“สุดยอด!”
“ไม่เคยกินอะไรแบบนี้มาก่อนเลย!!”
“ดีใจจริงๆ ที่ได้มีชีวิตอยู่!!”
“...”
“...”
“...”
หลังจากผ่านช่วงเวลาฝึกสอนไปจนถึงเวลาที่ทดลองทำจริง จนเริ่มมีคนได้ลองลิ้มชิมรสชาติของสิ่งที่ถูกเรียกว่า “ก๋วยเตี๋ยว” ตามคำบอกของนางเซียนน้อย ผู้คนต่างก็เอ่ยชมกันอย่างไม่ขาดปาก
ไม่ต้องพูดถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาในชีวิตของพวกเขาที่ลำพังแค่มีชีวิตอยู่ก็ยากแล้ว แต่ตอนนี้หลังจากที่ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด ราวกับว่าทวยเทพมาโปรดและส่งนางเซียนน้อยมายังที่แห่งนี้...
ไม่สิ...
ต้องบอกว่าสิ่งที่พวกเขาสร้างร่วมกันมาต่างหากที่ชักนำให้ทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นอย่างในตอนนี้
ในตอนแรกพวกเขาก็ไม่ได้เชื่อเรื่องราวอะไรแบบนี้มากนัก ถึงก่อนหน้านี้หลวงจีนซือหม่อจื่อได้จะได้ทำการเทศนาสั่งสอนบ้างแล้วก่อนจะจากไป แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องราวของชาติภาพและการเกิดตายมันก็เหมือนจะไกลแสนไกลออกไป...
แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ “เสียงธรรม” ที่ทุกคนกล่าวขานกันเมื่อหลายสิบวันที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวตนของ “ซวนซานจุน” หรือแม้แต่ “พระธรรมเทศนา” จากระฆังธรรมอนันต์ภพก็ตามแต่ ความเชื่อของผู้คนในโลกนี้ก็เริ่มเอนเอียงไปตามคำสอนในพระพุทธศาสนาโดยไม่รู้ตัว
‘เมื่อสร้างเหตุที่ดี ก็ย่อมได้รับผลตอบแทนที่ดีในสักวัน’
คำสอนง่ายๆ ที่ทำให้ชีวิตของผู้คนในหมู่บ้านเรียบง่ายขึ้น แต่ก็มีความสุขขึ้นมากเช่นเดียวกัน
แม้ว่าส่วนใหญ่ที่พวกเขาสามารถที่จะใช้ชีวิตแบบนี้ได้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากการมาถึงของนางเซียนน้อย ซึ่งส่วนนั้นพวกเขาก็ไม่มีทางลืมมันไปชั่วชีวิต แต่หลังจากนี้พวกเขาก็อยากที่ทำให้ชีวิตนับจากนี้ของพวกเขาสามารถใช้มันได้อย่างเต็มที่ โดยที่ไม่ต้องมานั่งเสียใจเหมือนที่ผ่านมาอีก...
‘ก็วยเตี๋ยว’
ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ที่จะทำ แล้วก็มีความสุขในการ “มีชีวิต” มากขึ้น ซึ่งมันจะกลายเป็นอีกหนึ่งสิ่ง ที่จะกระจายไปทั่วแผ่นดินในเวลาต่อมา
“อย่างที่ข้าได้บอกไปก่อนหน้านี้นะเจ้าค่ะ หลังจากนี้ทุกคนสามารถทำได้เองที่บ้าน อาจจะลองเปลี่ยนน้ำซุบไปตามแบบต่างๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องทำตามแบบของข้าเท่านั้นเจ้าค่ะ” เยว่หัวกล่าวในขณะที่ทุกคนกำลังมีความสุขอยู่กับอาหารชนิตใหม่ “และนอกจากการทำเป็นเส้นแล้ว อย่างที่เคยได้บอกไปก่อนหน้านี้นะเจ้าค่ะ แป้งที่ได้เราสามารถนำมันไปตากแห้ง เพื่อที่จะสามารถนำไปเก็บเอาไว้ได้นานๆ แล้วแปรรูปไปเป็นอย่างอื่นได้ตามชอบเจ้าค่ะ”
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ”
“ขอบคุณจริงๆ เจ้าค่ะ”
“...”
“...”
“...”
เสียงตอบรับด้วยดีแบบเดียวกับในทุกๆ ครั้ง ซึ่งหลังจากนั้นในตลอดทั้งวันผู้คนก็ได้แวะเวียนมาดื่มกินกันตามพอใจ ส่วนเยว่หัวเมื่อได้ถ่ายทอดสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้ได้แล้ว นางก็มุ่งหน้ากลับไปยังเรือนของตนเอง เพื่อทำการฝึกฝนประจำวันก่อนที่จะถึงวันเปิดโรงเตี๊ยมแห่งใหม่ของนางอย่างเป็นทางการ
“พี่เผิงอยู่ไหม” ในทันทีที่กลับมาถึงเรือน นางก็ร้องเรียกอดีตสัตว์เลี้ยงในชาติก่อน ที่ตอนนี้ได้กลายไปเป็นสัตว์เทพไปแล้ว นางจึงเปลี่ยนชื่อเพื่อให้เกียรติอีกฝ่ายมากขึ้น เพราะตอนนี้อีกฝ่ายไม่ใช่เจ้าหมาตัวเขื่องอีกต่อไป แต่กลายเป็นสาวงามผมทองผู้แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้ หากไม่นับรวมต้าพังหรือซวนซานจุนล่ะก็นะ...
“คุณหนู” เสียงตอบรับเบาๆ ดังขึ้นพร้อมกับร่างของหญิงงามปรากฏขึ้นมาต่อหน้าของเยว่หัว “มีอะไรหรือเจ้าคะ?”
“พี่! ข้าตกใจนะ อย่างน้อยๆ ก็ให้สุ้มให้เสียงสักนิดนึงสิ ข้าไม่ชินกับความเร็วของพี่สักที”
“ขออภัยเจ้าค่ะ ว่าแต่คุณหนูมีอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ”
“ตอนนี้พวกข้างนอกยังพยายามที่จะเข้ามาอยู่หรือเปล่าเจ้าคะ”
“ยังเหมือนเดิมเจ้าค่ะ แต่ถึงอย่างนั้นพวกมันก็ยังไม่สามารถที่จะผ่านเขตแดนที่ท่านศวยซานจุนกับน้องรองสร้างขึ้นได้”
“ยังไม่ได้ฆ่าใครใช่ไหมเจ้าคะ...”
“ตอนนี้ยังไม่ถึงกับต้องฆ่าใครเจ้าค่ะ เพราะอย่างน้อยดูเหมือนฝั่งนั้นจะยังดูมีความกลัวอยู่บ้าง ถึงได้ส่งมาแค่ชาวบ้านธรรมดาๆ หรือไม่ก็นายพราณเข้ามา ทำให้ยังไม่ต้องลงมือเจ้าค่ะ”
“ดีแล้วเจ้าค่ะ อย่างน้อยข้าก็ไม่อยากฆ่าใครถ้าหากไม่จำเป็น”
“แต่เร้าต้องปิดตัวไปอย่างนี้จนถึงเมื่อไหร่กันเจ้าค่ะ เพราะจริงๆ แล้วลำพังกำลังของพวกเราในตอนนี้ก็ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องปิดตัวตนแบบนี้เลย”
..........................................