“ใช่แล้วเรื่องนี้ไม่ได้ง่ายเช่นนั้น...”
ฟางเส้าไป๋ขมวดคิ้วพลางครุ่นคิดก่อนถอนหายใจแล้วฝืนคลี่ยิ้มออกมา “ช่างเถิดเพียงอาจารย์รู้อยู่แก่ใจก็ดีแล้ว ข้าผู้เป็นศิษย์คนนี้จะยอมสละชีวิตเพื่อคุ้มกันเขาเอง”
“ดูเจ้าพูดเข้าสิ เรื่องราวไม่ได้ร้ายแรงเช่นนั้นเสียหน่อย”
เซียวจิ่งหยวนคลี่ยิ้มเล็กน้อยพลางพูดปลอบประโลม “หากเกิดหายนะขึ้นมาจริงสิ่งแรกที่อาจารย์ของเจ้าจะทำคงไม่ขอให้ผู้ใดมาช่วยหรอก แต่คงลากเจ้าเผ่นหนีไปด้วยต่างหาก”
“ก็ใช่”
ฟางเส้าไป๋คลี่ยิ้มพูดแบบมองโลกในแง่ดี “โบราณกล่าวไว้ว่าในดีมีร้ายในร้ายมีดี ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเลวร้ายไปตลอดบางทีอาจมีประโยชน์บางอย่างซ่อนอยู่ก็ได้ เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า”
“ข้าก็ว่าเช่นนั้น...”
เซียวจิ่งหยวนจะพูดสิ่งใดได้อีกเล่าเขาทำได้เพียงพยักหน้าแล้วคล้อยตามไปก็เท่านั้น
“ช่างมันข้าไม่คิดมากแล้ว ตอนนี้พวกเราควรไปส่งสารก่อนอย่าทำให้ธุระของอาจารย์ต้องล่าช้าเลย”
ฟางเส้าไป๋เปิดเทียบเชิญดูสังเกตไปพลางเอ่ย “จิ่งหยวนพวกเราแยกกันไปส่งจะดีกว่า หนึ่งคนส่งสองฉบับ ไม่นานคงส่งเสร็จ”
“ได้สิ” เซียวจิ่งหยวนพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ“ข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้าเล็กน้อยเช่นนั้นข้าจะไปส่งในที่ไกลกว่าเอง”
“ฮึ!” ฟางเส้าไป๋เบะปาก “อย่ามาทำเป็นได้ใจไปหน่อยเลย อาจารย์บอกแล้วว่าข้ามีปัญญาขอเพียงบากบั่นเพียรพยายามต่อไปเรื่อยๆ ในไม่ช้าก็จะก้าวข้ามเจ้าไปได้...”
“สู้ๆนะ ข้าจะคอยดู”
เซียวจิ่งหยวนพูดอวยพรอย่างไม่สัตย์จริงรับเทียบเชิญสองฉบับมาก่อนสังเกตดูอย่างฉงนใจ
“ไป๋อวิ๋นจื่อแห่งยอดเขาอวี้เซียวณ ภูเขาเทียนไถ!”
“แม่เฒ่าหงฮวาแห่งผาไต้อวิ๋นบริเวณแม่น้ำฉื่อสุ่ย ภูเขาอู่อี๋”
เซียวจิ่งหยวนรู้ได้ทันทีว่าสองคนนี้ต้องเป็นผู้ฝึกตนอิสระผู้มีพลังไม่ธรรมดาเฉกเช่นเดียวกับตู้หนานซานไม่เช่นนั้นตู้หนานซานคงไม่เชิญให้คนทั้งสองมาช่วย
“เอาล่ะข้าจะไปส่งเทียบเชิญสองที่นี้เอง”
เซียวจิ่งหยวนชำเลืองมองเล็กน้อยก่อนพูดขึ้นพร้อมคลี่ยิ้ม “เพียงสามวันก็เพียงพอแล้วไม่แน่ข้าอาจกลับมาก่อนเจ้าเสียอีก...”
“ดูถูกข้าเช่นนั้นหรือ” ฟางเส้าไป๋หรี่บตามอง “กฎเดิม พนันเนื้อสุนัขหนึ่งมื้อเจ้าว่าอย่างไร”
“ได้สิ!”
เซียวจิ่งหยวนพยักหน้า
ฟึ่บ!
ทันใดนั้นฟางเส้าไป๋ก็ยืนขึ้นพร้อมแสงกระบี่ที่สว่างวาบเขากวัดแกว่งกระบี่เหาะขึ้นฟ้า ก่อนส่งเสียงดังแว่วมา “เจ้ารอปรุงเนื้อสุนัขให้ข้าได้เลย...”
“ฮ่าๆ!”
เซียวจิ่งหยวนหัวเราะจนตัวโยนแต่ก็ไม่ได้รีบร้อน เขาทำความสะอาดอารามเต๋าอย่างเอื่อยเฉื่อยจนสะอาดก่อนออกเดินทางไปอย่างรวดเร็วปานดาวตก
เขาเหาะผ่านสายลมและก้อนเมฆสถานที่ที่เหาะผ่านล้วนเต็มไปด้วยภูเขาสูงและสายน้ำอันกว้างใหญ่ เทือกเขาวกวนประหนึ่งคลื่นยักษ์ที่ผันผวนไม่ว่าจะบินไปทางใดล้วนดูเหมือนกันเสียหมด
ใช้เวลาเพียงครึ่งวันเขาก็เหาะมาจนถึงภูเขาเทียนไถที่แห่งนี้เต็มไปด้วยภูเขาน้อยใหญ่ ยอดเขาและสันเขาสลับซับซ้อนทั้งยังมีทุ่งหญ้าสีเขียวอันอุดมสมบูรณ์
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในภูเขาที่มีชื่อเสียงภูเขาเทียนไถเป็นดั่งสรวงสวรรค์และดินแดนแห่งความผาสุกมีสภาพแวดล้อมอันเงียบสงบงดงาม รายล้อมไปด้วยต้นไม้โบราณสูงใหญ่พืชพรรณอุดมสมบูรณ์ สายน้ำหลั่งไหลคดเคี้ยวจนสวยงามราวภาพวาด
ทว่ายามนี้เซียวจิ่งหยวนค้นพบว่าตนเองดูเหมือนจะหลงทางเสียแล้ว
ภูเขาเทียนไถไม่ได้เป็นเพียงภูเขาเท่านั้นแต่ยังเป็นเทือกเขาที่ทอดยาวต่อกันยอดเขาจำนวนนับร้อยกระจัดกระจายครอบคลุมไปทั่วพื้นที่หลายพันลี้และเขายังไม่มั่นใจเลยว่ายอดเขาที่มีชื่อว่าอวี้เซียวนี้อยู่ที่ใดกันแน่
แม้อยากสอบถามทางแต่ที่นี่กลับเป็นเพียงภูเขาสูงตระหง่าน ไร้ซึ่งการมีอยู่ของมนุษย์
“ทำอย่างไรดี”
เซียวจิ่งหยวนเกาศีรษะยิกๆพร้อมครุ่นคิดว่าเขาจะตามหานายพรานสักคนเพื่อถามทางดีหรือไม่
แต่แล้วจู่ๆกลับมีแสงสีแดงสว่างวาบขึ้น เทียบเชิญที่อยู่ในอกของเขาบินออกมาก่อนแปรเปลี่ยนเป็นนกวิเศษตัวหนึ่ง
เซียวจิ่งหยวนแน่นอนว่าต้องตกใจเพราะอยู่ดีๆ ก็เห็นนกวิเศษสีสันสดใสกระพือปีกบินออกไปจากอก จึงรีบเหาะตามไปอย่างรวดเร็ว
นกตัวนั้นบินตรงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วทั้งยังพุ่งตรงไปทิศหนึ่งราวกับรู้ทางอย่างไรอย่างนั้นนำทางให้เขาบินไปรอบห้วยน้ำระหว่างหุบเขา โฉบผ่านป่าทึบที่เต็มไปด้วยขวากหนามก่อนยอดเขาสูงตระหง่านจะพลันปรากฏขึ้นตรงหน้า
เซียวจิ่งหยวนยินดีในทันทีหลังได้เห็นยอดเขาแห่งนี้เขารับรู้ได้ว่าตรงหน้านี้คือยอดเขาอวี้เซียวจุดหมายปลายทางของการเดินทางในครั้งนี้
เจ้านกวิเศษในยามนี้เป็นดั่งนกที่บินกลับรังกระพือปีกบินสูงโฉบผ่านก้อนเมฆแล้วหายไปในชั่วพริบตา
เซียวจิ่งหยวนบินตามไปก่อนร่อนลงมาอยู่บนยอดเขา
ทันทีที่ถึงจุดหมายเซียวจิ่งหยวนก็เห็นว่าด้านข้างปกคลุมเต็มไปด้วยก้อนเมฆสีขาวแซมควันหลากสีราวกับผืนผ้าสีสันสดใสทิวทัศน์อันสวยงามและกลิ่นไอมงคลที่ลอยคละคลุ้งทำให้สามารถเรียกที่แห่งนี้ว่าเป็นสถานที่หายากบนโลกใบนี้เลยก็ว่าได้
แม้ว่าจะเป็นยอดเขาแต่เหล่าดอกไม้ใบหญ้าที่ขึ้นอยู่ในที่แห่งนี้กลับอุดมสมบูรณ์ ดูสดชื่นเย็นสบาย งดงามอย่างมากทว่าเมื่อเซียวจิ่งหยวนมองซ้ายแลขวา กลับไม่พบร่องรอยการอยู่อาศัยบนยอดเขานี้เลย
ไป๋อวิ๋นจื่ออยู่ที่ใดกันนะ
เซียวจิ่งหยวนคาดเดาพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนหยุดลงที่นกวิเศษตัวนั้น
นกวิเศษกำลังบินวนอยู่รอบยอดเขาปีกอันสวยสดงดงามเปล่งแสงออกมาอย่างสุกสกาวประหนึ่งเปลวเพลิง
ทันใดนั้นมีมือโปร่งแสงยื่นลงมาจากท้องฟ้าอันว่างเปล่าท่ามกลางแสงสว่างที่พริ้วไหวไปมา
เป็นฝ่ามือขาวสะอาดเรียวยาวคู่หนึ่งดูเลือนรางไม่ชัดเจน
เซียวจิ่งหยวนเบิกตามองรอยร้าวที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศฝ่ามือนั้นยื่นออกมาจับนกวิเศษที่ทอแสงสวยงามตัวนั้นก่อนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เพียงเสี้ยวพริบตาท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยก้อนเมฆและยอดเขาพลันสงบเงียบ
หากไม่ใช่เพราะนกวิเศษหายไปต่อหน้าต่อตาเกรงว่าเซียวจิ่งหยวนจะคิดว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่อาจเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น...
เขามึนงงอยู่สักพัก ก่อนรู้ตัวพร้อมรีบพูดเสียงดังว่า“ท่านผู้อาวุโสผู้น้อยได้รับคำสั่งจากท่านอาจารย์ตู้ ให้นำเทียบเชิญมาส่งให้ท่าน...”
ท้องฟ้าเงียบสงัดไปสักพักก่อนมีเสียงอันเยือกเย็นดังแว่วออกมา “ทราบแล้วเจ้าจงกลับไปบอกเขาเถิดว่าข้าจะไปตามนัดอย่างตรงเวลา...”
ท้องฟ้าเงียบสงัดและอ้างว้างไปทันทีหลังสิ้นเสียง
เซียวจิ่งหยวนตกตะลึงพร้อมรู้สึกว่าไป๋อวิ๋นจื่อผู้ลึกลับผู้นี้ไม่มีเจตจาจะพบตน เขาจึงเข้าใจรีบประสานมือพร้อมพูดขึ้นในทันที“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ผู้น้อยขอตัวลา”
เขาเงี่ยหูฟังตั้งใจรอสักพักแต่กลับไม่มีเสียงใดตอบกลับมาก็วางใจ ก่อนรีบเหาะออกมา
ภารกิจสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งสถานที่ต่อไปคือภูเขาอู่อี๋...
เซียวจิ่งหยวนบินตรงไปทางใต้ด้วยความเร็วดั่งดาวตกในความทรงจำของเขาแล้ว ภูเขาอู่อี๋ตั้งอยู่ในเขตฝูเจี้ยนซึ่งเป็นเทือกเขาสูงตระหง่านที่ทอดยาวหลายพันลี้ และมียอดเขาสูงตั้งอยู่มากมาย
ทว่าภูเขาที่มีชื่อเสียงทุกลูกล้วนมีมังกรและอสรพิษชุกชุมหรือกระทั่งเป็นแหล่งอาศัยของพวกภูตผีปีศาจ เป็นสถานที่ที่อันตรายอย่างมากเมื่อครู่ตอนที่เขาเข้าสู่ภูเขาเทียนไถก็ได้เห็นสัตว์ดุร้ายและสัตว์มีพิษมากมายทว่าโชคดีที่ยอดเขาอวี้เซียวตั้งอยู่ด้านนอกภูเขาเทียนไถไม่ได้ตั้งอยู่ลึกในป่าจึงไม่ได้มีอันตรายใดๆ
หวังว่าผาไต้อวิ๋นที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำฉื่อชุ่ยซึ่งเป็นที่อาศัยของแม่เฒ่าหงฮวาจะหาง่ายแบบนี้เช่นเดียวกัน...
เซียวจิ่งหยวนอธิษฐานในใจก่อนออกเดินทางต่อไป
เมื่อวิชาดาราเหินแสดงฤทธิ์ออกมาจนถึงขีดสุดเขาก็เป็นดั่งดาวตกที่พุ่งทะลุผ่านท้องฟ้า พริบตาเดียวก็หายไปสายตาคนธรรมดาไม่อาจเห็นการเคลื่อนไหวของเขาได้เลยหรือต่อให้มีผู้โชคดีได้เห็นการเหาะเหินของเขา อย่างมากก็ร้องอุทานแต่คงไม่ได้ประหลาดใจอะไร ในเมื่อโลกนี้เป็นโลกที่มีการบำเพ็ญเซียนซึ่งเซียนมักปรากฏตัวอยู่ทุกหนทุกแห่งอยู่แล้วจนผู้คนมากมายต่างคุ้นชินและเห็นเป็นเรื่องปกติ
ดังเช่นเซียวจิ่งหยวนเองในขณะที่เขากำลังเหาะเหินลอยอยู่บนอากาศบางครั้งยังรู้สึกได้ถึงแสงประหลาดที่ส่องผ่านฝากฟ้าไป โดยแสงนี้อาจเป็นแสงแห่งการหลบหลีกของเหล่าผู้บำเพ็ญหรือบางทีอาจเป็นร่องรอยของการเหาะด้วยอาวุธก็ได้
แม้เหล่าผู้บำเพ็ญจะอยู่สูงบนอากาศทว่ากลับหาได้ง่ายราวอยู่ใกล้เพียงเอื้อม
หากเปลี่ยนเป็นเมื่อก่อนหากเซียวจิ่งหยวนค้นพบรอยเท้าของผู้บำเพ็ญเหล่านี้ ต่อให้ไม่ได้คิดอยากฝากตัวเป็นศิษย์ก็คงเข้าไปสอบถามเพื่อดูว่าตนพอมีวาสนาบ้างหรือไม่
ทว่าตั้งแต่ที่เขาได้ผ่านประสบการณ์การต่อสู้ในภูเขาเนินพยัคฆ์จิตใจของเขาก็เปลี่ยนไป เข้าใจแล้วว่าโลกใบนี้กว้างใหญ่ไพศาล นิสัยใจคอของผู้บำเพ็ญแต่ละคนแตกต่างกันมีทั้งดีและร้าย หากผลีผลามเข้าไปสอบถาม คงไม่อาจคาดเดาได้ว่าตนจะโชคดีหรือโชคร้าย
ดังนั้นเขาจึงเพิกเฉยหันมาจดจ่อกับการเดินทาง แล้วรีบตรงไปยังภูเขาอู่อี๋อย่างรวดเร็ว
เพียงแต่บางครั้งโลกนี้กลับประหลาดนักเขาไม่ได้อยากมีปัญหา แต่โชคร้ายมักจะร่วงหล่นลงมาจากฟ้าเสียเอง...
หลังจากที่เซียวจิ่งหยวนเหาะอยู่กลางอากาศมากว่าครึ่งวันก็เข้าใกล้ภูเขาอู่อี๋ขึ้นมากแล้วเขาจงใจหาครอบครัวคนพื้นที่ที่อาศัยอยู่ในหุบเขาเพื่อสอบถามตำแหน่งที่ตั้งของแม่น้ำฉื่อชุ่ย
เขาบินตรงไปยังแม่น้ำฉื่อชุ่ยอย่างสบายใจทว่าในยามที่โฉบผ่านหุบเขาแห่งหนึ่งก็เห็นธารน้ำสีแดงที่ไหลอยู่บนเทือกเขาทอดยาวมาจากระยะไกลธารน้ำสายนี้ไหลเชี่ยว คดเคี้ยวไปมาสวยงามราวอาทิตย์อัสดง
แต่ในขณะที่เขาโฉบผ่านแม่น้ำฉื่อชุ่ยไปด้วยใจที่เป็นสุขเปลวไฟที่เป็นดั่งดวงดาวมากมายกลับพวยพุ่งขึ้นจนมืดฟ้ามัวดินหนาแน่นประหนึ่งหยาดฝนที่โปรยปราย
“อันตราย!”
ร่างกายที่กำลังล่องลอยอยู่ของเซียวจิ่งหยวนพลันชะงักหยุดลงอย่างกะทันหันจิตใจสั่นสะท้าน วงแสงสว่างเจิดจ้าลอยแผ่ออกมาปกคลุมร่างกายของเขาเอาไว้ดั่งใจนึก
ปังๆๆ ...
ลูกไฟที่กระจายอยู่บนท้องฟ้าลอยปะทะเข้ากับวงแสงเกิดประกายไฟขึ้นมากมาย แสงสีแดงกระพริบระยิบระยับพร่างพราว
แม้นถูกกั้นไว้ด้วยวงแสงทว่าเซียวจิ่งหยวนกลับยังรู้สึกได้ถึงพลังของลูกไฟที่ลุกโชนเหมือนดั่งลาวาของภูเขาไฟที่สามารถแผดเผาทุกสรรพสิ่งให้มอดไหม้หายไปจนสิ้น
เซียวจิ่งหยวนพลันเดือดดาลในทันทีผู้ใดกันมีจิตใจที่ชั่วช้าเช่นนี้ โจมตีมาอย่างไม่มีปี่มี่ขลุ่ยสักนิดเกินกว่าที่เขาจะรับมือไหว...
หากไม่ใช่เพราะเขาขัดเกลาห่วงวิหคมังกรจนมีเกราะป้องกันตัวเช่นนี้ล่ะก็คาดว่าเมื่อครู่เขาคงถูกลาวาอันร้อนระอุแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว
เขาโมโหเป็นฟืนไฟ ห่วงวิหคมังกรระเบิดพลังออกมาตามอารมณ์จนวงแสงที่งดงามสว่างเจิดจ้าผลักดวงไฟที่อยู่โดยรอบเต็มท้องฟ้าให้ออกไปไกลราวสิบจั้งในทันทีในขณะเดียวกันเขาก็อาศัยโอกาสนี้หลบหนีออกมานอกวงแสงบินสูงขึ้นไปบนท้องฟ้าพร้อมก้มมองลงมาข้างล่าง จากสายตาของเขาในตอนนี้เขาสามารถเข้าใจเหตุการณ์ด้านล่างทั้งหมดได้ภายในพริบตาเดียว
ที่แห่งนี้คือหุบเขาที่มีก้อนหินประหลาดตั้งตระหง่านวัชพืชขึ้นรกเต็มพื้นที่ เต็มไปด้วยอันตราย
ณ ด้านในหุบเขามีชายหนุ่มผิวคล้ำ ร่างกายผอมเตี้ย รูปร่างอัปลักษณ์แต่กลับอยู่ในชุดผ้าไหมสวยงามผู้หนึ่งเปิดห่อหนังที่ถือไว้ในมือออกก่อนเล็งตรงไปทางท้องฟ้า
เซียวจิ่งหยวนตั้งจิตให้มั่นเห็นได้อย่างชัดเจนว่าห่อหนังในมือของชายหนุ่มผู้นั้นพ่นไฟออกมา
ในตอนแรกเปลวไฟนั้นบางเพียงตะเกียบคล้ายกับประทัดที่ถูกจุดในช่วงตรุษจีน ทว่าเมื่อบินสูงขึ้นไปหลายจั้งเปลวไฟกลับค่อยๆ เจิดจ้า และโหมกระหน่ำดุจมีชีวิตพุ่งเข้ามาหาเขาดั่งคลื่นยักษ์ที่แปรปรวน...