53.ขุนพลมารและเสี่ยวไป๋
ในขณะที่ไป๋อู่ฉาง และเฮ่ยอู่ฉางกำลังลากตัวของซุนเย่ผิงกลับนรกอย่างช้าๆพร้อมทั้งลงมือใช้หอกทิ่มแทงร่าง กรีดหน้า ลากซุนเย่ผิงหน้าไถไปกับพื้นและให้พลังหยินกัดกินวิญญาณตลอดเวลานั้น เฮ่ยอู่ฉางก็ถามขึ้น
“นี่ไป๋อู่เมื่อครู่ตอนเจ้าคุยกับเทพมังกรขาว ทำไมทำท่าทางแปลกๆ เหมือนเจ้ากลัวอะไรบางอย่าง...ข้าละสงสัยว่านอกจากเทพมังกรขาวแล้วยังจะมีอะไรที่น่ากลัวกว่านี้อีกหรือ?”
เมื่อถูกกระตุ้นความทรงจำไป๋อู่ฉางก็ตัวสั่นลูบแขนคล้ายขนลุกหวาดกลัว “จะ...เจ้า...ไม่เห็นคนผู้นั้นหรือ!”ไป๋อู่ฉางถามเสียงสั่น
“เห็นใครเล่า...ก็มีแต่พวกมนุษย์ทั้งนั้น”เฮ่ยอู่ฉางตอบขณะใช้หอกกรีดหน้าวิญญาณร้ายไปพลางๆ
“โถ่เอ้ย เฮ่ยอู่ เจ้าเคยสังเกตอะไรบ้างข้าโดนจ้องจนร่างแทบจะพรุน ไม่กลัวก็แปลกแล้ว เล่นมองข้าอาฆาตขนาดนั้น!”ไป๋อู่ฉางยมทูตชุดขาวกล่าว
ยมทูตชุดดำที่กำลังใช้หอกกรีดหน้าวิญญาณของซุนเย่ผิงที่กำลังกรีดร้องโหยหวนพลันชะงักมือ หันไปมองหน้าของไป๋อู่ฉาง
“อ้อ...ข้าก็นึกว่าเจ้ากลัวอย่างอื่นเสียอีกที่แท้ก็คนขี้หึงผู้หนึ่ง เจ้าเล่นไปขัดคอตอนคนเขากำลังคุยกันไม่ถูกจับถลกหนังก็บุญเท่าไหร่แล้วหนำซ้ำคนที่เจ้าไปขัดคอยังเป็นคนขี้หึงที่ไม่ชอบให้บุรุษหน้าตาดีเข้าใกล้คนที่เขารักอีก”เฮ่ยอู่ฉางกล่าวด้วยท่าทางที่บ่งบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ ก่อนจะหันไปแทงหอกใส่วิญญาณร้าย
“แม้มนุษย์ท่าทางเย็นชาผู้นั้นจะไร้ซึ่งกลิ่นอายเทพมังกร ทว่าลักษณะท่าทาง และแววตาของเขา มองอย่างไรก็เหมือนเทพมังกรฟ้าหลันหลง”เฮ่ยอู่ฉางกล่าวพลางนึกถึงเด็กหนุ่มท่าทางเย็นชาที่อยู่ข้างกายเทพมังกรไป๋หลง แล้วกล่าวต่อ
“แสนปีก่อน ข้าได้ยินว่าหลันหลงนั้นตามเกี้ยวพาเทพมังกรขาวมาโดยตลอด ซ้ำยังเป็นคนขี้หึงคนนึงทำให้เทพเซียนทั้งหลายที่คิดจะแวะเวียนไปดูเทพมังกรขาวผู้ลงมาจุติบนโลกเทพอสูรต้องรีบเผ่นหนีกันหมด เมื่อถูกเทพมังกรฟ้าหลันหลงพบเห็นเข้า สุดท้ายแล้ว แทบไม่เคยมีบุรุษใดเข้าใกล้เทพมังกรขาวได้เลย”
ไป๋อู่ฉางได้ยินแล้วหน้าซีดแม้ไม่เคยมีผู้ใดบอกได้แน่ชัดว่าเทพมังกรฟ้าหลันหลงผู้นี้ ร้ายกาจเพียงใด ทว่ายามเกิดเป็นมนุษย์มีเพียงพลังเทพมังกรน้อยนิดเขาก็สามารถหยุดยั้งกลียุคได้แล้ว... หากว่ามีพลังทั้งหมด เกรงว่า...ไป๋อู่ฉางทำหน้าสยดสยอง
“ทางที่ดีเจ้าระวังตัวไว้เถอะ!”เฮ่ยอู่ฉางกล่าวพลางมองซ้ายมองขวา คล้ายกลัวใครได้ยินก่อนจะกระซิบ “ข้าได้ยินมาว่าบุรุษรูปงามที่สนิทสนมกับเทพมังกรขาวหลายคนล้วนหายตัวไปอย่างเงียบ! เกรงว่า...คงเป็นฝีมือหลันหลงผู้นั้น!”
“จะ...เจ้าอย่าขู่ให้ข้ากลัวสิ!”ไป๋อู่ฉางเสียงสั่น
“ใครจะกล้าเอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่น!”เฮ่ยอู่ฉางเผลอเสียงดังโมโหที่อีกฝ่ายกล่าวหาตนทว่าเมื่อได้สติก็รีบลดเสียงด้วยกลัวว่าจะมีใครมาได้ยิน “ได้ยินมาว่าองค์ชายจากเผ่ามารผู้นึงสนิทสนมกับเทพมังกรขาวสุดท้าย องค์ชายผู้นี้ก็หายสาบสูญไป!”
เรื่องนี้เป็นความลับมีคนไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่องเพียงแต่ว่า ยมโลกเป็นแดนผ่านทางของดวงวิญญาณมากมายก่อนจะไปกำเนิดในภพชาติใหม่ดังนั้นจึงมีเรื่องซุบซิบนินทาให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง รวมทั้งความลับทั้งหลายเรียกได้ว่ายมโลกเป็นแหล่งรวมของข่าวสารทั้งหลายก็ว่าได้
“เจ้าไปเอาเรื่องนี้มาจากไหน...”ไป๋อู่ฉางมองสหายร่วมงานที่ไม่น่าเชื่อว่าหน้าโหดๆราวกับเพชฌฆาตนี้กลับชอบฟังเรื่องนินทา...
“ก็องค์ชายจากเผ่ามารที่ว่านั่นดันผ่านยมโลกไปเกิดใหม่นะสิ!”เฮ่ยอู่ฉางกระซิบเสียงเบาดวงตาเหลือบมองซ้ายขวาตลอดเวลา ด้วยเกรงว่าความลับจะรั่วไหล...
“เอ๊ะ...ทำไมข้าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน”ไป๋อู่ฉางหยุดเท้าที่กำลังเดินทันทีหันไปแย่งหอกในมือยมทูตชุดดำแล้วเสียบทะลุร่างดวงวิญญาณร้ายของซุนเย่ผิงตรึงไว้กับพื้นก่อนจะจะยินเสียงกรีดร้องของวิญญาณร้ายแล้วมอบหน้าที่ทรมานดวงวิญญาณร้ายนี้ให้พลังหยินชั่วคราว ส่วนตนหันไปคุยกับสหาย
“ในวันพระใหญ่ที่นรกหยุดทำการข้าบังเอิญเห็นยายเมิ่ง ทำตัวลับๆล่อๆ กระโดดลงไปในแม่น้ำลืมเลือน อาศัยช่วงเวลาที่นรกเฉลิมฉลองวันหยุดเอาหม้ออะไรบางอย่างขึ้นมาจากแม่น้ำลืมเลือน ยายเมิ่งอุ้มหม้อนั้นแล้วรีบเดินไปที่บ่อเกิดใหม่นางเปิดหม้อนั้นออก สุดท้ายก็มีวิญญาณออกมาจากหม้อ ข้ารับรู้ได้ถึงพลังของเผ่ามารตอนที่จะไปถามยายเมิ่งว่ากำลังทำอะไรยายเมิ่งก็ถีบดวงวิญญาณดวงนั้นลงไปที่บ่อเกิดใหม่เป็นคนแล้ว....
ส่วนข้ายังไม่ทันได้โผล่หัวออกจากที่ซ่อนก็ได้ยินเสียงยายเมิ่งบอกว่า คนผู้นั้นคือองค์ชายแห่งเผ่ามารที่ถูกจับขังไว้ในหม้อดินเผ่า ถ่วงน้ำไว้ที่ก้นแม่น้ำลืมเลือนนางต้องการปลดปล่อยเขาเลยส่งเขาไปเกิดใหม่เสีย...
ยายเมิ่งยังกล่าวอีกว่าไม่ว่าคนที่แอบดูอยู่เป็นใคร อย่าได้เสนอหน้าออกไปให้นางเห็นและอย่าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังจนกว่าจะผ่านไปอีกหลายสิบปีโลกมนุษย์เพราะหากคนที่ขังองค์ชายผ่ามารไว้รู้เรื่องเข้าคนที่จะถูกถลกหนังคนแรกก็คือคนที่ปล่อยข่าวลือ!”ยมทูตชุดดำว่าพลางกลืนน้ำลายเมื่อนึกถึงเสียงข่มขู่ของยายเมิ่งผู้ที่ปกตินิ่งเฉยต่อทุกสิ่ง“หลังจากนั้นข้าก็ตามสืบจนรู้ว่าคนที่ขังองค์ชายผู้นั้นไว้คือเทพมังกรฟ้าหลันหลง....ข้าเลยไม่กล้าพูดมากคนขี้หึงผู้นี้ ด้วยความหึงหวงถึงขั้นจับผู้อื่นขังไว้นับแสนปีหากยายเมิ่งไม่ปลดปล่อยออกมา ข้าคิดว่าคงถูกขังลืม ชั่วกัปชั่วกัลป์...”
“แล้วแบบนี้ข้าจะถูกหึงโหดไหม...”ไป๋อู่ฉางพึมพำ“ดูเหมือนช่วงนี้พวกเรายมทูตขาวดำจะถูกหมายหัวเสียแล้ว”ตอนที่เฮ่ยอู่ฉางถูกเทพมังกรขาวหมายหัวเขายังนั่งหัวเราะล้อเลียนสหายอยู่เลยทว่าพอมาถูกหมายหัวเองบ้างมันก็ไม่ตลกเสียแล้ว...
“จบงานนี้พวกเราลาพักร้อน...หาที่หลบภัยสักพักจะดีกว่า”เฮ่ยอู่ฉางว่าพลางตบบ่าสหายดูจากสภาพของวิญญาณร้ายดวงนี้แล้วคาดว่าความอาฆาตของเทพมังกรขาวคงจะน่ากลัวไม่แพ้ความขี้หึงของเทพมังกรฟ้าแน่นอน...
“ก็ดี...ข้ายังกลัวอยู่ว่าไปรับวิญญาณบนโลกมนุษย์คราวหน้าจะพบเจอเทพมังกรฟ้าอีก...”ไป๋อู่ฉางกล่าวอย่างเห็นด้วยขณะที่ในหัวเริ่มคิดว่าจะหลบหนีไปอยู่ที่ไหนดี!!!
ณตำหนักของเฟยหานตง
หลังจากที่ไป๋หลงปรึกษาเรื่องจัดการกับนิกายทมิฬเฟยหานตงก็มีคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งหลายไปลงมือ รอเพียงเวลาที่จะจัดการกับแม่เลี้ยงใจร้าย ผู้นำนิกายทมิฬคนนั้น
“แล้วแม่ทัพ หงซือจงเจ้าจะจัดการอย่างไร”เสียงของฮุ่ยเทียนหลงถามขึ้น
“ฮึ ฮึ”ไป๋หลงหัวเราะชั่วร้ายจนเสี่ยวไป๋ขนลุกชี้ชันด้วยความกลัว “สิ่งใดที่เขารักที่สุดข้าจะให้สิ่งนั้นทำลายเขาเอง!”ไป๋หลงยิ้มเหี้ยมเกรียมหากไม่ใช่หงซือจงที่ปล่อยให้ภรรยาสุดที่รักหนีไปได้วันนี้เธอคงไม่ต้องมานั่งจัดการกับนิกายทมิฬให้เสียเวลา...
“เอ่อ...”ฮุ่ยเทียนหลงเผลอถอยหลังไปก้าวนึงเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะชั่วร้ายที่คุ้นเคยนี้ นางมารกำลังจะอาละวาดแล้ว! “ข้าแค่ถามเฉยๆ ไม่ต้องลงรายละเอียด ข้าไม่อยากรู้แล้ว!”ฮุ่ยเทียนหลงกล่าวขณะหลบหลังซิ่นเผิง ที่กำลังยืนห่อไหล่ลูบแขนตัวเองคล้ายกับรู้สึกหนาวเยือก
คงมีแต่เฟยหานตงเท่านั้นที่สงบนิ่ง ไม่แสดงออกถึงความรู้สึกใดๆกับท่าทางน่ากลัวของไป๋หลง
“ขอเพียงเจ้าเอ่ยปากหากต้องการให้ผู้ใดตายอย่างทุกข์ทรมาน ข้าจะจัดการให้!”เฟยหานตงกล่าวด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยมไม่แพ้ไป๋หลง
ซิ่นเผิง ฮุ่ยเทียนหลง และเสี่ยวไป๋เหลือบมองหน้ากันพลางคิด‘สองคนนี้เหมาะสมกันดีแท้ชวนให้คนสยดสยองทั้งคู่!’
หลังจากคุยธุระเสร็จไป๋หลงก็แยกย้ายจากทุกคนด้วยต้องการไปเยือนสำนักแพทย์โอสถ วันนี้จึงจงใจใส่ชุดสีขาวแน่นอนว่าชุดเมื่อเช้าถูกย้อมไปด้วยเลือกของซิ่นเผิงจนใส่ไม่ได้แล้ว เฟยหานตงจึงให้คนนำชุดมาให้ไป๋หลงเปลี่ยนตั้งแต่มาถึงตำหนักของเฟยหานตง
ไป๋หลงเดินทอดน่องช้าๆไปทั่วสำนักฝึกยุทธ ช่วงเช้านี้ชั้นปีอื่นๆยังคงเรียนกันอยู่คงยังไม่รู้เรื่องที่ซุนเย่ผิงตาย ที่นี่การเรียนสำคัญสุดต่อให้คนที่ตายเป็นจ้าวสำนัก การเรียนการสอนก็ต้องดำเนินไปจนจบคาบ ถึงจะมีคนไปแจ้งดังนั้นบรรยากาศของสำนักในยามนี้ค่อนข้างเงียบสงบ ไร้คนเดินเพ่นพ่าน ไป๋หลงจึงไม่ถูกเสียงซุบซิบนินทาทำให้รำคาญใจ “เสี่ยวป๋ายยยยย”ไป๋หลงทำเสียงยานเรียกเจ้ากระต่ายขาวขณะแววตาฉายความเจ้าเล่ห์
เสี่ยวไป๋ได้ยินแล้วเสียวสันหลังวาบท่าทางแบบนี้ของไป๋หลง บ่งบอกว่านางกำลังคิดจะเล่นงานเขา!
“มะ...ไม่ต้องทำเสียงแบบนั้นเลย! ข้าฟังแล้วหนาวเยือกพิกล! มีอะไรก็รีบๆพูดมา”เสี่ยวไป๋ทำตัวสั่น
“ฮึ ฮึ เสี่ยวป๋ายยย”ไป๋หลงหัวเราะด้วยน้ำเสียงชั่วร้าย“บอกข้ามา แม่สาวใหญ่ชุดดำที่สะกดรอยตามเจ้า เมื่อครู่นี้เป็นใคร!”
“คะ...ใคร...สาวใหญ่ที่ไหนไม่มี...ไม่มี”เสี่ยวไป๋ทำท่าทางร้อนรน ส่ายหัวรัวๆปฏิเสธ ทว่ายิ่งปฏิเสธก็ยิ่งเผยพิรุธ
“ยังกล้าปฏิเสธหรือ?”ไป๋หลงว่าพลางคว้าหูยาวๆของเจ้าเสี่ยวไป๋กระตุกแรงๆ
“โอยยยยย”เสี่ยวไป๋โวยวาย“เจ็บนะเจ็บ...ปล่อย ปล่อยมือนะ!”
“พูด!”ไป๋หลงทำเสียงเหี้ยม “ถ้าไม่พูดข้าจะดึงให้หูขาดเลย!”ไป๋หลงข่มขู่เสียงเหี้ยม
“ก็บอกแล้วไม่ใช่สาวใหญ่นางยังไม่แก่ขนาดนั้นเสียหน่อย!”เสี่ยวไป๋บ่น ขณะจับหูตัวเองเอาไว้ “ปล่อยมือ! ข้าจะได้เล่าให้ฟัง!”เสี่ยวไป๋ทำเสียงโมโห
“ก็ได้”ไป๋หลงยิ้มเจ้าเล่ห์ขณะที่ยอมปล่อยมือจากหูยาวๆของเจ้ากระต่ายที่เธอบอกว่าสาวใหญ่นะ ไม่ใช่อายุแต่หมายถึงหน้าอกของสตรีผู้นั้นต่างหาก! เพียงแค่หกเดือนเจ้ากระต่ายโง่นี่ก็มีสาวใหญ่มาตามสะกดรอยแล้ว น่าสนใจจะตาย!
“รีบๆเล่ามา”ไป๋หลงกล่าวขณะเดินทอดน่องช้าๆอุ้มเสี่ยวไป๋เดินไปตามทางเดินของสำนักฝึกยุทธเพื่อไปสำนักแพทย์โอสถ
“สตรีผู้นั้นคือขุนพลมาร!”เสี่ยวไป๋ว่าพลางลูบหูด้วยความเจ็บมองค้อนให้ไป๋หลงที่ทำแววตาวิววับ คล้ายจะบอกว่าเปิดเรื่องมาก็น่าสนใจแล้ว “หลังจากที่เจ้าตายข้าพบซือมิ่งในป่าข้างล่างหน้าผา แถวๆที่พักเจ้านั่นละ ข้าพาซือมิ่งไปหาหวงหลงข้าคิดว่าเจ้าคงรู้เรื่องที่ซือมิ่งเขียนชะตากรรมเรื่องที่มีเลือดวิเศษปรากฏในใต้หล้าแล้ว”เสี่ยวไป๋ตั้งคำถาม
“อืม...เรื่องนี้ข้ารู้แล้วรู้ตอนที่ซือมิ่งเขียนแล้วเรื่องนี้แพร่ไปทั้งสามภพนั่นละ”ไป๋หลงตอบ
“ตอนนั้นละที่ข้าได้พบขุนพลมารเดิมทีนางพาพรรคพวกมาเพื่อจะสังหารเทพมังกรทองที่กำลังคลุ้มคลั่งแต่พวกมารกลับพบว่าหากดื่มเลือดของซือมิ่ง จะทำให้เผ่ามาร มีพลังวิเศษของเผ่าเทพดังนั้นขุนพลมารจึงลงมือคิดจะชิงตัวซือมิ่ง ข้าใช้ความถนัดส่วนตัวเล็กๆน้อยๆ ใช้ความเร็วจับตัวนางไว้ลวนลามนางนิดๆหน่อยๆ ยั่วโทสะขุนพลมารเล่น ก่อนจะรีบเผ่นหนี...
แต่สงสัยข้าจะเล่นแรงไปหน่อยนางให้ส่งกองทัพมารออกไล่ล่า จนข้าหนีหัวซุกหัวซุน ถึงข้าจะมีฝีมือแต่การถูกกองทัพมารตามตอแยตลอดเวลา จะกินจะนอนก็ไม่ได้ ทำให้ข้าหงุดหงิดมากสุดท้ายข้าเลยบุกไปหาขุนพลมารสะเลย!”เสี่ยวไป๋ว่าพลางยิ้มกรุ้มกริ่มเมื่อนึกถึงเหตุการณ์วันนั้น
“เจ้าไปจับหรือไปเห็นของดีอะไรมาละ”ไป๋หลงยิ้มอย่างรู้ทัน “ใหญ่ไหมละ!”
“แคก! แคก!”เสี่ยวไป๋สำลักน้ำลายตัวเองทันที“จะ...เจ้าถามบ้าอะไร”เสี่ยวไป๋โวยวาย ขณะจมูกและหูแดงก่ำ
“โอ๊ะ...ท่านเสี่ยวไป๋เขินแล้วดูเหมือนท่านเสี่ยวไป๋จะโตเป็นหนุ่มแล้วสินะ!”ไป๋หลงแซว “นิสัยของเจ้า ถ้าเห็นภูเขาลูกโตๆ ต้องแอบจับแอบลูบไล้ แน่นอน”ไป๋หลงกล่าวอย่างมั่นใจ ในนิสัยลามกของเสี่ยวไป๋ “เจ้าอย่ามาเสแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องสารภาพมา ตกลงว่าไปทำยังไง ทำไมขุนพลมารผู้นี้ถึงตามสะกดรอยเจ้าไม่ห่างแบบนี้”
“ตอนที่ข้าบุกไปหาขุนพลมาร เพื่อจะคุยกับนางให้รู้เรื่องให้นางเลิกส่งคนมาตามราวีข้า แต่บังเอิญว่าข้าไปผิดเวลา ดันเจอตอนนางอาบน้ำ....”เสี่ยวไป๋เล่าขณะจมูกและหูกระต่ายแดงก่ำบิดไปมา
ไป๋หลงได้ยินแล้วทำตาโต “โอ๊ะ...เห็นหมดเลยหรือ...”ไป๋หลงถามขณะยิ้มล้อเลียนเจ้ากระต่าย “ไม่ถูก...ข้าต้องถามว่าภูเขาลูกโตๆใหญ่กว่าที่ตาเห็นไหม!!!”
“ จะ....เจ้า เจ้าคนหน้าไม่อาย!”เสี่ยวไป๋โวยวายด่าทอสตรีหน้าไม่อายตรงหน้าที่กล้าถามเรื่องแบบนี้โดยที่ไม่กระดากปากเลยสักนิด
ทว่าคนถูกด่ากลับหัวเราะลั่นที่ได้กลั่นแกล้งเจ้ากระต่ายขนปุกปุยตัวน้อยๆที่ชอบโวยวาย “โถๆ ท่านเสี่ยวไป๋ ข้าล้อเล่น อย่าเพิ่งโมโหเลยนะ”ไป๋หลงว่าพลางเกาคางเสี่ยวไป๋เป็นการง้อ“เล่าต่อ แล้วเกิดอะไรขึ้นทำไมนางตามเจ้าเป็นเงาตามตัว แต่ไม่ลงมือสังหารเจ้าทั้งๆที่เจ้าทั้งลงมือลวนลามนาง ทั้งเห็นนางแก้ผ้า!”
“ชิ...”เสี่ยวไป๋ทำเสียงไม่พอใจก่อนจะเล่าต่อ “ความจริงแล้วข้าไม่ได้ตั้งใจไปเห็นตอนนางอาบน้ำแต่มันช่วยไม่ได้ข้าเห็นไปแล้ว...”เสี่ยวไป๋เล่าพลางจมูกแดง “ตอนนั้นนางทั้งตกใจ ทั้งโมโหที่ข้าโผล่ไปเลยถูกนางด่าทอสารพัด ใจความก็ทำนองว่าข้าโรคจิต...”
‘ก็เจ้าต่างกับโรคจิตตรงไหนละนิสัยลามกชอบลวนลามสาวๆ ดูยังไงก็โรคจิต’ไป๋หลงคิดในใจ
“หลังจากนางก่นด่าข้า ข้าเลยโต้ตอบไปว่าข้าแค่เห็นเรือนร่างของนาง ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรนาง ดังนั้นนางยังบริสุทธิ์ ข้าบอกให้นางทำเป็นลืมๆไปเสียดีกว่า”เสี่ยวไป๋เล่า
“แต่ว่านางกลับบอกว่าข้าต้องรับผิดชอบ เพราะข้าเห็นเรือนร่างนาง ข้าต้องแต่งกับนาง!”เสี่ยวไป๋ทำหน้าเหมือนคนถูกบังคับขืนใจพลางทำเสียงเศร้าโศก “ข้าปฏิเสธเพราะถ้าข้าจะแต่งกับใครสักคนก็ต้องเป็นคนที่ข้ารักแต่ขุนพลมารผู้นี้ดื้อด้านที่สุด! นับจากวันนั้นนางก็ตามเกาะติดข้าไม่ห่าง!ข้าพยายามสลัดนางให้หลุดครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่านางไม่ยอมไปไหนตลอดเวลาสามเดือนที่ข้าตามหาโคมประสานวิญญาณ นางก็ตามติดข้าตลอด แม้กระทั่งข้ามาอยู่ในสำนักพยัคฆ์ทมิฬนางก็ยังคงตามข้าเข้ามาจนทุกวันนี้ก็ไม่ยอมไปไหน!”เสี่ยวไป๋ทำเสียงหงุดหงิด
“นางก็พูดถูกแล้วนี่เจ้าต้องรับผิดชอบนาง”ไป๋หลงซ้ำเติมเจ้ากระต่าย
“รับผิดชอบอะไร ข้าแค่บังเอิญเห็นก็เท่านั้นข้ายังไม่ได้ทำอะไรนางเลยนะ ทำไมข้าต้องรับผิดชอบ!”เสี่ยวไป๋โวยวาย
“ก็เจ้าไปเห็นเรือนร่างสตรีเช่นนั้นนางจะมีหน้าไปแต่งกับใครได้ มันเป็นธรรมเนียมไม่ใช่รึ “ไป๋หลงถามพลางนึกถึง ยุคโบราณที่สตรีถูกเลี้ยงไว้ในห้องหอการถูกบุรุษทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงก็ทำให้อับอาย ไม่มีใครแต่งงานด้วย
“ธรรมเนียมอะไร นางเป็นเผ่ามารนะ! นางไม่ใช่มนุษย์!!!”เสี่ยวไป๋โวยวาย
“อ้อ...จริงด้วยข้าลืมไป”ไป๋หลงเกาศีรษะ“แล้วแบบนี้นางตามติดเจ้าทำไม เหตุใดยืนยันจะให้เจ้าแต่งกับนางให้ได้”ไป๋หลงงุนงงกับขุนพลมารผู้นี้หากใช้ธรรมเนียมมนุษย์มาวัด ก็พอเข้าใจได้ว่านางต้องการรักษาชื่อเสียง หรือศักดิ์ศรีของผู้หญิงยุคโบราณอะไรทำนองนั้น...แต่นางดันเป็นเผ่ามาร ซึ่งเผ่ามารคล้ายโลกปัจจุบันหาคนที่บริสุทธิ์ได้ยากเต็มทีแล้ว เพราะส่วนมากก็รักใครชอบใคร คบกันมีอะไรกัน....“บางทีนางอาจจะหลงรักท่านเสี่ยวไป๋รูปงามก็ได้นะไม่งั้นนางจะตามตื๊อท่านเสี่ยวไป๋ทำไม”ไป๋หลงให้เหตุผล
“จะเป็นไปได้ยังไง ข้ามีแต่ถูกนางไล่ล่ามาตลอดพอข้าแค่เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของนาง นางก็จะมารักมาชอบข้าแล้วหรือ?”เสี่ยวไป๋ขมวดคิ้ว “ฟังดูแล้วเหลวไหลที่สุด!”เสี่ยวไป๋ไม่ยอมรับข้อสันนิษฐานนี้
“เหลวไหลหรือไม่พอข้าพบนางแล้วจะลองถามดู....”ไป๋หลงว่าพลางยิ้มเจ้าเล่ห์ ใช่ว่าเรื่องแบบนี้เป็นไปไม่ได้มีข่าวว่าขุนพลมารผู้นี้งดงามมาก เป็นที่ต้องตาของบุรุษทั้งหลาย ทว่าเป็นสตรีที่ไม่ชายตามองบุรุษใดทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นคนมียศศักดิ์ในเผ่ามาร หรือมีรูปงามมากเพียงใด บางทีอาจเป็นเพราะนางมีรสนิยมชอบของแปลกเช่นเสี่ยวไป๋ก็ได้!!!
ไป๋หลงหันไปจ้องตาเจ้ากระต่ายค้นลึกลงไปในจิตวิญญาณ แม้เจ้าเสี่ยวไป๋จะนิสัยขี้ขลาด ขี้โวยวาย ตื่นเต้นตกใจง่ายทำตัวโง่งมในบางครั้ง ทว่าตัวตนของเสี่ยวไป๋นั้นเป็นคนที่มีจิตใจมั่นคง รักเพื่อนพ้องรักษาคำพูดของตน ในฐานะบุรุษ เสี่ยวไป๋รูปงาม มีเสน่ห์ ขี้เล่น หากมองข้ามนิสัยบางอย่างของเสี่ยวไป๋ก็นับว่าเจ้ากระต่ายตัวนี้มีดีมากพอให้สาวๆหลงรักได้
“นี่...มองข้าแบบนั้นหมายความว่าไงหลงเสน่ห์ความงามของข้าแล้วหรือ”เสี่ยวไป๋ถามขณะทำสีหน้าคล้ายสตรีที่ถูกบุรุษลวนลามทางสายตา
ไป๋หลงได้ยินแล้วหลอกตามองฟ้า ขอถอนคำพูดที่ว่าเจ้ากระต่ายบ้านี่มีดีมากพอให้สาวๆหลงรัก นิสัยหลงตัวเองขนาดนี้ทำให้คนอยากกระโดดถีบมากกว่านึกอยากรักใคร่...
“ข้ามองเจ้า ขณะคิดว่าจะมัดเจ้าโยนขึ้นเกี้ยวส่งไปแต่งงานกับขุนพลมารดีไหม!!!”ไป๋หลงยิ้มเย็น
“เอ่อ...”เสี่ยวไป๋ที่เมื่อครู่ปากดีรีบทำท่าทางสงบเสงี่ยมเรียบร้อย “นายท่าน หากข้าน้อยล่วงเกินนายท่านไปได้โปรดอภัยให้ข้าด้วย!!!” เสี่ยวไป๋รีบประจบทันที ด้วยเกรงว่าคนตรงหน้าจะลงมือ
ใครจะไปยอมแต่งกับแม่สาวโหดนั่นกัน!!!
ตลอดทางไป๋หลงหยอกล้อเจ้ากระต่ายเรื่องขุนพลมารจนในที่สุดก็เดินมาถึงจุดมุ่งหมาย
“นั่นๆ สำนักแพทย์โอสถ!”เสี่ยวไป๋ชี้ที่ป้ายสำนักแพทย์โอสถที่สลักอยู่เหนือประตู ด้วยตัวอักษรงดงามทรงภูมิแบบบัณฑิต ขณะที่ทางเข้ามีศิษย์ปีสี่สองคนกำลังเฝ้าอยู่หน้าประตู
โดยมีรูปปั้นงูอยู่สองตัวกำลังแผ่แม่เบี้ยข่มขู่ผู้ที่คิดจะบุกรุกเข้าสำนักแพทย์โอสถ ให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม
‘คารวะเทพมังกรขาว/คารวะเทพมังกรขาว’เสียงกระแสจิตดังแว่วเข้ามาในหัวทำให้ไป๋หลงเหลือบมองพญางูทั้งสองที่มีจิตวิญญาณสถิตอยู่
‘อืม...’ไป๋หลงตอบสั้นๆทางกระแสจิตก่อนจะหันกลับมามองที่หน้าประตูสำนักเมื่อได้ยินเสียงคนเฝ้าประตูกระแอมไอคล้ายเรียกความสนใจ
ไป๋หลงเห็นทั้งคู่ทำสายตาดูถูกซ้ำยังมองแผลเป็นบนหน้าเธอด้วยความรังเกียจ
“ขอถามศิษย์น้องเจ้าเป็นศิษย์ของสำนักแพทย์โอสถหรือ ข้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน”เสียงหนึ่งในสองคนที่เฝ้าประตูดังขึ้นน้ำเสียงฟังดูเย่อหยิ่ง มองไป๋หลงด้วยสายตาดูถูกคล้ายมองสิ่งมีชีวิตต่ำต้อย ทำให้ไป๋หลงขมวดคิ้วไม่ชอบใจในน้ำเสียงและสายตาเช่นนี้
ไป๋หลงเหลือบมองขีดบนไหล่ซ้ายของอีกฝ่ายแน่นอนว่ามันเป็นสีทองสี่ขีด แสดงถึงว่าเป็นชนชั้นสูง ขณะที่เธอมีเพียงขีดสีเงินแสดงถึงฐานะของชนชั้นล่าง
‘เหอะพวกเหยียดชนชั้น!’ไป๋หลงคิดอย่างไม่ชอบใจ
ก่อนที่ไป๋หลงจะได้ตอบสิ่งใดออกไปเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้น
“แน่นอนว่าพวกเจ้าต้องไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน”เสียงของชายผู้หนึ่งดังขึ้นหลังประตูน้ำเสียงชวนให้เคารพเกรงขาม เมื่อคนผู้นั้นเดินออกมาจากสำนัก เด็กปีสี่ทั้งสองคนที่เคยแสดงท่าทีหยิ่งผยองก็รีบค้อมศีรษะอย่างนอบน้อมพร้อมกับกล่าววาจาทักทาย
“คารวะท่านหัวหน้าแพทย์โอสถ/คารวะท่านหัวหน้าแพทย์โอสถ”เด็กชนชั้นสูงทั้งสองกล่าวด้วยน้ำเสียงเคารพ
“คารวะท่านหลิงชง”ไป๋หลงว่าพลางค้อมศีรษะให้ขณะที่หลิงชงยิ้มอย่างเอ็นดู
เด็กชนชั้นสูงทั้งสองเหลือบมองหน้ากันปกติแล้วท่านหัวหน้าแพทย์โอสถไม่อนุญาตให้ใครเรียกชื่อตรงๆแต่เด็กคนนี้กลับกล้าเรียก ซ้ำท่านหลิงชงผู้เข้มงวดยังยิ้มให้อย่างเอ็นดูนางเป็นใครกันแน่?
“สำนักแพทย์โอสถเป็นเกียรติที่เจ้ามาเยือน”หลิงชงหยอกเย้า ขณะยิ้มอย่างอารมณ์ดี
ศิษย์ปีสี่ทั้งสองคนอ้าปากค้างด้วยไม่เคยเห็นท่านหลิงชงผู้เข้มงวดอารมณ์ดีถึงขั้นหยอกเย้าผู้อื่นเช่นนี้เว้นแต่อยู่กับคนสนิท
“ท่านเล่นพูดขนาดนี้ข้าอดคิดไม่ได้จริงๆว่าท่านมารอต้อนรับข้าอยู่”ไป๋หลงกล่าวหยอกเย้ากลับทำให้หลิงชงหัวเราะลั่นอย่างถูกใจ
“แน่นอนๆ เจ้ากล่าวไม่ผิดข้ามารอเจ้าจริงๆ!”หัวหน้าสำนักแพทย์โอสถกล่าวก่อนจะหันไปถลึงตาใส่ศิษย์ปีสี่ทั้งสองคนที่ขวางประตูอยู่“ยังไม่รีบเปิดทางให้ศิษย์เอกของท่านย่าหลงเข้ามาอีก!”
น้ำเสียงดุดันของหลิงชงทำให้เด็กทั้งสองคนตาสว่างพลางนึกขึ้นได้ถึงเรื่องของสตรีผู้หนึ่งซึ่งเป็นศิษย์เอกของ ท่านย่าหลงและยังเป็นคนรักของรัชทายาทเฟยหานตงซึ่งถูกทำร้ายจนเสียโฉมไปครึ่งหน้า...ที่แทก็เป็นนาง...
ทั้งสองรีบแหวกทางให้ทันทีด้วยฐานะศิษย์เอก นางก็เหนือกว่าศิษย์ทั่วไปเช่นพวกเขาแล้วยังมี...นางเป็นคนรักของเฟยหานตง หากทำให้นางไม่พอใจ เกรงว่าเฟยหานตงคงตามมาฉีกอกพวกเขาแน่!
“ชะ...เชิญศิษย์น้อง”ศิษย์ชนชั้นสูงปีสี่กล่าวตะกุกตะกักคล้ายหวาดกลัว
“ปะ...เสี่ยวไป๋เราไปเดินชมสำนักแพทย์โอสถกัน”ไป๋หลงหันไปกล่าวกับเจ้ากระต่ายขาว แล้วยืดหลังตรงหน้าเชิด ก้าวผ่านประตูเข้าไปด้วยความหยิ่งทะนง
“ขวับๆ!”ขณะที่เสี่ยวไป๋หันไปแยกเขี้ยวคมกริบกวัดแกว่งกรงเล็บอันแหลมคมของมันใส่คนทั้งคู่ที่กล้าทำท่าเย่อหยิ่งใส่เจ้านายมันคล้ายจะบอกว่า ฝากไว้ก่อนเถอะ!
เมื่อทั้งคนและกระต่ายรวมทั้งหัวหน้าสำนักแพทย์โอสถเดินจากไป ทั้งคู่ก็ได้ยินเสียง “แควก แควก”ดังหลายหนทำให้พวกเขาต้องก้มมองแล้วพบว่า ทั่วทั้งร่างเสื้อผ้าของพวกเขาปริขาด เต็มไปด้วยรอยขาดมากมายสภาพอนาถยิ่งกว่าขอทาน อ่า...ที่แท้กรงเล็บเมื่อครู่ของเข้ากระต่ายขาวนั่นก็ตัดเสื้อผ้าของพวกเขาโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวเลยสักนิด...
ทั้งสองเสียวสันหลังวาบหากว่ามันลงมือรุนแรงกว่านี้ คงเป็นร่างของพวกเขาที่ถูกตัดเป็นชิ้้นๆจนจำสภาพเดิมไม่ได้!
ทั้งคู่หน้าซีดเผือด เหลือบมองหน้ากัน ‘ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลย!’แค่สตรีผู้นี้เป็นศิษย์ของผู้ใช้พิษอันดับหนึ่งและเป็นคนรักของเฟยหานตงก็ทำให้คนหวาดกลัวได้แล้ว นางยังมีสัตว์อสูรที่มีความเร็วจนมองไม่ทันอีกเกรงว่าใต้หล้านี้หากใครคิดจะมีเรื่องกับสตรีอัปลักษณ์ผู้นี้คงไม่ตายดีแน่!!!