บทที่ 155 ไม่ยุติธรรม
ไม่ใช่แค่ชิงหมินเท่านั้นที่กำลังวิเคราะห์คำของท่านนักบวชศักดิ์สิทธิ์ อดีตผู้นำตระกูลหวง และอดีตแม่ทัพใหญ่เองก็ชะงักไปเช่นกัน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับตระกูลมานานแล้ว แต่ก็ยังได้ยินจากเจ้าลูกชายตัวดีที่นานๆมาเยี่ยมหา กล่าวถึงบุตรชายของเขาอยู่บ้าง
ตัวเขาถือเป็นอีกคนที่เมื่อเข้าสู่สนามต่อสู้แล้วจะไร้ซึ่งความปราณี เขาสอนบุตรชายของตนเองให้กลายเป็นคนแบบนั้นเหมือนกัน ถึงอย่างนั้น....หลานชายของเขากลับเติบโตขึ้นมาพร้อมกับบุคลิกที่เหมือนคนตาย เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เกิด และดูเหมือนว่ายิ่งเติบโตขึ้นเท่าไร ยิ่งปลุกพลังที่ดำมืดมากเท่าไร เขาก็ยิ่งแสดงออกให้ถึงบุคลิกที่ไม่เหมือนกับมนุษย์อีกแล้ว
คล้ายกับเป็นศพ เป็นวิญญาณร้ายที่ไร้หัวใจ!!
เพราะเขาเป็นเช่นนี้ คนที่วางมือเช่นเขาก็ยังต้องกังวล ให้คนตรวจสอบหลานชายคนนี้อยู่บ่อยครั้ง กลัวว่าวันหนึ่ง...เจ้าหลานชายที่ไร้ความเป็นมนุษย์ผู้นี้จะกลายเป็นปัญหาต่อผู้คนในอาณาจักร มากกว่าที่จะทำประโยชน์ หากเป็นเช่นนั้นจริง...เขาในฐานะบรรพบุรุษสกุลหวงผู้หนึ่ง จำเป็นต้องลงมือกำจัดด้วยตนเอง
คิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะได้รับคำทำนายที่น่าแปลก
“หากโชคชะตาไม่เปลี่ยนแปลง วิญญาณย่อมไม่ถูกกระตุ้น มนุษย์ได้กลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง ตระกูลหวงไม่อาจจะปล่อยมือจากเขาได้ อย่างนั้นหรือ?” ชายชราทวนคำอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะมองไปยังเด็กหนุ่มตรงหน้า
บุรุษที่รูปร่างบอบบางไม่สมกับเป็นบุรุษคนนี้ เขาไม่เพียงแค่สามารถคว้าหัวใจของหลานชายเขาได้ แต่ยังสามารถปลุกให้วิญญาณร้ายตนนี้ตื่นขึ้นมากลายเป็นมนุษย์อย่างนั้นหรือ?
ถึงจะประหลาดใจ แต่ในความประหลาดใจย่อมมีความยินดีซ่อนอยู่ด้วย เพียงแต่...คำว่า ตระกูลหวงไม่อาจปล่อยมือจากเขาได้นี่หมายความเช่นไร?
เด็กคนนี้ เมื่อแต่งเข้าสกุลหวงแล้วจะยังสามารถหลุดออกไปจากมือของสกุลหวงได้อีกหรือ? คำทำนายนี้แปลกประหลาดจริงๆ ราวกับเป็นคำเตือนที่สำคัญ....
หากว่าเด็กคนนี้ถูกพาออกจากสกุลหวง เจ้าวิญญาณร้ายที่เพิ่งเปลี่ยนเป็นมนุษย์ อาจจะกลายเป็นปีศาจหรือไม่?
คิดถึงตนเองยามสูญเสียคนรัก เขารู้ว่ามันเจ็บปวดขนาดไหน แต่ก็ยังสามารถที่จะควบคุมอารมณ์ได้ ทว่า...เขาไม่มั่นใจ ถ้าเป็นเจ้าหลานชายตัวดี อีกฝ่ายจะทำเช่นไร สิ่งนี้เหมือนกับเป็นทั้งคมดาบ และเป็นทั้งดอกไม้ เขาไม่รู้เลยว่าเหรียญจะออกด้านไหน จำเป็นต้องคอยเฝ้าระวังให้ดี
หลี่ชิงหมินรู้สึกขนหัวลุกอย่างบอกไม่ถูกเมื่อถูกจ้องมองเช่นนั้น เขาพยายามทำตัวให้เล็กที่สุด วันนี้เขามีหน้าที่แค่มานั่งชมการเจรจา เป็นพยานให้กับการสู่ขอครั้งนี้ว่าสำเร็จลุล่วงหรือไม่ก็เท่านั้น ขอเพียงอย่ามีคนมอบบทบาทอะไรให้แก่เขาเลย เขาจะได้กลับไปนอนที่ห้องอย่างสบายใจได้
โชคดีที่ความคิดของเขายังคงประสบความสำเร็จ ดวงของเขาไม่แย่จนเกินไป แขกเหรื่อคนสำคัญนั่งดื่มชาโม่ลี่ฮวาพิเศษสักครู่แล้วก็พากันกลับไป เหลือเพียงขุนนางระดับสูงบางคนที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสกุลหลี่ยังคงนั่งดื่มสุรากับพวกเขาตั้งแต่หัววัน โดยมีเจ้ากรมพิธีการนั่งอยู่ที่นั่นด้วย จึงไม่มีใครกล้าล่วงเกินพวกเขานัก
สำหรับสิ่งนี้ ชิงหมินต้องขอบคุณเจ้ากรมพิธีการมากๆ ถ้าไม่ได้อีกฝ่ายช่วยจัดการเรื่องราวต่างๆ เชื่อเถอะว่าจะต้องมีความผิดพลาดที่มากกว่านี้แน่ เมื่อจบงานวันนี้ หลี่ชิงหมินก็ลากสังขารของตนเองกลับไปที่เรือนพัก กำหนดการแต่งงานไม่ได้นานเกินไป และไม่ได้กระชั้นชิดด้วย อย่างไรพวกเขาก็เตรียมพร้อมกันมานานแล้ว เวลา 3 เดือนหลังจากนี้จึงถือว่าเหมาะสม
เมื่อกำหนดการแต่งงานของแม่ทัพใหญ่ถูกประกาศออกไป องค์จักรพรรดิก็แสดงความยินดีกับพวกเขา ยิ่งได้ยินว่าท่านนักบวชศักดิ์สิทธิ์มาที่นี่ด้วยตนเอง ก็ยิ่งต้องให้เกียรติอีกฝ่าย พระองค์จึงมอบวันหยุดงานให้กับแม่ทัพใหญ่ เริ่มตั้งแต่ก่อนวันจัดงานแต่งครึ่งเดือน และอนุญาตให้ลาหลังจากแต่งงานอีก 1 เดือน รวมเป็นเวลาเดือนครึ่ง ถือว่าใจกว้างมากจริงๆ
หวงซีเฉิงเองก็รับรางวัลนี้อย่างมีความสุข เขาได้ใช้เวลาอยู่กับชิงหมิน นานเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น เพราะแบบนั้นจึงไม่ได้เรียกร้องอะไรหลังจากที่ทำงานหนักอีก ส่วนของที่เขาควรจะได้อย่างชิ้นส่วนสัตว์ร้ายระดับ 9 กว่าร้อยตัว นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กองทัพไปอีกหนึ่งระดับ
เขายังเตรียมซากศพราชินีแมงมุมสีฟ้าเพื่อให้แมงมุมฟ้าตัวน้อยของชิงหมินได้กินเป็นอาหาร ด้วยการใช้เผ่าพันธุ์เดียวกันเพื่อยกระดับ จะต้องทำให้มันแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอน
ข่าวเรื่องการสู่ขอที่ยิ่งใหญ่นั้นเข้าถึงหูของทุกคนจริงๆ รวมไปถึงวังหลังขององค์รัชทายาทด้วย
หญิงสาวที่อยู่ในชุดสีชมพูนั่งฟังนางกำนัลข้ารับใช้ของตนเองเล่าถึงความยิ่งใหญ่ในการสู่ขอของแม่ทัพใหญ่กับคุณชายหลี่ชิงหมินด้วยใบหน้ามืดครึ้ม ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
หลังจากที่นางติดตามองค์รัชทายาทกลับมา แม้แต่ในขบวน...นางก็ต้องอยู่รั้งท้าย เป็นเหมือนกับข้ารับใช้ผู้หนึ่งเท่านั้น ครั้นพอได้เข้าวังองค์รัชทายาท นางยังต้องเดินเข้าจากด้านหลัง ถูกนางกำนัลและขันทีมากมายดูแคลน ยิ่งรู้ว่านางเป็นเพียงสตรีบ้านนอกผู้หนึ่ง พวกเขาก็ยิ่งไม่อยากจะเข้าใกล้
ไม่มีใครอยากมารับใช้นาง แถมเงินเดือนที่นางได้รับในฐานะพระสนมชั้นต่ำก็เพียงไม่กี่เหรียญ ออกไปปลูกสมุนไพรอยู่ข้างนอกยังได้เงินมากกว่า
ในขณะที่สนมคนอื่นๆนั้นมีตระกูลคอยหนุนหลัง เงินที่ได้จากวังองค์รัชทายาทไม่เพียงพอให้ท้องอิ่ม พวกนางก็ยังมีเงินจากทางอื่น ดังนั้นย่อมแต่งกายได้อู้ฟู้และกินดีอยู่ดี อยากทำสิ่งใดล้วนได้ทำ อยากวาดภาพหรือ? เช่นนั้นก็ให้คนไปซื้ออุปกรณ์มา อยากจะเย็บผ้าหรือ? เช่นนั้นก็โยนเงินออกไปซื้อด้ายกับเข็ม
ส่วนนางทำอะไรได้บ้าง? ในวังหลังองค์รัชทายาทมีพื้นที่มากมาย แต่เต็มไปด้วยสวนดอกไม้และของตกแต่ง นางไม่มีแม้แต่เรือนของตนเองด้วยซ้ำ ต้องอาศัยกับสนมอีก 3 คนในห้องหับเดียวกับ ทั้งสามคนนี้ก็เป็นเพียง “อดีตนางกำนัลที่ต่ำต้อย” หรือก็คือ เพิ่งเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเพราะถูกองค์รัชทายาทถูกใจเข้า ได้มีโอกาสหลับนอนเพียงครั้งเดียวก็เลื่อนเป็นสนมแล้ว
ด้วยตำแหน่งของพวกนางที่เป็นสนมระดับต่ำ จะมีนางกำนัลรับใช้เพียงแค่ 1 คน ต่อสนม 3 คน นี่ก็เพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองเกินไป อีกอย่างสนมระดับนี้ล้วนแต่เคยทำงานหนักมากันอยู่แล้ว เปลี่ยนจากที่ต้องทำงานทุกวันเป็นนั่งแต่งกายกินลมชมวิวเช่นนี้ ทุกคนล้วนแต่มีความสุขมากขึ้น
ซือซือกัดฟันกรอด ตั้งแต่ที่กลับมาครานั้น...องค์รัชทายาทก็เรียกนางไปพบเพียงครั้งเดียว สอบถามว่านางอยู่ดีหรือไม่ในวังของเขา นางไม่กล้าพูดอะไรมากจึงพยักหน้ารับเท่านั้น แต่ใครจะไปคิด...หลังจากวันแรกที่เรียกพบ เขาก็ไม่เรียกหานางอีกเลย
นางได้ยินว่าเขาต้องไปปลอบโยนสตรีคนอื่นๆในวังของเขา หลังจากที่ไม่ได้กลับมาเป็นเวลานาน .... เหอ เหอ เหอ แบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ?
เกียรติและศักดิ์ศรีของนางอยู่ที่ไหนหมด!! นางเคยเป็นสตรีที่มั่นใจในตนเอง ไม่ได้ทำผิดก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอันใด สุดท้ายแล้วความจริงใจของนางจะทำให้ผ่านทุกอย่างไปได้ด้วยดี นางเชื่อเช่นนั้น...แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตมันไม่เคยราบรื่นเลย
ซือซือขบคิดอย่างจริงจัง ถ้าวันนั้นไม่ใช่เพราะจางหลิวอี้สารเลวคนนั้น ตอนนี้นางคงเป็นคนที่ถูกสู่ขอเข้าสกุลหวงแล้ว ได้ยินว่าอดีตผู้นำสกุลหวงเป็นคนมาสู่ให้กับหลานชายด้วยตนเอง ถ้าเขารู้ว่านางเป็นคนที่ช่วยชีวิตหลานชายเอาไว้ คงไม่พ้นจะเลือกนางให้กลายเป็นฮูหยินใหญ่สกุลหวง!!
ทำไมทุกอย่างจึงเป็นเช่นนี้ ทำไมจึงผิดพลาดไปหมดเช่นนี้ได้!!
บุรุษสองคนที่ควรจะสนับสนุนนาง ตอนนี้พวกเขาสนับสนุนกันเองหรือ? แล้วนางล่ะ....นางคือคนที่หลี่ชิงหมินไล่ตาม นางคือคนที่ช่วยชีวิตหวงซีเฉิงเอาไว้ ทั้งหมดนี้...ราวกับไม่เคยเกิดขึ้นงั้นหรือ?
ไม่! นางเป็นคนที่ต่อสู้มาด้วยตนเองตลอด กับครอบครัวปลิงเหล่านั้นยังจัดการได้ เช่นนั้นนางจะต้องสร้างเส้นทางที่ยิ่งใหญ่ให้ตนเองได้อย่างแน่นอน
ซือซือกัดฟันกรอด เมื่อสนมอีก 2 คนที่เป็นเพื่อนร่วมเรือนพักเห็นสีหน้าของนาง ทั้งสองก็ค่อยๆถอยหลัง แม้แต่นางกำนัลที่กำลังเล่าเรื่องการสู่ขอที่ยิ่งใหญ่ก็ยังชะงักไปด้วย นางไม่กล้าส่งเสียงรบกวนอีกฝ่าย สีหน้าเช่นนั้นราวกับต้องการทำให้ใครสักคนตายได้เลย
แม้ว่าตอนนี้สนมซือซือจะเป็นเพียงสนมระดับต่ำ แต่ได้ยินว่านางมีความสามารถ ช่วยเหลือองค์รัชทายาทในการทำงานใหญ่ที่ผ่านมา ดังนั้น...หากนางไม่พอใจแล้วสั่งลงโทษ องค์รัชทายาทคงไม่ตำหนิสนมซือซือ แต่เป็นตัวนางเองที่จะต้องเจ็บตัว
“ขอโทษด้วย ข้าอยากรู้ว่าถ้าสนมอยากพวกเราต้องการออกจากวัง จะขออนุญาตจากใครได้” ซือซือกำหมัดแน่น นางตัดสินใจแล้ว อย่างไรก็ต้องไปพบหลี่ชิงหมินให้ได้
ขอเพียงได้พบเขา เขาจะต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือนางอย่างแน่นอน ซือซือได้ยินว่าเขามีตำแหน่งสูง อย่างนั้นก็ควรจะสามารถหาพื้นที่หนึ่งให้นางได้ ขอแค่นางเพาะปลูกสมุนไพรได้ ชีวิตของนางจะไม่อับจนหนทางเกินไป อีกอย่าง...ถ้านางพบเจอหลี่ชิงหมิน ด้วยฐานะของเขาในสายตาขององค์รัชทายาท หลังจากนี้พระองค์ย่อมต้องให้ความสำคัญกับนางเพิ่มมากขึ้น
นางจะเป็นสหายของฮูหยินของแม่ทัพใหญ่ ถึงนางจะไม่มีครอบครัวสนับสนุน แต่สหายของนางก็เป็นประโยชน์ต่อเขาไม่ใช่หรือ?
“ซือซือ สนมอย่างพวกเราไม่สามารถออกไปนอกวังได้หรอกนะ”
“ใช่แล้ว ถ้าเจ้าอยากได้สิ่งใด ให้นางกำนัลไปแจ้งทหารได้เลย พวกเขาจะเตรียมข้าวของมาให้เจ้า” สนมทั้งสองให้คำแนะนำ นี่เป็นกฎของวังหลัง สตรีทุกคนล้วนต้องถูกสั่งสอนเมื่อได้รับตำแหน่ง
ซือซือเพิ่งเข้ามา ยังไม่ถูกเรียกออกไปเรียนรู้ ดังนั้นจึงมีความคิดริอาจเช่นนี้ ดีที่นางเอ่ยถามขึ้นมาก่อน ถ้าวู่วามไปขออนุญาต อาจจะถูกสั่งโบยกลับมาเป็นคำตอบก็ได้
“หมายความว่าอย่างไร? พวกเราไม่ได้ถูกจับขังคุก เหตุใดจึงทำสิ่งใดก็ไม่ได้!” ซือซือขมวดคิ้วไม่พอใจ
ตอนที่นางอยู่ในครอบครัวปลิงนั่น พวกเขาสั่งนางมากมาย แต่ยังไม่เคยทารุณกันขนาดนี้เลย นี่ถึงกับมีกฎไม่ให้พวกนางออกไปข้างนอกงั้นหรือ? มันใช่เรื่องยุติธรรมหรือ?
“เจ้าพูดเช่นนั้นไม่ถูกต้องนัก คนติดคุกไม่สามารถกินอยู่ดีแบบพวกเราหรอก อีกอย่าง...พวกเราเป็นสนม เป็นสตรีขององค์รัชทายาท จะสามารถออกไปเดินเล่นเหมือนสตรีทั่วไปให้บุรุษจ้องมองได้อย่างไร”
“พวกเราเป็นสตรีที่มีเกียรติ ได้หลับนอนกับองค์รัชทายาท วันหนึ่งอาจจะโชคดีและมอบโอรสให้กับพระองค์ก็ได้ ถ้าหากพวกเราเข้าออกวังเหมือนกับสตรีคนอื่น คงต้องถูกสงสัยแน่ว่าแท้จริงแล้วในท้องเป็นบุตรของใคร”
“เจ้าเข้าใจหรือไม่ ในวังนั้นงดงามและสูงส่ง เช่นนั้นคนที่อยู่ในวังจึงต้องรักษาความสูงส่งเอาไว้ ไม่ใช่จะทำตามใจอย่างไรก็ได้นะ” สนมทั้งสองผลัดกันสอนผลัดกันอธิบาย แต่ยิ่งฟัง...สีหน้าของซือซือก็ยิ่งบิดเบี้ยว
“คนจะสูงส่งไม่ได้อยู่ที่ผู้อื่นจ้องมอง สตรีจะลอบคบชู้สู่ชาย...ไม่ใช่แค่เพียงเดินออกไปนอกวังเสียหน่อย”
“ซือซือ เจ้าไม่เข้าใจ ความคิดของเจ้าจะทำให้เจ้าเดือดร้อน เจ้าเรียนรู้กฎและทำตามกฎอย่างเคร่งครัดเถอะนะ มาอยู่ในวัง เป็นทั้งโอกาสและเป็นทั้งหายนะสำหรับเจ้าได้ ถ้าไม่ระวังตัว...เจ้าจะตายเมื่อไรก็ได้ทั้งนั้น”
“จริงด้วย ซือซือ...รอเจ้าเรียนรู้กฎในวังทั้งหมดก่อน เจ้าจะเข้าใจเอง”
เห็นทั้งสองเป็นสตรีที่เชื่อฟังและมักน้อยเช่นนั้น ซือซือก็นึกรำคาญ ไม่อยากพูดคุยกับทั้งสองคนอีกต่อไป นางกลัวว่าตนเองจะติดเชื้อความคิดที่อ่อนแอแบบนี้มาด้วย
โชคชะตาของทั้งสองคนจะเป็นสตรีต้อยต่ำและตายในวังหลวงก็เป็นไป ทว่านางไม่ใช่เช่นนั้น! ในเมื่อเส้นทางของนางกลายเป็นเส้นทางนี้แล้ว อย่างนั้น...สูงสุดของตำแหน่งก็ควรจะต้องเป็น “องค์จักรพรรดินี” สิ! ไม่อย่างนั้นจะอดทนอยู่ในวังที่เต็มไปด้วยสตรีเช่นนี้ทำไม
นางไม่ได้พูดอะไรออกไปอีก เพียงแค่หันหลังกลับเข้าไปในห้องนอนของตนเองเท่านั้น สนมทั้งสองมองหน้ากันเอง รู้สึกว่าการได้อยู่ร่วมห้องพักเดียวกับสนมซือซือผู้นี้อาจจะทำให้พวกนางติดร่างแหซวยไปด้วยก็ได้
“สนมซือซือผู้นี้....”
“เฮ้อ วันข้างหน้า...พวกเราก็อยู่ห่างๆจากนางหน่อยก็แล้วกัน ข้ารู้สึกว่านางไม่สามารถอยู่อย่างสงบได้”
“อืม เอาเช่นที่เจ้าว่าก็ได้ พวกเราในฐานะข้ารับใช้ผู้หนึ่ง ได้มีอาหารกินดีอยู่ดีก็น่าจะเพียงพอแล้ว ไม่รู้ว่าจะแกว่งเท้าไปหาไม้ตำเล่นเพื่อสิ่งใด”
“นางคงยังไม่รู้จักเมืองหลวงน่ะสิ เพิ่งถูกพาตัวมาจากต่างเมือง ข้าหวังว่านางจะได้เรียนรู้ทุกอย่างก่อนที่จะสายเกินไป”
“ช่างเรื่องของนางเถอะ พวกเราเองก็ใช้เวลาว่างวันนี้วาดรูปกันดีหรือไม่ ข้าคันไม้คันมืออยากจะวาดรูปของท่านแม่ทัพใหญ่และว่าที่ฮูหยินของเขา อยากรู้ว่าวันแต่งงานจริง พวกเขาจะจัดงานใหญ่โตมากมายขนาดไหน”
“นั่นสิ มาเถอะๆ ให้นางกำนัลไปสืบข่าวข้างนอกมาเพิ่มอีกก็ยิ่งดี เรื่องราวความรักที่ยิ่งใหญ่นี้ น่าอิจฉาจริงๆเลยเชียว”
เสียงของสนมทั้งสองที่อยู่ข้างนอกไม่ได้ดังมากนัก ทว่าซือซือที่เพิ่งเข้าไปข้างในล้วนได้ยินทั้งหมด นางเหยียดยิ้มเย้ยหยัน ตั้งมั่นอยู่ในใจ...
“คอยดูก็แล้วกัน ว่าข้าจะพนันพ่ายแพ้ หรือว่าแท้จริงแล้วข้าเป็นผู้ชนะ”
……………………………………