เช้าวันเสาร์ถึงกำหนดครูคนใหม่มาสอนเปียโนบุตรีคนเล็กของท่านรัฐมนตรีไพฑูรย์กับคุณหญิงสดศรีมนัสเนตร ลูกชายเ้าของบ้านเล็งจากหน้าต่างห้องนอนมุมตึกชั้นบน สักพักแม่บ้านเดินนำครูดนตรีมาจากระเบียงเลียบข้างตัวตึก แลลอดกิ่งก้านช่อใบลงมาหญิงสาวเดินไปตามทางปูหินกรวดแล้วหายเข้าในเรือนไม้
เมื่อเข้าภายในกระท่อมน้อยกลางสวนคุณครูจึงทราบว่าเปียโนถูกย้ายจากโถงด้านหน้ามาตั้งที่นี่เพื่อปรับเป็ห้องเรียนดนตรี แม่บ้านใหญ่บอกว่าเพราะคุณหนูเธอ้าความเป็ส่วนตัว ให้ครูรออยู่ที่นี่ คุณหนูจะลงมาเมื่อพร้อม คุณแม่บ้านขรึมเคร่งไปแล้ว รัมภาเพียงพิศคล้ายเพิ่งตื่นจากฝันและพบว่าตัวเองอยู่ในคอทเทจจุ๋มจิ๋มน่าเอ็นดูกลางอิงลิชการ์เดนแสนสวยจริง ๆ เธอพอจะรู้เพราะที่บ้านมีหนังสืองานออกแบบสวนของท่านปู่สั่งจากต่างประเทศดีๆ ทั้งนั้น สมบัติในห้องหนังสือยังอยู่ครบไม่โหรงตาอย่างห้องอื่น
เธอย่างเท้ายังของรักของแม่ เปียโนทรงตู้ยุควิกตอเรียทำจากไม้โรสวูดยี่ห้อสไตน์เวย์ตั้งอยู่ริมหน้าต่างเคียงภาพดอกไม้หลากสีนานาพรรณภายนอก ยกฝาครอบคีย์บอร์ดจิ้มนิ้วลงคีย์สีขาวแล้วเสียงสูงกังวานใสขึ้น เธอหัดเล่นครั้งแรกกับเปียโนหลังนี้และมีแม่เป็ครูคนเดียวมาโดยตลอด ถ่ายทอดวิชาซึ่งได้รับการวางรากฐานถูกแบบแผนอย่างดีจากครูสตรีชาวต่างชาติ แม่รักเปียโนจึงหมั่นฝึกจนช่ำชองเลยขั้นพอไว้เป็คุณสมบัติประดับสตรีชั้นสูง แม่เป็ครูที่เก่งโดยไม่รู้ตัว แต่เกือบตลอดชีวิตของแม่บริบูรณ์พูนสุขเกินกว่าจะนึกถึงดนตรีในฐานะเครื่องทำมาหากิน เธอเล่นสู้แม่ไม่ได้แต่เพียงพอจะสอนเด็ก 12 ขวบที่เพิ่งหัดเล่นไม่นาน
ฝาครอบถูกปิดลง...เปียโนไม่ใช่ของเราแล้วไม่เหมาะจะเล่นโดยพลการตอนเ้าของไม่อยู่ และตอนนี้ครูดนตรีเริ่มสงสัย ‘คุณหนูจะลงมาเมื่อพร้อม’ นั่นคือเมื่อไหร่ เข็มนาฬิกาข้อมือชี้ว่าเลยเก้าโมงมายี่สิบนาทีแล้ว
เธอมองไปนอกหน้าต่าง ยามสายไม้ดอก-ไม้พุ่ม-ไม้ใบในสวนเปล่งความสดชื่นเบิกบานเต็มที่ สวนบ้านเธอไม่ได้ออกแบบมีชื่อตามสไตล์ไหน เธอเรียกของเธอเองว่าสวน ‘ตามใจท่าน’ คือตามแต่ท่านปรุงคนสวนจะปลูก เธอได้พันธุ์ไม้มาส่งถึงมือ แกเอาลงดินปลูกขึ้นงามทั้งนั้น เพราะอยู่กันมานานต้นไม้ใหญ่ค่อนข้างหนาตา แค่ดูแลไม่ให้รกเป็ที่ซุกงูเงี้ยวเขี้ยวขอ อิงลิช การ์เดนของบ้านมนัสเนตรต้องใช้มืออาชีพเฉพาะด้านจัดมาแต่ต้นและอาศัยคนดูแลมาก สวนวังอักขระกานต์ก็เช่นกันแต่เป็แบบ...
เสียงคล้ายล้อเลื่อนบดพื้นแซมขึ้นมาระหว่างทอดตาชมช่อวิสทีเรียสีม่วงคราม เสียงดังใกล้เข้าเรื่อย ๆ เธอหันกลับชั่วอึดใจมีรถเข็นผู้ป่วยเลี้ยวเข้าประตูมาช้าๆ บนรถเป็เด็กหญิงหลังงอดูไร้เรี่ยวแรงมีผ้าคลุมขา
ไม่มีใครแจ้งเธอเลย คุณหนูเฟื่องระย้าขาพิการเดินไม่ได้ !
ครูคนใหม่เข้าใจทันทีถึงการเข้าห้องเรียนสายเกือบครึ่งชั่วโมง เด็กหญิงคงไม่ค่อยได้ออกไปเจอโลกภายนอกและรวบรวมความกล้าที่จะพบครูแปลกหน้า ความเห็นอกเห็นใจหลั่งรินปรับสีหน้าประหลาดใจเป็รอยยิ้มทักทาย
“พี่แป๋วไม่ต้องอยู่เฝ้าหรอกค่ะ เฟื่องอยู่ได้”
เสียงเล็กน่ารักกล่าวกับคนเข็นรถ หญิงพี่เลี้ยงพรวดออกประตูทันทีที่จบคำ ครูคนใหม่ก้าวไปจับที่เข็นแทน “ไปตรงเปียโนกันนะคะ” นักเรียนพยักหน้าเบา ๆ เธอเคลื่อนรถไปหยุดข้างเก้าอี้หน้าเปียโน ลงนั่งระดับศีรษะสูงใกล้เคียงคนบนรถเข็นแล้วจึงเอ่ย “ครูชื่อเพียงพิศนะคะ คุณหนูพร้อมแล้วเรามาเริ่มกัน” ดวงตาเซื่องสลดชำเลืองคันเหยียบใต้แป้นเปียโน ครูเข้าใจความหมายรีบแจงเสียงนุ่มนวล “คันเหยียบสามอันนั้นมีไว้เพิ่มลูกเล่นเสียง ไม่ต้องใช้ก็ได้ค่ะ”
“นิ้วหนูไม่ค่อยมีแรง”
“ดีดเปียโนช่วยบริหารกล้ามเนื้อนิ้วมือได้นะคะ”
คุณหนูก้มหน้ามองกำมือที่ซ่อนนิ้วกดบนตัก แรงสงสารบีบใจครูอ่อนยวบ “ถ้ายังไงเรียนสองชั่วโมงไม่ไหว ลดเวลาเหลือหนึ่งชั่วโมงก่อน ครูจะเรียนคุณหญิงให้ มือเริ่มแข็งแรงขึ้นเมื่อไหร่ค่อยกลับมาสองชั่วโมงตามเดิม”
แววตาเด็กหญิงฉายประกายแวบหนึ่ง รัมภาเพียงพิศเฉลียวใจตงิดๆ
“หนูเรียนไม่ไหวจริงๆ คุณครูบอกคุณแม่ให้หน่อยว่าหนูเรียนไม่ได้”
ครูใหม่ยิ้มอย่างใจดีที่สุด น้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นอีก “คุณหนูขอให้ครูไปยกเลิกการสอนกับคุณหญิง ใช่ไหมคะ”
“แต่คุณครูอย่าบอกนะคะว่าเพราะหนูพิการ คุณแม่จะเสียใจ” เสียงละห้อยขอร้องแ่เบาขัดกับดวงตาวาววาบปิดไม่มิด
คราวนี้ชัด เธอรู้จักแววตาคล้ายแบบนี้ดี ภาพคุณหนูเฟื่องระย้าเมื่อแรกเห็นนั่น...
สองมือยื่นไปจับมือเล็กกว่า ค่อย ๆ คลายนิ้วที่กำออกบีบเบา ๆ อย่างจะปลอบใจ
“กล้ามเนื้อแข็งแรงดีนะคะ”
มือเล็กชักกลับทันที แรงเยอะไม่ใช่ย่อย เธอตวัดผ้าคลุมออกจู่โจมจับเข่า-ขา-เท้า
กระดูกไม่ผิดรูปผิดส่วน
ร่างเล็กดิ้นแต่ตัวรถเข็นแคบช่วยล็อกให้ขยับหนีไม่ถนัด เธอย้อนขึ้นกุมเข่า อีกมือยึดข้อเท้ายืดจากที่พักเท้าก่อนยกขึ้นยกลง
ข้อต่อใช้งานได้
จับสะโพกเป็จุดต่อไปและอ้อมไปรูดกระดูกสันหลังตามยาว
แนวกระดูกปกติ
เวลานิดเดียวจับดูลวกๆ แต่เธอแน่ใจ
“คุณหนูเฟื่องระย้ามนัสเนตร ลุกขึ้นมาได้แล้วค่ะ”
“เธอทำอะไรน้องฉัน!” เสียงห้าวตวาดลั่นห้อง
“พี่ทัศน์” เด็กหญิงร้องสวน
เ้าของเสียงเดินลงเท้าตึงๆ มาจากประตู เขามาพอดีเห็นครูใหม่ประชิดจับเนื้อตัวน้อง ไม่พอใจอย่างยิ่งที่หล่อนถือวิสาสะเช่นนั้น ตาปราดทั่วห้อง
“แป๋วไปไหน !”
รัมภาเพียงพิศยืดตัวขึ้น มิน่า...ตอนพี่เลี้ยงออกไปทำหน้าดีใจ นึกว่าเพราะได้พักจากการดูแลคุณหนูพิการ ที่แท้โล่งอกที่ไม่ต้องอยู่ หากความแตกก็พ้นข้อหาสมรู้ร่วมคิดหลอกครู
พี่ชายพุ่งเข้าประจันหน้าขณะสายตาครูยังจับแน่วที่นักเรียน
“เด็กหญิงเฟื่องระย้า ลุกขึ้นมาค่ะ” เธอยืนยันคำเดิม
ชายที่เพิ่งเข้ามายิ่งฉิว อีกฝ่ายทำไม่แลราวกับเขาไม่ได้ยืนเอาเื่อยู่ตรงนี้ กวน ! เป็ผู้ชายเขาชกละ หากแต่ครูคนใหม่ยังไม่สะทกสะท้าน เขาชักเอะใจ มีบางอย่างทะแม่ง ๆ น้องสาวอยู่นิ่งกับที่ผิดนิสัย ครั้นโทสะคลายลงจึงเห็นถนัด
เ้าเฟื่องไม่ได้นั่งบนเก้าอี้ แต่เป็รถเข็น...
กระจ่างทันตา เขาแทบจะตบหน้าผากตัวเอง เ้าเปี๊ยกเอาอีกแล้ว !
คุณหนูเฟื่องระย้าลุกยืนตรงแหน่วผลักรถเข็นล้อหมุนติ้ว พี่ชายตามคว้ามันหยุดก่อนกระแทกผนังปึงปัง จากนั้นมายืนเคียงสองมือกุมบ่าน้องไว้
นั่น ! ให้ท้ายกันแบบนี้
ท่าทางคนพี่จะอ่านสายตาครูออกรีบโน้มลงข้างหูน้อง อ้อมแอ้มบอกแก้ขวย
“เราทำไม่ถูกนะรู้มั้ย ต้องขอโทษคุณครู”
เด็กหญิงหน้าตูมทันที ชี้ตู้ดนตรี “เปียโนผีสิง ! มันมีผีสิง ! เฟื่องไม่เล่น”
“งมงายค่ะ” ครูแย้งสวน
เ้าตัวแหงนหน้าตาปริบๆ มองพี่ชาย จะว่าฟ้องก็ไม่ใช่คล้ายหาพวกมากกว่า พี่ชายหน้าจ๋อยอย่างกับว่าโดนครูเอ็ดไปด้วย พอครูคนใหม่ได้เห็นเต็มตัวเต็มตา คุณหนูเฟื่องระย้าหน้าตาเป๋อเหลอ ถักเปียผูกโบสองข้างแต่งตัวเหมือนตุ๊กตา ไม่ต้องเคยเห็นบิดาก็รู้ว่าลูกสาวหน้าโขลกพ่อมา แล้วดูคนพี่ เก็บเครื่องหน้าสวยทุกส่วนของมารดาเรียบวุธไม่เหลือให้คนน้องสักกระผีก พี่น้องคนละวัยหน้าตาคนละทาง หนึ่งสั้นหนึ่งยาวมายืนคู่ราวจะประสานกำลังกันต่อต้าน คุณครูอดยิ้มในใจไม่ได้
คิ้วชายหนุ่มเลิกขึ้น เขาว่าเขาเห็นั์ตาหล่อนยิ้ม หลังอาบน้ำแต่งตัวลงมาเขาเจอหล่อนกำลังจับตามตัวเ้าเฟื่องยังกับตำรวจค้นตัวผู้ต้องสงสัย
“เธอจู่โจมนักเรียนทำไม” เขาโพล่ง
รัมภาเพียงพิศเพิ่งรู้ตัวว่าโถมใส่โดยอัตโนมัติทั้งที่ไม่ควรทำ แต่จะจับลูกเสือต้องโจนเข้าถ้ำ เื่จับเ้าเล่ห์เ้ากลเธอฝึกลับคมจากคุณหญิงสลิลทิช เป็น้องพี่น้ำหอมไล่ไม่ทันละก็โดนแกล้งโดนหลอกตาย ว่าแต่พูดถึง ‘เสือ’ แล้วนึกขึ้นได้ พี่ชายคุณหนูเฟื่องก็หนึ่งใน ‘เสืออากาศ’ ทัพเดียวกับคุณชายหมอก ครั้งก่อนไม่ได้เฉลียวดูว่ายศอะไร ไม่ได้การละ !
รุ่นพี่ รุ่นน้อง หรือร่วมรุ่น ?
เธอเพ่งชายตรงหน้า แต่งตัวลำลองอยู่บ้านผิดตาจากตอนสวมเครื่องแบบ เคยเห็นเพื่อนทหารรุ่นเดียวกับคุณชายหมอกในงาน แต่มัวจดจ่อกับเขาคนเดียว แล้วยังตื่นสถานที่ตื่นบรรยากาศ พยายามนึกว่าเคยผ่านตาบ้างรึเปล่า...เริ่มรู้สึกหน้าคุ้นๆ หรือเราระแวงจนอุปาทานไปเอง
ทัศน์เก้อเล็กน้อย ท้วงถามเอาความยังมาจ้องหน้าสวน แต่จะว่าไป...เหมือนเคยเห็นหล่อนที่ไหน ไม่ใช่เพราะละม้ายแม่สาวราชดำริ แต่ใช่ใครที่เขาเคยพบมาก่อนหน้านั้นหรือเปล่า
ได้ยินแม่เรียกผู้หญิงคนนี้ว่า ‘ครูพิศ’
พิศ ชื่อดังในใจ วันนี้ดูสดใสรับกับดอกไม้ในสวน เสื้อกางเกงติดกันแบบชุดหมีนักบินแต่สีออกชมพูเอวยางยืดมีเชือกผูก อาการหวิวหวิววาบวาบในอกจู่โจม ดูยังไงครูพิศสอนดนตรีก็ไม่มีที่ผิดสังเกตสักนิด นอกจาก...น่ารักดี
“ขอเชิญคุณออกจากห้องเรียนก่อนค่ะ ดิฉันต้องสอนแล้ว”
คุณครูโพล่งอย่างจะตัดบท พี่ชายนักเรียนงันงงชั่วขณะแต่ยอมไปโดยดี พ้นประตูมาหลายก้าวจึงค่อยนึกออกว่าตัวเราข้องใจอะไร อ้อ...อีกละ ยายครูบ๊องจ้องเขาพิกลแล้วเมินทิ้งเอาดื้อ ๆ หล่อนทำเขาคลางแคลงซ้ำสอง นั่นยังพอว่า แต่เสียเชิงอีกยกนี่สิ ใจสั่นทำไมเรา... ทัศน์หันกลับไปมองเรือนไม้อีกที
หรือนั่นเป็วิธีเรียกร้องความสนใจของหล่อน