก แต่ผมเชื่อว่าเรื่องราวทั้งหลายในโลกไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆไม่มีที่มาที่ไป น่าจะมีต้นตอที่ลึกลงไป ผมมีนิสัยโง่งม มักจะทำอะไรดึงดันปัญหาอะไรที่ไม่เข้าใจจะค้างคาใจตลอดเวลา ที่ผมบันทึกต่อจากนี้เป็นเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อฤดูร้อนปี2013 เรื่องราวแปลกมาก ผมทำได้เพียงบรรยายเรื่องนี้ตามความเป็นจริงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่แต่งเติมความเห็นส่วนตัวใดๆ หวังว่าคนถัดไปที่พลิกอ่านบันทึกนี้จะเปิดใจให้กว้าง ถือว่าเรื่องจบลงเท่านี้ บ่ายวันที่ 20 กรกฎา 2013 ผมไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตใต้ดินในใจกลางเมืองที่ถูกน้ำท่วมประสานกับตำรวจเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ติดอยู่ในนั้นออกมา ห่างจากช่วงที่เริ่มน้ำท่วมใหญ่สี่สิบแปดชั่วโมงแล้วผมวิตกว่าต่อให้หาเจอก็อาจเป็นศพที่จมน้ำเสียชีวิต ทางด้านฌาปนสถานเตรียมอุปกรณ์ฆ่าเชื้อถุงพลาสติกใบใหญ่และเปลเชือกสำหรับผู้เสียชีวิตมาด้วยเตรียมพร้อมเพื่อเคลื่อนย้ายศพออกไป เราเข้าไปทางปากทางเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตผ่านบริเวณจำหน่ายเครื่องสำอางและเหล้า น้ำยังไม่ลดลง ท่วมสูงถึงเอวเรามีขวดและกล่องกระดาษมากมายลอยตามน้ำ แต่ไม่มีคนหรือศพ ขณะที่เราผ่านเขตขายเหล้ามาถึงประตูของคลังเก็บสินค้าหมายเลขหนึ่งนั้นเห็นประตูเปิดออกครึ่งหนึ่ง มีเสียงเคาะท่อเพื่อขอความช่วยเหลือดังออกมา ทีมเราเก้าคนเข้าไปในคลังสินค้าทันทีเดินหาไปตามเสียง เห็นเด็กสาวคนหนึ่งนั่งยองๆ อยู่บนชั้นเหล็กเธอถือกุญแจคล้องสายยูไว้ในมือ เคาะท่อทำความร้อนอย่างอ่อนแรง เธอตะลึงเมื่อเห็นพวกเรามือคลายออก ทำให้กุญแจตกลงไปในน้ำ เราช่วยเธอ ถามเธอว่ายังมีคนอื่นติดอยู่ในนี้ไหมแต่เธอไม่สามารถพูดคุยกับเราตามปกติพูดเพียงประโยคเดียวว่ากระจกวารีโหรเทพอยู่ที่นั่นเราทั้งเก้าคนเพิ่งได้ยินชื่อนั้นครั้งแรก คิดว่าเป็นกระจกชนิดหนึ่งหรือเป็นชื่อของสินค้าจึงพูดปลอบโยนเธอ ประคองเธอออกไปข้างนอก คาดไม่ถึงว่าพอเราเดินมาถึงใจกลางซูเปอร์มาร์เก็ตจู่ๆ เธอก็ตะโกนออกมาราวกับคลุ้มคลั่งว่ากระจกวารีโหรเทพอยู่ที่นั่น...”
ผมอ่านรวดเดียวสามหน้าด้วยใจระทึก จนลืมเรื่องรอบข้างทั้งหมดรีบพลิกดูหน้าต่อไป ร้อนใจอยากรู้ว่าผู้บันทึกเรื่องประหลาดนี้ได้เห็นกระจกวารีโหรเทพที่แท้จริงหรือไม่
พออ่านถึงตรงนี้จู่ๆ ผมก็ได้กลิ่นแก่นจันทน์จางๆลอยมา ราวกับมีคนจุดไม้แก่นจันทน์ ใกล้ๆ ทางซ้ายของผม
ผมหายใจเข้าลึกๆ สายตาละจากสมุดบันทึกมองไปรอบๆ จึงพบว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ในห้องอบอวลไปด้วยหมอกควันควันแต่ละสายใหญ่เท่าตะเกียบ แม้จะมีจำนวนมากแต่อยู่ในแนวขวางและแนวดิ่งอย่างเป็นระเบียบถ้าหากเป็นสีแดงไม่ใช่สีเทาแบบนี้ ผมคงคิดว่าตัวเองอยู่ในห้องที่มีระบบเตือนภัยอินฟราเรดแล้ว
พอผมเห็นควันก็นึกถึงบทกลอนที่ถังหว่านและเยียนเกอสิงเคยท่อง“ธูปหนึ่งก้านคารวะเทพที่ด่านซานไห่ มองทะลุความเป็นความตายไร้เศร้าตลอดไป”
ในเมื่อมีการเผาไม้แก่นจันทน์ หญิงแห่งสกุลหันคนนั้นคงอยู่ไม่ไกล
[1] ปิ่งคืออาหารที่ทำจากแป้งคล้ายโรตีชาวจีนภาคเหนือนิยมกิน ความหมายของข้อความนี้คือไม่มีอะไรได้มาง่ายๆเหมือนสวรรค์ไม่ประทานปิ่งมาให้