บทที่ 37
บิดา
ในเมืองเฟิงเฉินมีการต้อนรับอย่างใหญ่โต
แน่นอนว่าผู้คนมากมายมองเห็นท่านแม่ทัพใหญ่เจียงกับตาของตนเอง
ชื่อเสียงของแม่ทัพใหญ่เจียงเฉินมีคนรู้จักมากมาย
โดยเฉพาะคนที่เกิดในครอบครัวที่ยากจน
พวกเขามองแม่ทัพใหญ่เจียงเฉินเป็นแบบอย่างเลยก็ว่าได้
บุรุษที่ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่สิบปี ก็สามารถก้าวมาเป็นแม่ทัพผู้ไร้พ่ายได้
ด้วยชื่อเสียงที่มากมายเช่นนี้มีผู้ใดบ้างที่จะไม่เคารพยกย่อง
เพราะแบบนั้นหลังจากที่ได้พบเห็นแม่ทัพเจียงที่อยู่ในช่วงวัยกลางคน ผู้คนเองก็ชื่นชมความสง่างามบนหลังม้าของแม่ทัพวัยกลางคนผู้นี้
ภายในเมืองจัดงานเฉลิมฉลองอย่างใหญ่โต
พวกเขารู้ว่าแม่ทัพเจียงเดินทางไปที่ชายแดนมาเป็นเวลานานแล้ว
ในครั้งนี้เดินทางกลับมาที่เมือง ในเมืองเลยครึกครื้นขึ้นมาทันที
การที่มีแม่ทัพใหญ่ผู้นี้อยู่ภายในเมือง มันไม่ได้เป็นเพียงแค่การที่มีผู้นำของเมืองกลับมาเท่านั้น
แต่ว่าด้วยชื่อเสียงแล้วก็พลังของกองทัพที่อยู่ภายใต้การควบคุมของท่านแม่ทัพใหญ่
มันเองทำให้สถานการณ์ภายในเมืองแห่งนี้มั่นคงขึ้น
ก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นมากมาย เริ่มแรกก็เป็นที่หมู่บ้านที่โดนสังหารทั้งหมู่บ้าน และก็ยังมีเรื่องของคุณชายตระกูลจางที่โดนวิญญาณร้ายเล่นงาน
แม้ว่าทางจวนแม่ทัพใหญ่จะป่าวประกาศออกมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าขอเพียงให้อยู่ในเมืองไม่มีอะไรที่จำเป็นจะต้องกังวล
แต่ถึงกระนั้นผู้คนเองก็ยังอดที่จะหวาดกลัวไม่ได้
แต่ว่าหลังจากที่พบเห็นท่านแม่ทัพใหญ่กลับมาที่เมือง ภายในใจของเหล่าผู้คนก็รู้สึกสงบลงมากขึ้นไปอีกระดับ
เลยทำให้ภายในเมืองนั้นมีงานเฉลิมฉลองถูกจัดอย่างใหญ่โตโดยที่ไม่ได้นัดหมาย
ดูเหมือนว่าผู้คนภายในเมืองจะชื่นชอบแม่ทัพใหญ่ผู้นี้เป็นอย่างมาก
แน่นอนว่าต้องเป็นเช่นนั้น แม่ทัพใหญ่เจียงได้เป็นคนก่อตั้งเมืองแห่งนี้ขึ้นมา
การที่มีเมืองศูนย์กลางของดินแดนรกร้างทางเหนือ มันทำให้ทุกอย่างนั้นดูเจริญรุ่งเรืองไปหมด
แถมทางจวนแม่ทัพที่เป็นคนดูแลเมืองแห่งนี้ ก็คอยพัฒนาเมืองอย่างต่อเนื่อง ต้องรู้ก่อนว่าก่อนที่ท่านแม่ทัพใหญ่จะเดินทางมาถึงประชากรภายในเมืองนั้นมีน้อยเป็นอย่างมาก
ไม่เพียงเท่านั้นภายในเมืองแห่งนี้ยังไม่ได้มีทุกอย่างที่เจริญรุ่งเรืองอย่างเช่นตอนนี้
แม้ว่าจะไม่ได้เจริญรุ่งเรืองเทียบเท่ากับเมืองหลวงของราชวงศ์ต้าเฉิน แต่ว่าสถานที่แห่งนี้ก็เจริญกว่าว่าหลายปีก่อนเป็นอย่างมาก
เพราะแบบนั้นแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ไม่เพียงแค่เป็นขุนพลที่ไร้พ่าย แต่ก็ยังเป็นเจ้าเมืองที่ผู้คนชื่นชมด้วยเช่นเดียวกัน
…
ในตอนนี้ภายในสวนส่วนในของจวนแม่ทัพ
มีเพียงแค่บุรุษหนุ่มและชายวัยกลางคนที่กำลังเดินเคียงคู่กันเท่านั้น
ทางเดินที่ยาวเหยียดมีดอกไม้ที่ถูกปลุกเอาไว้ข้างทาง มีต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นอย่างสง่างาม กลิ่นของธรรมชาตินั้นทำให้ทั่วทั้งบริเวณเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น
ชายวัยกลางคนและบุรุษหนุ่มย่อมเป็น เจียงเฉินและเจียงเฟิง สองพ่อลูกกลับมาพบกันเดินอยู่ภายในสวนด้วยความเงียบงัน
ต่างฝ่ายต่างเดินไปด้านหน้าโดยที่ยังไม่มีผู้ใดเปิดปากพูดออกมาก่อน
เจียงเฟิงหันไปมองบิดาของตนเอง ใบหน้าของบิดาของเขาเปลี่ยนจากชายหนุ่มในวันนั้นมาเป็นชายวัยกลางคนแล้ว
อีกฝ่ายยังคงมีรอยยิ้มที่อ่อนโยนเช่นเดิม บุคลิกท่าทางดูองอาจมากขึ้นกว่าวัยฉกรรจ์
นี่คงจะเป็นสิ่งที่ผู้คนพูดว่าคนบางคนยิ่งแก่ตัวยิ่งดูมีภูมิฐานยิ่งสง่างาม บิดาของเขาเองก็เป็นเช่นนั้น
แต่ว่าใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มมันอ่อนโยนของบิดา เจียงเฟิงรู้ดีว่ามันเป็นเพราะว่าอีกฝ่ายนั้นอยู่กับเขา
ถ้าเกิดว่าอยู่กับผู้อื่นบิดาของเขาเองแทบจะไม่ได้แสดงรอยยิ้มเลย
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเจียงเฟิงแม้ว่าจะเป็นคุณชายเจ้าสำราญแต่เขาเองก็รู้ดีว่า บิดาของเขาในฐานะแม่ทัพที่ไร้พ่าย ในสายตาของพวกเทพเซียนที่อยู่บนสำนักบนภูเขาแล้ว เขาเองก็เป็นเพียงแค่คนที่มีชื่อเสียงเพียงเล็กน้อย
ถ้าเกิดว่าไม่เป็นเช่นนั้นก็ไม่มีทางที่ทางบ้านของมารดาของเขา จะไม่ยอมรับตัวของบิดาของเขา แล้วก็ได้พามารดาของเขาจากไปหรอก
แม้ว่าบิดาของเขาจะเป็นผู้ฝึกยุทธที่ตอนนั้นก็อยู่ในขอบเขตห้าแล้วก็ตาม
เรียกได้ว่าชื่อเสียงของแม่ทัพที่ไร้พ่ายอยู่ในสายตาของตระกูลเซียนของ มารดาของเขามันไม่มีความหมายเลยแม้แต่น้อย
เจียงเฟิงย่อมรู้สึกไม่พึงพอใจอยู่ภายในใจของตนเอง
แน่นอนตระกูลที่มารดาของเขาอยู่หรือแม้กระทั่งสำนักเซียนที่ตระกูลนั้นอยู่ ทุกอย่างล้วนแล้วไม่ยอมรับพวกเขาสองพ่อลูก
คนพวกนั้นมองว่าพวกเขานั้นเป็นเพียงแค่คนธรรมดาทั่วไป ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปภายในตระกูลหรือแม้กระทั่งสำนัก
ยิ่งฐานะของบิดาของเขาไม่ได้มีรากฐานจากตระกูลเซียน เป็นเพียงแค่บุรุษธรรมดาผู้หนึ่งที่เติบโตมาโดยที่ใช้ดาบของตนเองและชื่อเสียงแล้วก็ฐานะขึ้นมาจากจุดที่ต่ำสุด
เจียงเฟิงที่กำลังเดินอยู่อยู่ๆก็ปล่อยแววตาเย็นชาออกมา ไม่ยอมรับพวกเราสองพ่อลูกแล้วอย่างไร ในอดีตเป็นเช่นไรไม่ใช่ว่าในอนาคตก็ต้องเป็นเช่นนั้น ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ มหามรรคคายาวไกลเส้นทางด้านหน้าแน่นอนว่าไม่มีผู้ใดสามารถกำหนดหรือว่าคาดเดาได้
ดูเหมือนว่าจะสัมผัสถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนไปของบุตรชายได้ เจียงเฉินหันมามองบุตรชายของตนเอง
สุดท้ายแล้วเจียงเฉินก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วก็เอ่ยขึ้น “เป็นอย่างไรบ้าง ลำบากหรือไม่”
น้ำเสียงของบิดาไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
เจียงเฟิงที่เดินอยู่ส่งเสียงอืมรับในลำคอแล้วเริ่มพูด “มีเรื่องมากมายเกิดขึ้น”
“แต่ก็อดทนผ่านมาได้”
“สุดท้ายแล้วก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ไม่เลว”
“ดีกว่าเมื่อก่อนที่ทั่วทั้งกายเต็มไปด้วยกลิ่นแป้งของสตรี”
เจียงเฉินได้ยินเช่นนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะ “ดูเหมือนว่าท่านผู้นั้นจะไม่ได้โกหก”
“บอกว่าถ้าเกิดว่าเจ้าจะกลับมาเจ้าต้องเปลี่ยนไปเป็นคนละคนอย่างแน่นอน”
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะโตขึ้น แต่อย่างไรเจ้าเองก็ยังคงเป็นลูกของพ่อในสายตาของพ่ออยู่ดี”
ในสายตาของคนอื่นเจียงเฟิงในตอนนี้เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนแตกต่างกันเป็นคนละคน
ไม่ว่าจะเป็นความสงบนิ่งอารมณ์ที่สามารถควบคุมได้ หรือแม้กระทั่งท่าทางต่างๆที่แสดงออกมา
แต่ในสายตาของเจียงเฉินคนผู้นี้ก็ยังเป็นบุตรชายของตนเอง เพียงแค่อีกฝ่ายเติบโตขึ้นเท่านั้น
เจียงเฟิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ บิดาของเขาก็ยังคงเป็นบิดาของเขา
แม้ว่าบิดาของเขาจะเป็นแม่ทัพผู้เคร่งขรึม แม้ว่าจะโหดร้ายกับผู้อื่นมากขนาดไหนแต่กับลูกชายของตนเอง บิดาของเขาเองก็ยังคงอ่อนโยนแบบนี้อยู่เสมอ
อาจจะเป็นเพราะว่าในตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนเหลือเพียงแค่พวกเขาทั้งสองเท่านั้นที่เป็นครอบครัวกัน
เจียงเฉินและมารดาจากไปไว ในขณะที่ก่อนที่ตนเองจะอายุสิบห้าท่านปู่แล้วก็ท่านย่าของตนเองที่ดูแลตนเองมาตลอดก็ได้ตายจากไปด้วยเช่นเดียวกัน
หลังจากนั้นเขาก็ไม่มีครอบครัวมาโดยตลอด
จนกระทั่งพบเจอกับสตรีผู้นั้นแล้วก็ตกหลุมรัก เจียงเฉินอยากจะมีครอบครัวที่อบอุ่นมาโดยตลอด
และแล้วตัวของเขาเองก็มีลูกมีสตรีที่ตนเองรัก แต่แล้วสตรีคนนึงที่เขารักก็จากไปตอนนี้ก็เลยเหลือเพียงแค่บุตรชายเพียงคนเดียว
บุตรชายเป็นเพียงครอบครัวของเขาเพียงคนเดียว ในขณะเดียวกันเจียงเฉินเองก็เป็นครอบครัวเพียงคนเดียวของเจียงเฟิงเช่นเดียวกัน
ส่วนคนภายในตระกูลของบิดาอย่างนั้นหรือ
เหอะ! นั่นเองก็เป็นเพียงแค่ญาติของบิดาของเขา ที่ในตอนที่บิดาของเขาตกยากแล้วต้องไปเป็นทหารภายในกองทัพ คนพวกนั้นไม่เหลียวแลบิดาของเขาเลยแม้แต่น้อย
แล้วเมื่อบิดาของเขานั้นได้ตำแหน่งใหญ่โต อีกฝ่ายก็เป็นพวกแมลงที่มาเกาะหากินอยู่กับบิดาของเขา เพราะแบบบนั้นคนพวกนั้นไม่ใช่ครอบครัวของเขาแม้แต่น้อย