อวี้จื่อลู่ ณ หมู่บ้านม่านหมอก

    ตอนที่ 42 ลางสังหรณ์

    ร่างบางที่กำลังนอนหลับใหล เริ่มกระสับกระส่าย คิ้วเรียวสวยได้รูปขมวดเข้าหากัน สองมือกำผ้าห่มแน่น เหงื่อผุดซึมขึ้นตามกรอบหน้า ทว่าดวงตาคู่สวยยังคงปิดสนิท ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น ก่อนสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างเหนื่อยหอบ มือไม้อ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรง

    เฮือกกกก!!

    ทำไมฝันมันชั่งน่าหวาดหวั่นใจเยี่ยงนี้ ไหนจะคำพูดทิ้งท้ายนั่นอีก อดกังวลไม่ได้จริง ๆ และอีกอย่างนางเองก็พยายามตามหาบุรุษผู้นั้นอยู่ตลอด แล้วคำพูดนั่นหมายถึงใครกันล่ะ เขาผู้นั้นอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม ในหัวสมองน้อย ๆ ตอนนี้เริ่มตีกันยุ่งเหยิงไปหมด ใครบ้างนะที่คอยวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ นางที่ไม่ใช่คนในครอบครัว ยิ่งคิดหาคำตอบก็ยิ่งรู้สึกอับจนหนทาง เพราะตอนนี้นางไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าเป็นผู้ใด แต่พอนึกถึงภาพในความฝัน หยาดน้ำใสคลอหน่วยเอ่อล้นจากนัยน์ตาคู่สวย ไหลนองอาบแก้มขาวเป็นทางยาว อวี้จื่อลู่สะอื้นไห้ตัวโยน ไหล่บางสั่นไหวไม่เป็นจังหวะ ภาพที่เห็นนั้นเหมือนดั่งคมมีดกรีดไปที่หัวใจ จนต้องยกมือบางกุมหน้าอกไว้เพื่อหวังเพียงว่ามันจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดนี้ได้สักนิดก็ยังดี สีหน้าทุกข์ระทมของนางบ่งบอกได้ดีว่าตอนนี้เจ็บปวดรวดร้าวแค่ไหน

    ดวงตากลมโตแดงช้ำทอดมองออกไปนอกบานหน้าต่าง หวังให้ความกลัดกลุ้ม ทรมานใจนี้ จางหายไปกับสายลมอ่อนที่พัดผ่าน แม้จะเป็นเพียงแค่ความฝัน ทว่าทุกสิ่งอย่างนั้นมันเกิดขึ้นจริง ไหนจะความรู้สึกที่ยังคั่งค้างอยู่ในจิตใจจนยากลืมเลือน นางได้แต่หวังว่ามันจะเป็นเพียงแค่ฝันหนึ่งตื่น ภาพในตอนนั้นยังติดตาอยู่เลย ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ตกหน้าผาพร้อมกับใครบางคนที่นางไม่เห็นหน้าตาของเขา แม้เบิกตามองสักเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผลเลย ทว่าความรู้สึกอบอุ่น อ่อนโยนและความรู้สึกปลอดภัย เมื่ออยู่ในอ้อมแขนแกร่งของบุรุษผู้นั้น มันตราตรึงราวกับเป็นเรื่องจริง

    ร่างหนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษดิ่งตัวลงหุบเหวลึกจากการตกลงมา ต่างโอบกอดกันแน่น ยามใกล้ตกถึงพื้นเบื้องล่างชายหนุ่มกลับพลิกตัวหญิงสาวขึ้นมาด้านบน เพื่อใช้ร่างของตนรับแรงกระแทกแทนนาง ในฝันนั้นนางพยายามดิ้นรนทุกวิถีทาง ให้หลุดออกจากอ้อมกอด แต่อีกฝ่ายกลับกอดนางแน่นมิให้หลุดจากวงแขนแกร่ง ดวงตาดำล้ำลึกมองอวี้จื่อลู่อย่างอ่อนโยน มุมปากประดับรอยยิ้ม

    ‘ข้ารักเจ้า แลรักมานานแล้ว หากชาตินี้มิอาจได้ครองคู่เคียงข้างเจ้า ไม่ว่าจะภพไหนข้าจักตามหาเจ้าและขอครองคู่กับเจ้าแต่เพียงผู้เดียวตลอดไป’

    ดูเถิดแม้แต่คำบอกคำหวานหูในตอนนั้น มิได้ทำให้นางดีใจเลยสักนิด เพราะใจนางหวาดกลัว กลัวการสูญเสีย กลัวว่าจะเสียเขาไปจริง ๆ มันเจ็บจนในอกร้าวรานไปหมด

    วันนี้ทั้งวันกลายเป็นว่าอวี้จื่อลู่มีอาการเซื่องซึม ไร้ชีวิตชีวา หน้าตาเศร้าหมองแทบจะไม่พูดจากับผู้ใด แม้แต่ข้าวนางก็ไม่มีความรู้สึกอยากสักนิด แม้แต่เนี่ยนเจินเองที่เข้ามาเจอ ก็ยังแปลกใจว่าคุณหนูของตนนั้นเป็นอะไร ไหนจะดวงตาคู่สวยบวมช้ำผ่านการร้องไห้อย่างหนัก นัยน์ตาดอกท้อบัดนี้กลับซุกซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้

    เนี่ยนเจินเห็นแล้วรู้สึกสะเทือนใจเหลือเกิน เงยหน้ามองนายสาวด้วยแววตาเป็นห่วง กังวล “คุณหนูเจ้าขา เกิดอะไรขึ้นกับคุณหนูกันแน่เจ้าคะ สามารถระบายกับบ่าวได้เลย บ่าวจะนั่งอยู่เงียบ ๆ เหมือนมิได้อยู่ในห้องนี้”

    “อย่ามองข้าด้วยสายตาแบบนั้น เนี่ยนเจิน” นางพูดขึ้นเสียงแหบพร่า พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น เมื่อเห็นแววตาของใครบางคนโผล่ออกมาทับซ้อนของสาวใช้ตรงหน้า อวี้จื่อลู่ลำคอตีบตัน พยายามสะกดความรู้สึกแสบร้อนที่ผุดขึ้นมาในดวงตา

    “เจ้าค่ะ แต่บ่าวมีสิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกให้คุณหนูรู้ไว้ว่า นับต่อแต่นี้ไปหรืออนาคตภายภาคหน้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เนี่ยนเจินผู้นี้จะไม่มีวันทอดทิ้งคุณหนูแน่นอนเจ้าค่ะ และต่อให้คนทั้งโลกต่างหันหลังให้ แต่ข้าบ่าวผู้ซื่อสัตย์จะขอยืนหยัดเคียงข้าง หรือต่อให้ต้องใช้ชีวิตของบ่าวโง่ ๆ คนนี้แลกมันมาก็ตาม บ่าวก็เต็มใจ โดยมิคิดเสียใจต่อสิ่งที่ได้ตัดสินใจกระทำลงไป ทุกย่างก้าวของคุณหนูจะมีเนี่ยนเจินสตรีต่ำต้อยนางนี้ คอยระวังภัยและดูแลไม่ห่างกายตราบจนสิ้นลม” เนี่ยนเจินเองไม่ต่างจากนายสาวของตนเท่าไหร่ ใบหน้าเรียวเล็กเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำใส รินรดอาบสองแก้มเนียน

    “ฮึก ฮือ นะ...เนี่ยนเจิน” อวี้จื่อลู่โผตัวเข้ากอดอีกฝ่ายแน่น ทั้งยังร้องไห้โฮสะอึกสะอื้นไม่หยุด จนคนโดนกอดนิ่งแข็งทำตัวไม่ถูก จะปลอบก็มิรู้ว่าจะต้องปลอบเช่นไร เมื่อไม่รู้ต้นสายปลายเหตุที่แท้จริงของเรื่อง จึงปล่อยเลยตามเลย นั่งนิ่งให้อีกฝ่ายกอด หากได้ระบายออกมาสักหน่อย อีกไม่นานคุณหนูคงจะดีขึ้น

    ผ่านไปสองก้านธูป เนียนเจินยังคงนั่งนิ่งอยูที่เดิม ในขณะที่นางกำลังเอ่ยเรียกนายสาว พบว่าอีกฝ่ายหลับคาอกนางไปเสียแล้ว ทั้งยังนั่งหลับเอาเสียดื้อ ๆ เลยพยุงพาขึ้นไปนอนบนเตียงอย่างทุลักทุเล พลางยืนมองสำรวจความเรียบร้อยอยู่ข้าง ๆ พบว่าตาที่บวมช้ำอยู่ก่อนแล้วกลับช้ำบวมเบ่งยิ่งกว่าเก่า มีบ้างที่หลุดสะอื้นเล็กน้อย

    เนียนเจินสาวเท้าเข้าไปหา จัดท่าทางการนอนใหม่ เพื่อให้อีกฝ่ายได้นอนดี ๆ เวลาตื่นขึ้นมาจะได้ไม่ขบเมื่อยตัว แล้วหยิบยกผ้าห่มขึ้นมาห่มให้นายสาวอย่างเบามือ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างไม่มีอะไรแล้ว หมุนตัวเดินกลับออกไปจากห้อง ให้อวี้จื่อลู่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ส่วนสาวใช้เช่นนางจะออกไปรอด้านนอกนอกแทน หากคนด้านในตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน เนี่ยนเจินยังคงสะอื้นไห้อยู่หน้าห้อง จนเวลาล่วงผ่านไปครึ่งชั่วยามนางถึงจะหยุดร้องไห้ ดวงตาบวมเบ่งไม่ต่างจากอวี้จื่อลู่ ที่ตอนนี้ยังคงนอนหลับใหลอยู่ในห้อง

     

    ทางด้านลู่เยวี่ยนที่ท้องแก่ใกล้คลอด นั่งพะวักพะวน ผ่านไปครึ่งวันแล้วแต่กลับไม่เจอหน้าบุตรสาวเลย แม้กระทั่งกินมื้อเช้าก็ไม่เห็น ไหนจะสาวใช้ข้างกายอีกหายลับไปทั้งคู่ มันผิดวิสัยมากเกินไป เพราะทั้งสองไม่เคยหายไปพร้อมกันแบบนี้ หากไปเดินเที่ยวเล่นในเมืองลู่เอ๋อร์มักจะให้คนมาแจ้งก่อนเสมอ ทว่ายามนึกถึงหน้าบุตรสาว ดันมีภาพนางกำลังตกหน้าผาโผล่แวบออกมา ก็เผลอทำแจกันในมือหล่นแตกใจพลันกระตุก คิดไปต่าง ๆ นานา มือไม้สั่นอย่างมิอาจควบคุมได้ หรือว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับนางกัน ด้วยความร้อนใจจึงหุนหันพลันแล่นออกไปจนแทบจะกลายเป็นวิ่ง ดีที่กู้หลงซานมาเจอเข้าเสียก่อน

    “น้องหญิง หยุด!! นั่นเจ้าจะไปไหน”

    “น้องจะไปหาลูกเจ้าค่ะ”

    “ลู่เอ๋อร์รึ?” กู้หลงซานเลิกคิ้วสงสัย ไยต้องเร่งรีบถึงเพียงนี้

    “เจ้าค่ะ”

    “จะไปหานางทำไมกัน ไยต้องรีบร้อนเช่นนั้นเล่า ลืมไปแล้วหรือว่าตอนนี้เจ้ากำลังตั้งครรภ์อยู่ หาได้ตัวคนเดียวดั่งเช่นกาลก่อน”

    “ตะ...แต่ ท่านพี่”

    “น้องหญิง!!”

    “ขออภัยท่านพี่ เป็นน้องที่ร้อนใจไปหน่อย” เมื่อได้ยินสามีเอ่ยเตือนก็พลันได้สติขึ้นมา แม่ขอโทษนะลูกรัก แม่เพียงแค่เป็นห่วงแลกังวลเรื่องพี่สาวเจ้าไปหน่อย มือเรียวขาวลูบท้องไปมาอย่างปลอบโยนลูกน้อยในท้อง

    “มีสิ่งใดร้ายแรงเกิดขึ้นเช่นนั้นรึ จึงทำให้เจ้าร้อนรนถึงเพียงนี้”

    “น้อง...น้องแค่รู้สึกไม่ดี จู่ ๆ น้องก็เห็นภาพลู่เอ๋อร์ได้รับบาดเจ็บแล้วตกลงไปที่หน้าผา ฮึก... ใจน้องมันหน่วง ๆ อย่างไรก็ไม่รู้ น้องกลัวจะต้องเสียลูก ภาพที่เห็นมันชัดเจนเกินไป ฮือ... อีกทั้งตั้งแต่เช้ามาใจน้องวูบโหวง ความรู้สึกเหมือนบางสิ่งที่รักมาก ๆ กำลังจะหายไป ท่านพี่อาจจะมองว่าน้องคิดมากหรือกังวลไปเอง แต่ว่าพอคิดถึงลู่เอ๋อร์ทีไร...ฮึก ฮือ ฮือ” เสียงสะอื้นยังคงอยู่ ร่างบางสั่นระริกขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ สีหน้าแลดูกระวนกระวายราวกับนั่งอยู่บนกองไฟ ลู่เยวี่ยนร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับหัวใจถูกใครสักคนบดขยี้ไม่มีชิ้นดี เจ็บปวดร้าวรานจนแทบหายใจไม่ออก

    กู้หลงซานหัวใจกระตุกวาบพร้อมกับความหวาดกลัวที่แล่นพรูขึ้นมา ยามเห็นท่าทางของภรรยา ในดวงตาของเขาฉายแววความเจ็บปวดอย่างลึกซึ้ง

    “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ลูกเราแข็งแกร่งขนาดนั้น ผู้ใดมันจะกล้าทำอะไรลู่เอ๋อร์ อีกทั้งลูกยังอยู่กับเราที่นี่ เจ้าทำใจให้สบายเสีย ยังมีเจ้าซาลาเปาอยู่ในท้องเจ้าอีกคนนะ” มือแกร่งดึงร่างบางตรงหน้าเข้ามากอด พยายามปลอบประโลมด้วยความอ่อนโยน “หากเจ้ายังมิวางใจ เราจะไปหาลูกตอนนี้เลยละกัน”

    “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพี่”