บทที่ 50 คนเท่ากัน
นอกจากท่อเก็บเสียงและกระสุนสามพันนัดแล้ว โจวต้าซานและฮ่าวจางยังช่วยกันงัดช่องเก็บของลับใต้ท้องรถลำเลียงและกล่องเหล็กท้ายขบวน สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาออดถึงกับอุทานลั่น
"เชี่ย! นี่มันของดีทั้งนั้นเลยนี่หว่า!" ชายชราลูบไล้ไปบนท่อไฟเบอร์กลาสสีเขียวของเครื่องยิงจรวดทำลายบังเกอร์ PF-98 ที่นอนสงบอยู่ข้างลูกจรวดอันทรงอานุภาพ
"ไอ้พวกทหารหน้าโง่ มีของดีขนาดนี้แต่ไม่มีโอกาสได้งัดออกมาใช้ คราวนี้แหละ ใครกล้าแหยมกับหนองนกเอี้ยง กูจะเป่าให้ปลิวเลย!"
“น้าใช้เป็นเหรอ” หนึ่งที่อยู่ข้างๆ ออดถาม
“ไม่เป็นหรอก รู้แค่ว่ามันเป็นเครื่องยิงจรวดแบบแบกยิงคนเดียว แต่ไอ้หนุ่มเอวอ่อนฮ่าวจางมันเป็นคนกุ้ยโจว อ่านภาษาเดียวกันออกมันก็ต้องรู้เรื่องบ้างแหละน่า ถึงยังไงก็ต้องเอาไปเก็บไว้ก่อน เฮ้ยให้ใครส่งข่าวกลับหมู่บ้าน เอาน้ำมันไบโอดีเซลมาส่งให้หน่อย กูจะเอารถคันนี้กลับหมู่บ้าน”
ขณะที่ออดกำลังคลั่งไคล้กับเครื่องยิงจรวด ไนซ์กลับให้ความสนใจกับกล่องพลาสติกคอนเทนเนอร์อีกสองกล่อง เมื่อเปิดออกดู ภายในคือทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบบังคับทิศทางนับสิบชุด และสถานีผลิตและชาร์จไฟภาคสนามของกองทัพ
แม้อุปกรณ์ดังกล่าวจะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์มาด้วย แต่ในโลกสีเทาที่แสงอาทิตย์แทบส่องไม่ถึง มันก็ไม่ต่างจากเศษเหล็ก ทว่าโจวต้าซานกลับดีใจจนเนื้อเต้น เมื่อรู้ว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของมันใช้เครื่องยนต์ดีเซลซึ่งสามารถเติมน้ำมันไบโอดีเซลของหนองนกเอี้ยงได้ทันที
"พ่อ รบรอบนี้คุ้มเกินคุ้มเลยนะเนี่ย" นัทเอ่ยพลางยกกล่องระเบิดมือขึ้นมาพูดยิ้มๆ “มีของพวกนี้ คนทางเหนือพวกไหนจ้องจะยึดหมู่บ้านเราก็ต้องคิดดีๆหน่อยล่ะ” ฮ่าวจางยิ้มแห้งอย่างคนมีชนักติดหลัง
ที่หน้ากุฏิไม้เก่าๆ เด่นและไข่เดินย่ำโคลนตรงเข้าไปยังร่างไร้วิญญาณของทหารสามนาย สิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้ก่อนตายคือแท่นเหล็กสามขาและปืนกลขนาด 12.7 มม.
"ปืนกลหนักนี่หว่าเฮียไข่ กระบอกเบ้อเริ่ม!" เด่นตาโต เขาคว้าตัวปืนที่หนักเกือบยี่สิบกิโลกรัม จากปลักโคลนเอามาพาดบ่าพร้อมรอยยิ้มกว้าง
"ถ้ายกยิงแบบไม่ใช้แท่น น่าจะสนุก"
ไข่หัวเราะคิกคัก “คงเซถลาแซดๆเลยแหละ” เขาก้มลงไปหิ้วแท่นเหล็กสามขาและกล่องกระสุนสายพานอีกสองกล่องขึ้นมา "ไว้ทำกำแพงรอบหมู่บ้านให้เสร็จก่อน แล้วเอาไอ้นี่ตั้งไว้ข้างบน บ๊ะ!เข้าท่า"
โจวต้าซานและเฉินกวางหมิง พบหุ่นยนต์รูปร่างสุนัขที่แบตเตอรี่หมดอีกสามตัว เป็นหุ่นยนต์บรรทุกอุปกรณ์หนึ่งตัว ส่วนอีกสองตัวเป็นหุ่นยนต์สำรวจ
ภายในกล่องบนหลังของหุ่นยนต์บรรทุก ยังพบกระสุนปืนเกรดซุ่มยิงอีกเกือบสองพันนัด ทั้งหุ่นยนต์และสิ่งของในตัวมัน ถูกลำเลียงไปกองไว้ที่ลานวัด
"ถอดชุดเกราะ เสื้อผ้า รองเท้าทหารของพวกมันออกมาให้หมด! อาวุธทุกกระบอก กระสุนทุกนัด ปลอกกระสุนที่ตกอยู่บนพื้นก็เก็บกลับไปหลอมใหม่!" หนึ่งสั่งการผ่านจิตสำนึกร่วม ศพทหารเถื่อนทั้งสามสิบกว่านายถูกจัดการจนเหลือแต่ร่างเปลือยเปล่า สินสงครามกองมหึมาถูกลำเลียงขึ้นรถยนต์กระบะที่ขับเข้ามาจอดบริเวณลานวัดนับสิบคัน
ไม่เพียงแค่รถกระบะของฝั่งหนองนกเอี้ยงเท่านั้น แสงไฟหน้ารถที่สาดส่องยังเผยให้เห็นยานพาหนะทรงเหลี่ยมที่ดูบึกบึนสามคันของหน่วยเคลื่อนที่เร็วส่วนหน้า ซึ่งจอดสงบนิ่งอยู่ใต้ชายคาศาลาการเปรียญเก่า มันคือรถออฟโรดหุ้มเกราะ Dongfeng Mengshi สีเขียวขี้ม้าเข้ม ผิวเหล็กเคลือบสารเคมีพิเศษที่ทำให้ละอองฝนกรดไม่สร้างรอยกัดกร่อนแม้แต่น้อย รถสองคันแรกเป็นรุ่นมาตรฐานสี่ประตู หน้าตาคล้ายรถฮัมวีของทหารอเมริกัน เพียงแต่ผลิตจากจีน ท้ายกระบะเปิดโล่งสำหรับบรรทุกกำลังพลและยังติดตั้งปืนกล 12.7 มม.
ส่วนคันสุดท้ายที่ออดหมายตาไว้คือรถลำเลียงเสบียงและยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ ในสายตาชาวบ้านมันคือรถบรรทุกหุ้มเกราะ ท้ายรถถูกดัดแปลงเป็นตู้คอนเทนเนอร์
"ฮ่าๆๆ ขับเคลื่อนสี่ล้อ ไอ้พวกนี้มันใช้เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลตระกูลคัมมินส์!" โจวต้าซานเดินลูบๆ คลำๆ ฝากระโปรงรถด้วยแววตาเป็นประกายเยิ้มเหมือนเห็นสาวงาม
"เครื่องยนต์พันธุ์อึดแบบนี้แหละที่ถูกโฉลกกับไบโอดีเซลของหมู่บ้านเราที่สุด ไม่ต้องแปลงหัวฉีดให้เสียเวลา เติมน้ำมันแล้วขับกลับบ้านเราได้เลย!" กานต์โดดขึ้นไปเช็คความเรียบร้อยและบรรจุกระสุนปืนกลหนักที่ติดบนรถทั้งสองคันอยู่ก่อนแล้ว
“น้ำมันรถหมดจนขับไม่ได้ มันเลยไม่ได้เอากระสุนใส่ไว้ ไม่งั้นเราก็คงลำบากกว่านี้”
ไข่และเด่นช่วยกันลากถังน้ำมันไบโอดีเซลสำรองที่ขนมากับรถกระบะ จัดการเติมใส่รถหุ้มเกราะทั้งสามคันอย่างรวดเร็ว เมื่อระบบไฟหน้าปัดดิจิทัลสีเขียววาบขึ้น ออดก็ก้าวขึ้นไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับรถคันนำร่องทันที
ขบวนรถเคลื่อนตัวออกจากวัดท่าลอยโดยมีทีมลูกลิงและแกนนำคนอื่นคอยคุ้มกัน เหลือเพียงหนึ่ง นัท กานต์ เด่น และฮ่าวจาง ที่ยืนมองดูเหล่าเชลยรอบๆ ร้อยกว่าชีวิตอยู่สักครู่ จากนั้นก็หันหลังพากันเดินดุ่มๆ จากไปโดยไม่เอ่ยปากร่ำลา
ความเงียบงันอันหนักอึ้งเข้าปกคลุมลานวัดท่าลอยทันทีเมื่อเสียงเครื่องยนต์ของขบวนรถเกราะตงเฟิงห่างออกไป แสงไฟท้ายสีแดงค่อยๆ จมหายไปในม่านฝนกรดที่เหลือเพียงละอองบาง แผ่นหลังของคนทั้งห้า ที่เดินอย่างมั่นคงย่ำฝ่าโคลนเลนออกไปทางประตูวัดอย่างไม่เร่งรีบ พวกเขาไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
เลถิฮวายืนนิ่ง กำกริชในมือแน่นจนสั่น เธอมองตามแผ่นหลังที่ค่อยๆ ห่างออกไปในความมืด ก่อนจะหันไปสบตากับกลุ่มเชลยรอบกายที่มีแต่ความหวาดหวั่น ตื่นตระหนกเพราะไร้ที่พึ่งพิง สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดบอกให้พวกเขารู้ทันทีว่า แผ่นหลังที่ดูโหดร้ายทว่ามั่นคงของทั้งห้าคนนั้น คือแสงสว่างเดียวที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้
ตึก... ตึก... เสียงฝีเท้าย่ำโคลนของเลถิฮวาดังขึ้น ตามด้วยเสียงฝีเท้าของอีกสองสามคน ก่อนที่เชลยร้อยกว่าชีวิตจะพากันสาวเท้ากึ่งเดินกึ่งวิ่ง ย่ำฝ่าความมืดและสายลมหนาว เดินเกาะกลุ่มเรียงแถวตามหลังคนทั้งห้าไปอย่างเงียบเชียบ
“รู้มั้ยทำไมเราถึงไม่ชวนพี่สาวและคนอื่นๆ” นัทส่งจิตสำนึกร่วมคุยกับเลถิฮวา เมื่อเธอเดินตามเข้ามาใกล้ นัทรู้สึกถูกชะตากับหญิงสาวชาวเวียดนามผู้นี้ โดยไม่ได้คิดรังเกียจหน้าตาที่ดูอัปลักษณ์ ตรงกันข้าม เธอกลับรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้หญิงด้วยกัน
“ถ้าเราเอ่ยปากชวนก็จะต้องมีคนตั้งข้อสงสัย ว่าเราจะเอาตัวพวกเขาไปเป็นทาสหรือเป็นเชลยอีกหรือไม่ เราดีใจถ้าจะมีมนุษย์เพิ่มขึ้นแม้ว่าจะเพียงคนเดียวก็ตาม แต่เราไม่มีวันจะบังคับหรือขอร้องใคร”
“สถานที่ ที่เราจะตามคุณไป ผู้หญิงอย่างเราอยู่ในสถานะไหน เครื่องบำเรอความใคร่ บ่าว ของเล่น ทาส เชลย หรือสินค้า” เลถิฮวาส่งจิตสำนึกร่วมถามกลับมาเบาๆ เธอมีความรู้สึกกังวลและเศร้าสร้อยเจือปนอยู่ในข้อความนั้น
“ทุกคนเป็นคนเท่ากัน ผู้ชายในหมู่บ้านของเราก็เป็นคนจริงๆ ไม่ใช่สัตว์ร้ายแบบที่พี่สาวเคยพบเจอ” นัทบอกพลางผายมือไปยังชายทั้งสี่คนในทีมของเธออย่างภาคภูมิ
คำตอบที่เรียบง่ายทว่าหนักแน่นของนัทดังก้องอยู่ในมโนสำนึกของเลถิฮวา ราวกับกระแสไฟอุ่นๆ ที่วิ่งพล่านไปทั่วร่างอันหนาวเหน็บ หญิงสาวชาวเวียดนามชะงักฝีเท้าไปครึ่งจังหวะ นัยน์ตาเรียวรีที่เคยมีแต่แววหวาดระแวงและชิงชังต่อโลก บัดนี้กลับสั่นไหวด้วยความตื้นตันจนหยาดน้ำตาเอ่อล้นออกมา
เป็นคนเท่ากัน... คำสั้นๆ ที่เธอแทบจะลืมเลือนความหมายของมันไปแล้ว ในโลกสีเทาอันหนาวเหน็บโหดร้ายเช่นนี้ เลถิฮวาไม่ได้โต้ตอบสิ่งใดอีก เธอเพียงแต่สูดหายใจเข้าลึก ยืดแผ่นหลังของตนเองขึ้นตรงเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน สองเท้าย่ำลงบนพื้นโคลนอย่างมั่นคง ก้าวตามแผ่นหลังของคนทั้งห้าไปติดๆ โดยมีขบวนเชลยอีกนับร้อยเดินเกาะกลุ่มตามมาเป็นทอดๆ
ไม่มีใครส่งเสียงบ่น แม้ว่าลมหนาวจะเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ล่วงเลยผ่านตีสาม ทุกคนเดินหน้าต่อไปด้วยความหวังที่เพิ่งจะถูกจุดประกายขึ้นในหัวใจ ท่ามกลางความมืดมิดอันสลัวลางของผืนป่าที่เต็มไปด้วยไม้ยืนต้นตาย และเศษซากคอนกรีต สายตาของเลถิฮวาจับจ้องไปที่แผ่นหลังของหนึ่ง นัท กานต์ เด่น และฮ่าวจาง ที่เดินนำอยู่เบื้องหน้า
“ฉันไม่สามารถส่งเสียงพูดได้ตั้งแต่ฉันกลายพันธุ์ ทั้งที่ความจริงฉันพูดภาษาไทยได้นิดหน่อย” กระแสจิตสำนึกร่วมที่ส่งมาฉับพลันทำให้ทั้งห้าคนชะงักเท้า หันกลับมามองเลถิฮวาเป็นตาเดียว
“ฉันกลัว…กลัวว่า…ถ้าฉันไม่รีบเปิดเผยตัวตนในตอนนี้ ต่อไปพวกคุณคงจะไม่ไว้ใจฉัน” หญิงสาวลูบผิวหนังที่เต็มไปด้วยตุ่มปูดโปนเกรอะกรังไปด้วยดินโคลนของตน ก่อนจะค่อยๆ แกะมันออก
ภาพตรงหน้าทำให้ทุกคนรวมถึงเหล่าเชลยที่เดินตามมาต่างตกตะลึง แผ่นคราบผิวหนังขรุขระหนาเตอะที่พอกกรังไปด้วยโคลนแห้ง ค่อยๆ ถูกปลายนิ้วของหญิงสาวลอกหลุดร่วงลงสู่พื้นราวกับคราบงู เสียงขยับรูดของชั้นผิวปลอมดังแผ่วเบาท่ามกลางสายลมหนาว หัวใจของเชลยร้อยกว่าชีวิตเต้นรัวระทึก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกคนต่างเข้าใจว่าหญิงสาวคนนี้คือตัวประหลาดกลายพันธุ์สายอัปลักษณ์ที่น่ารังเกียจ ทว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ภายใต้คราบสกปรกที่ร่วงหล่น กลับทำเอาดวงตาของแกนนำหนองนกเอี้ยงทั้งห้าคู่เบิกกว้าง
ใต้คราบโคลนคือผิวที่สะอาดเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็นคนคนเดียวกัน ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยตุ่มและรอยแตกกลับเรียบเนียน ดวงตาที่เคยมืดหม่นกลับทอประกายจนทุกคนเผลอนิ่งไป
"ที่แท้... คุณก็ใช้คราบอัปลักษณ์นั่นปกป้องตัวเองจากสัตว์ร้ายพวกนั้น" นัทพึมพำผ่านจิตสำนึกร่วม แววตาเต็มไปด้วยความทึ่งและเข้าใจในทันที ในโลกที่เพศหญิงถูกลดทอนคุณค่าจนกลายเป็นเพียงสินค้าและเครื่องบำเรอ
ความงามระดับนี้หากตกอยู่ในเงื้อมมือของกัวจื้อเฉียงคงไม่ต่างจากตกลงสู่ขุมนรก การแสร้งทำให้ตัวเองกลายเป็นตัวประหลาดน่ารังเกียจ จึงเป็นทางรอดเดียวของเธอมาจนถึงค่ำคืนนี้ เลถิฮวายืนนิ่งท่ามกลางสายลมหนาวที่พัดเส้นผมยาวสลวยของเธอให้ปลิวไสว นัยน์ตาคู่งามช้อนขึ้นสบตาของนัทและทีมเรียกตีนทุกคนตรงๆ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหมดจดเป็นครั้งแรก
"นี่คือหน้าตาที่แท้จริงของฉัน... เลถิฮวา" เสียงในจิตสำนึกร่วมของเธอในคราวนี้นิ่งสนิทและชัดเจนยิ่งกว่าครั้งใด
"อนุญาตให้ฉันอยู่กับพวกคุณด้วยได้ไหม"
หนึ่งมองหญิงสาวตรงหน้าก่อนจะตอบเรียบๆ