6
-คนอื่นๆที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน-
เสียงตัดของกรรไกรทำเอาผมย่นคอเล็กน้อยเมื่อมันโดนกับผิวเนื้อเบาๆ ความเย็นของมันทำให้ผมนึกสยองจนไม่อยากนึกสภาพของตัวเองตอนนี้เลย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับการถูกตัดผม เพราะรู้สึกว่าขนสัตว์มีค่ามากสำหรับมนุษย์ เ้านายคนก่อนหลายคนอยากเร่งให้มันขึ้นเร็วกว่าปกติด้วยซ้ำ
ดูเหมือนว่าเ้านายคนนี้ก็เหมือนกัน
ั้แ่ที่เอาตัวเขามาก็จัดการอาบน้ำให้ พร้อมจับใส่เสื้อผ้าแกมบังคับจนน่าเวียนหัว
ผมหลับตาปี๋ไม่ได้มองสภาพตัวเอง กระทั่งรู้สึกว่ามือที่ปัดไปมาอยู่บนศีรษะละออกไปพร้อมพูดขึ้น
“เอาล่ะ น่าจะได้แล้ว ไหนลืมตาขึ้นซิ”
คำสั่งนั้นทำให้ผมค่อยๆลืมตาขึ้นมอง ก่อนพบว่าภายในกระจกนั้นกำลังสะท้อนตัวเองที่ดูแปลกไปจากปกติ “อะไร...” ผมจับเส้มผมตัวเองที่ถูกตัดผมพร้อมจัดทรงดูเรียบร้อยเป็ครั้งแรกในชีวิต เส้นผมยาวที่ดูเกะกะถูกตัดออกหมดจนเหลือแค่ระต้นคอ ทิ้งปอยผมไว้ข้างหู
“ก็แค่ตัดผมเอง เอ้า ไหนลองลุกขึ้น” ไม่ว่าเปล่ายังฉุดผมลุกขึ้น ตัวผมในร่างมนุษย์สูงกว่าเ้านายคนนี้กว่าหนึ่งฝ่ามือ แต่เรี่ยวแรงกลับผิดกันมาก ฝ่ามือเลื่อนขึ้นมาประคองหน้าของผมให้แนบชิดเหมือนกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง “ดูดีขึ้นเยอะเลย”
ดวงตาที่จ้องมองในระยะประชิดทำให้ผมลืมหายใจไปครู่
“อ่ะ” ผมร้องอุทานเมื่อจู่ๆชายตรงหน้าก็จับมือสองข้างจูงมือผมแล้วเดินถอยหลังทำให้ต้องขยับตามไปข้างหน้า ทว่าเท้าของมนุษย์ที่ไม่คุ้นชินก็แทบจะล้มไปทั้งแบบนั้น
แต่ก็โชคดีที่ผมเอาเท้าอีกข้างมารั้งเอาไว้ได้ แว่วเสียงมาว่าให้ใจเย็นๆ
หนึ่งก้าว..สองก้าว ไม่ต่างกับเด็กแรกเกิดที่กำลังหัดเดิน เมื่อมือที่กอบกุบไว้ละจากกัน ผมถึงได้รู้เป็ครั้งแรกว่าตัวเองนั้นมองโลกได้สูงขึ้น...นี่คือระยะสายตาของมนุษย์คนหนึ่ง
ตอนนั้นผมเข้าใจทันทีว่าอีกฝ่าย้าอะไร
“เก่งมาก” เสียงนุ่มนวลพูดขึ้นอย่างพึงพอใจ ผมเอื้อมมือไปหาคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ััได้
ปลายนิ้วที่แตะกลับมา แล้วกอบกุมตอบรับอย่างนุ่มนวล ผมรู้สึกว่ามันอบอุ่นมากเลย
หลังจากตัดผมแล้ว สิ่งแรกที่ผมคิดได้คือ...ชีวิตดีมาก เบาหัวสุดๆ ถึงจะโดนบ่นจนหูชา
โชคดีที่เกวนมีงานต้องทำจึงได้เลิกพูดอะไรอีก
ส่วนเส้นผมที่ถูกตัดออกตอนแรกเกวนจะเอาไปทิ้ง แต่โยชิกับคนใช้คนอื่นรีบทักท้วง คงเพราะรู้ว่ามูลค่าของมันมากเกินกว่าจะเอาไปทิ้งลงเตาขยะเผาได้
‘มันไม่ดีเหรอครับ’
ผมเขียนป้ายคำถามใส่เรนนี่ขณะกำลังนั่งมองเธอค่อยๆเกลี่ยเส้นผมที่อยู่ในถุงจนมันเรียงตัวเรียบร้อยอยู่ในนั้น แถมบังคับให้ผมอ่านหนังสือแล้วฝึกใช้ปากกาให้คล่องภายในวันนี้ ตอนนี้โต๊ะในห้องของผมจึงเต็มไปด้วยกระดาษที่ถูกขีดเขียนไว้เยอะแยะไปหมด
เรนนี่มองหน้าของผมแล้วถอนหายใจเบา “ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ แต่เพราะเธอทำอะไรโดยไม่ฟังคำสั่งต่างหาก”
บอกให้ตัด แต่ไม่ได้ให้ตัดเยอะสินะครับ
ไว้อีกสองสามปีผมก็จะยาวขึ้นเท่าเดิมแล้วนะครับ ไม่ต้องห่วง
“โย่ว หมาน้อย เจอกันอีกแล้วนะ” เสียงเปิดประตูดังขึ้นตามด้วยเสียงร่าเริงของชายหนุ่มที่ผมคุ้นตาว่าเพิ่งเจอเมื่อไม่กี่วัน
“โยชิ ฉันว่ามันไม่ใช่เื่ดี” เกวนที่เหมือนว่าจะวิ่งตามเพื่อนตัวเองมาพูดเสียงหอบ คงเพราะเ้าตัวไม่ถนัดวิ่ง ผิดกับเลขาฯของตัวเองลิบลับ
“เอาน่าเกวน สัตว์เลี้ยงของบ้านเจอกันสักหน่อยจะได้รักกันเข้าไว้ไง” ท่าทางของชายหนุ่มเหมือนอุ้มอะไรบางอย่างมาด้วย
“นายก็รู้ว่าพวกเขาจะกลับมาตอนเย็น”
เย็น...นี่ก็ห้าโมงเย็นแล้วนะครับ
“เอาน่า แปบเดียวเอง” โยชิพูดแล้วก้มตัวลงมาลูบหัวของผมอย่างถือวิสาสะพร้อมโยนก้อนบางอย่างใส่มือของผมแล้วบอก “สนิทกันเข้าไว้นะ”
"นี่เ้าหน้าใหม่ แกเองรึที่จะเข้ามาอยู่ที่นี่ "
ผมมองไปยังสัตว์ขนาดสี่เท้าลายเสือสีส้ม ขนฟูฟ่องดูอวบอ้วนไปทั้งตัว ดวงตาสีอำพันดูไม่เป็มิตรแถมติดจะจิกๆ หางพวงใหญ่สะบัดไปมาอย่างกำลังอารมณ์ไม่ดี
หว่า...แมว แถมเป็พันธุ์แท้ด้วย
"ข้าชื่อท่านเอลลี่ เป็เ้านายใหญ่ของบ้านหลังนี้ ทำความเคารพข้าซะ"
'...เอ๋ เอลลี่เหรอ'
"ใช่สิ หูหนวกรึไงเ้าทึ่ม"
ผมเอียงคอเล็กน้อย
'เข้าใจที่ผมคิดด้วย?'
เคยได้ยินเหมือนกันว่าสัตว์พันธุ์แท้อย่างแมวจะมีััพิเศษ แต่ไม่เคยได้ยินว่าจะรวมถึงเื่นี้ด้วย
"เหอะ ไอ้ใบ้น่าสงสารแบบนายน่ะเหรอทำไมข้าจะไม่ได้ยินเสียง แมวน่ะเป็สัตว์ชั้นสูงนะเว้ยเ้าหมาน้อยชั้นต่ำ" เอลลี่ยกเท้าใส่หน้าผมอย่างฉุนเล็กๆ
'เป็สัตว์เลี้ยงของเกวนไม่ใช่เหรอ?'
"ไม่ใช่ ข้าน่ะเป็นายใหญ่ เกวนเป็สมุนคนนึงของชั้นต่างหาก" เ้าแมวเชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง
อ้าว...อย่างนั้นเหรอครับ ผมไม่คิดเลยนะว่าตัวอ้วนๆ...ไม่สิ แมวตรงหน้าจะเป็เ้าของบ้าน โลกมันหมุนเร็วไปหน่อยมั้งเนี่ย
'เอ๋...ยินดีที่ได้รู้จัก...ว่าแต่คุณเป็แมวพิการเหรอครับ หน้าถึงได้...'
"ไอ้บ้า ข้าเป็แมวสายพันธุ์แท้พันธุ์นอร์วีเจี้ยน ไม่ได้พิการเว้ย" แมวนอร์วีเจี้ยนขู่ฟ่อใส่
"ให้ตายสิ ข้าล่ะคิดว่าเกวนจะเอาสัตว์เลี้ยงที่ดีกว่านี้มาเป็ลูกน้องให้ข้า นี่อะไร เป็แค่หมาโง่ตัวนึงหรอกเหรอเนี่ย"
ดูเหมือนว่าเกวนจะบอกว่าผมเป็จิ้งจอกให้ฟังไปซะแล้วล่ะ
อ่ะ ผมเคยได้ยินว่าหมากับแมวเป็ศัตรูกันตลอดกาลเลยนะ
แสดงว่าที่แมวตัวนี้เข้ามาหาผมหมายความว่าประกาศากันสินะครับ
"ฮ..เฮ้ย นายจะทำอะไรน่ะ...ว๊ากกกกกกกกกกกกก"
"ไรเซล หยุด!!" เกวนรีบดึงคอเสื้อผมที่แปลงกลับร่างเดิมแถมยังพุ่งเข้าไปงับคอแมวประจำบ้านไว้ในปากแล้วใช้อุ้งมือขยุ้มไปมาอย่างหมั่นเขี้ยว "ห้ามทำร้ายคุณเอลลี่นะ"
ผมคายเ้าก้อนขนในปากออกทันที คุณเอลลี่ที่ว่ารีบใช้เท้าเตะให้หัวผมออกมาแล้วตัวเองรีบวิ่งไปอยู่ด้านหลังเกวนพร้อมพองขนใส่อย่างสยดสยอง
สายตาดุของเกวนทำเอาผมหดคอ รีบกลับร่างเป็มนุษย์ทันที
เอ๋..ที่ว่าเป็ศัตรูนี่คือไม่ใช่การกินเนื้อของอีกฝ่ายหรอกเหรอครับ?
“เอลลี่เป็แมวของน้องสาวของฉัน” เกวนส่งสายตาดุใส่จนผมหดคออีกรอบ น่ากลัวชะมัดเลย
“แหมๆ เอาน่าเกวน นายก็รู้ว่าหมากับแมวกัดกันจะตาย” โยชิพูด ทำให้เกวนหันไปส่องสายตาไม่เป็มิตรใส่ รู้ทั้งรู้ก็ยังจะทำ
“ว่าแต่นายเล่าเื่นี้ให้ยัยนั่นรู้ยัง ระวังบ้านแตกนะเว้ย”
เกวนชะงักไปเล็กน้อย “ทำไมต้องเล่า-”
พูดไม่ทันขาดคำ เสียงฝีเท้าก็แว่วมาจากที่ไกลๆ ทำเอาสองหนุ่มหันไปมองหน้ากัน โยชิเป็ฝ่ายยักไหล่ ทำนองว่าเื่ของตัวเองจัดการเองเถอะ
“พี่เกวนคะ เอลลี่อยู่ไหนน่ะ พี่อันบอกว่าพี่โยชิอุ้มมานี่” เสียงใสดังมาจากเด็กหญิงวัยไม่ถึงสิบปีในชุดสีขาวผูกริบบิ้นกับกระโปรงซึ่งเป็ชุดนักเรียน ผมสีน้ำตาลถักเปียดูน่ารัก ร่างเล็กเดินเข้าไปหาคนเป็พี่ด้วยแววตาแฝงความไม่พอใจเล็กๆ ก่อนหยุดลงเมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างของสัตว์เลี้ยงตัวเองที่กำลังตามหา
“เอลลี่” เด็กหญิงวิ่งเข้ามาอุ้มเ้าเหมียวไว้แนบอกด้วยความคิดถึง
“หึ เห็นมั้ยล่ะเ้าโง่ ว่าพวกนี้เคารพข้ามากมายแค่ไหน” เ้าเหมียวได้ทีจึงหันขวับมามองหน้าผมแล้วแยกเขี้ยวใส่อย่างผู้เหนือกว่า
‘ผมขอโทษครับ’ ผมขอโทษอย่างขอไปที
เมื่อจับเ้าเหมียวฟัดจนพอใจแล้วเด็กหญิงก็ถามขึ้นว่า “พี่เกวนมาทำอะไรที่นี่เหรอคะ ทำไมไม่กลับบ้านใหญ่ซะทีล่ะ แถมพาคุณเอลลี่มาที่นี่ด้วย”
“ไม่มีอะไรหรอกครับ...” โยชิเป็ฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน
“อ่ะ...” จู่ๆเด็กหญิงก็เหมือนจะรู้ว่ามีผมนั่งอยู่ตรงนี้ด้วยถึงได้หันมาทำท่าใเสียงแบบนั้น
อ่ะ...ผมถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตอนนี้ยังมีหูจิ้งจอกกับหางติดอยู่
“ออเดรย์ กลับบ้านใหญ่ไป” เกวนเข้ามาจับไหล่ของน้องตัวเอง สีหน้าเป็กังวลกับเื่ที่ว่าเขาซื้อสัตว์กลายพันธุ์เข้ามาในบ้าน ถึงจะแน่ใจว่าไรเซลจะไม่ทำอันตรายอะไรกับใครก็ตาม
“พี่ไม่เห็นบอกหนูเลย ว่าพี่ให้คนนี้เข้ามาอยู่บ้านเราด้วย! น่ารักมากเลยค่ะ!!” เธอปราดเข้าไปกอดจิ้งจอกหิมะในร่างของมนุษย์เสียแน่น มือบอบบางเอื้อมไปจับใบหูสามเหลี่ยมด้วยความสนใจ ตามด้วยหางที่ยาวเป็พวง ดวงตาสีเขียวอ่อนเป็ประกาย “หูนี่ของจริงใช่มั้ยคะ แล้วหางนี่ด้วย น่ารักจังเลยค่ะ เขาชื่ออะไรเหรอคะ!”
“เอ่อ...ไรเซล”
“ไรเซลเหรอ ฉันชื่อออเดรย์นะ ยินดีที่ได้รู้จักจ้า คุณสวยมากเลยค่ะ” เด็กหญิงขยับยิ้มน่ารักส่งให้ผมที่ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไงดี แถมเธอยังหันไปลูบหัวลูบหางของผมเล่นเหมือนเจอของที่น่าสนใจ
“เขาพูดไม่ได้น่ะ ยังไงก็อย่าแกล้งเขามากนะ” โยชิพูดเตือน ทำให้เด็กน้อยเบิกตากว้าง จ้องมองตัวผมอย่างสงสารเห็นใจแทน
เอ๋...ทำไมต้องทำสายตาแบบนั้นด้วยล่ะ
‘ไอ้หมาบ้า แก บังอาจล่อลวงลูกน้องของข้าเรอะ ชั้นจะข่วนหน้าแกให้ยับเลย มาเลยดิ่ มา ข้าไม่กลัวแกหรอก!!’
เอลลี่ส่งเสียงร้องน่ารำคาญเมื่อลูกน้องตัวเองไปให้ความสนใจกับอย่างอื่น จนเรนนี่อาสาอุ้มเ้าแมวกลับไปที่บ้านใหญ่ให้
“ออเดรย์ แล้วแซนดร้าล่ะ”
“อ่ะ ลืมไปเลย”
คำตอบของออเดรย์ทำเอาเกวนกุมขมับ แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาใครบางคน
ประมาณห้านาทีก็มีเสียงเอะอะไม่ได้ศัพท์ดังขึ้น แว่วเสียงโยชิบ่นเบาๆว่า ‘ว่าแล้วไง’
“ออเดรย์ ไม่เห็นต้องเข้ามาถึงในนี้เลยนะคะ” หญิงสาวในชุดเชิ้ตแขนยาวสีขาวกับกระโปรงตัดสั้นเหนือเข่า ใบหน้างดงามถูกตกแต่งด้วยเครื่องสำอาง เส้นผมถูกจัดทรงเรียบร้อย แต่ที่เด่นที่สุดคงเป็กลิ่นน้ำหอมที่ทำให้ผมฉุนจมูกเล็กๆเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าออเดรย์ที่ทำหน้าไม่เข้าใจว่าทำไมถึงห้าม
“รบกวนเธออีกแล้ว” เกวนพูดขัดจังหวะ
“ม...ไม่เป็ไรค่ะ ยังไงฉันก็ว่างตลอดอยู่แล้ว” หญิงสาวขยับยิ้มอ่อนหวานส่งให้ “ออเดรย์ทำอะไรอยู่เหรอคะ ทำไมถึงไปกอดคนๆนี้ได้?”
“ก็พี่เกวนน่ะสิ เอาไรเซลเข้ามาในบ้านแล้วปิดเงียบ”
“ไรเซล?” แซนดร้าทวนคำ พลางเลื่อนสายตามองตัวผมั้แ่หัวจรดเท้าอีกครั้ง ดวงตาพลันเบิกกว้างเหมือนไม่อยากจะเชื่อ “นี่มันสัตว์กลายพันธุ์ไม่ใช่เหรอคะ คุณเกวน”
“อืม ใช่”
“ทำไมเหรอคะ ในเมื่อคุณเกลียดพวกนี้อย่างกับอะไรดี”
“...”
“อะไรกันๆ เกลียดได้ก็หายได้น่า” โยชิพูดเสียงยียวน “เคยได้ยินมั้ยว่ารักเขาก็ต้องรักหมาของเขาด้วย” แซนดร้าหันขวับไปมองด้วยความไม่พอใจชั่ววูบ แต่เ้าหล่อนก็เก็บอาการได้มากพอ
แน่นอนว่ามีประเภทชื่นชอบที่จะซื้อสัตว์เลี้ยงมาสนองความ้า ก็จะมีพวกเหยียดเผ่าพันธุ์อยู่เหมือนกัน พวกเขามองว่าสัตว์กลายพันธุ์ทุกตัวไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่บนโลกด้วยซ้ำ แต่ผมก็ไม่ถืออะไรแบบนั้นหรอกนะ ทั้งเกวน โยชิ เรนนี่ หรือออเดรย์ต่างหากที่ผิดปกติ
แถมดูเ้าหล่อนจะชอบเกวนเสียด้าย จากฟีโรโมนที่ออกมาแบบนั้น
“เงียบเถอะโยชิ” เกวนเอ่ยเตือน แล้วหันไปให้เหตุผลกับหญิงสาวซึ่งเป็เลขาฯอีกคนของตน “ฉันซื้อไรเซลมาเพราะเหตุผลบางอย่าง ไม่ต้องห่วง ฉันจะไม่ให้เข้าไปบ้านใหญ่”
“ถ้าได้ยินแบบนั้นฉันก็วางใจค่ะ...” แซนดร้ากลับมาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานดังเดิม
“ใกล้ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว ทานข้าวกันเถอะนะไรเซล” ออเดรย์พูดชวนเสียงใส โดยไม่สนว่าผู้ใหญ่เพิ่งตกลงอะไรกันหมาดๆ
“ไม่ได้นะคะออเดรย์ สัตว์กลายพันธุ์น่ะ...” แซนดร้าพยายามจะห้าม แต่เมื่อถูกแววตาแสนดื้อรั้นนั้นจ้อง เธอก็แทบหมดคำพูด ทั้งที่ในใจแทบจะกรีดร้องออกมา
“ไม่เห็นเป็ไรเลย ให้ไรเซลมาทานข้าวกับเรานะ นะคะ”
“เฮ้อ ก็ได้ๆ” ชายหนุ่มยอมตกปากรับคำแต่โดยดี “ไปเปลี่ยนชุดซะออเดรย์”
“ค่า” เด็กหญิงขานรับ
“ช่วยจัดการให้ทีนะ” เกวนพูดกับเรนนี่ที่เพิ่งเดินกลับมาพอดี
หลังจากนั้นทั้งสี่คนก็พากันออกไปจากห้อง ทิ้งให้ผมมองอย่างงุนงงเล็กๆ
เอ...ผมต้องตามเขาไปหรือเปล่านะ?
ผมลุกขึ้นไปยังประตู แต่ไม่ทันจะได้พ้นออกมาก็มีร่างของใครบางคนขวางไว้ เล่นเอาผมแทบหยุดฝีเท้าไม่ทัน
“ดูเหมือนออเดรย์จะชอบเธอน่าดู นั่นฉันคงห้ามไม่ได้หรอกนะ” แซนดร้าพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ผิดกับตอนคุยกับพวกเกวนลิบลับ แถมยังไม่เกรงใจกระทั่งเรนนี่ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังของผมอีกต่างหาก
“ไม่อยากเชื่อเลยว่าต้องมาทนใช้อากาศร่วมกันกับพวกชั้นต่ำแบบนี้” ดวงตานั้นมองผมเหยียดๆเหมือนกับสายตาตอนอยู่กับพวกเ้านายเก่าเปี๊ยบเลย
“...” ว้าว คนๆนี้คือหนึ่งในมนุษย์กิ้งก่าสินะครับ เปลี่ยนไวผิดกับสิบวินาทีก่อนลิบลับ
“ยังไงก็อย่ามาเกาะแกะเกวนให้มากนัก เป็แค่สัตว์สี่ขาแท้ๆ” เ้าตัวกดเสียงใส่แล้วเดินกระแทกไหล่ผมเต็มแรงจนเซเล็กน้อย
ผมมองตามหลังเธอไปอย่างไม่ค่อยเข้าใจ
“ว่าแล้วเชียวว่ายัยนั่นก็ไม่มีทางเปลี่ยนนิสัยไปได้หรอก” ผมหันไปมองโยชิที่หลบมุมอยู่ไม่ห่าง สีหน้าเ้าตัวดูสยดสยองกับอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับคนที่พูดถึง
“เรนนี่ช่วยดูแลหมาน้อยด้วยนะ ฉันไม่ไว้ใจสายตาจะกินเข้าไปทั้งตัวเลย สยองเนอะ” โยชิหันไปเออออกับสาวใช้ที่ตีหน้านิ่ง เพราะหน้าที่ที่เป็อยู่ทำให้เธอแสดงความเห็นเื่เพื่อนของเ้านายไม่ได้
“..จะพยายามนะคะ”
มือหนาตบไหล่ผมเบาๆ “อย่าคิดมากนะหมาน้อย ยัยนั่นเกลียดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่หมาน้อยออกจะน่ารักนะ ออเดรย์ก็ดูจะชอบนาย แบบนี้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว ไปทานข้าวกัน..คงไม่เกิดากันหรอกนะ ฮะๆๆ”
คำปลอบใจสุดท้ายก่อนถึงเวลาทานอาหารมื้อแรกในบ้านใหญ่
...ว่าแต่หมากับจิ้งจอกนี่มันคนละสปีชีย์เลยไม่ใช่เหรอครับ