ภายในระยะเวลาไม่ถึงสามลมหายใจในสนามประลองที่สิบหกจึงเหลือคนที่อยู่บนเวทีเพียงแค่เจ็ดคนเท่านั้น เฟิ่งซูพลันตื่นตระหนกถึงที่สุดเขารู้ดีถึงพลังปราณของผู้ที่อยู่ตรงกลางเวทีในทันที เขาพลันเอ่ยขึ้นมาในทันที
“ขอบคุณศิษย์พี่ที่ยั้งมือ ข้าน้อยเฟิ่งซูขอคารวะ”
ชายหนุ่มคนนั้นนพลันนิ่งไปครู่หนึ่ง พลันคิดในใจ
“ข้าเกือบซวยแล้วไหมละ เกือบเป็นศัตรูกับตระกูลเฟิ่งไปแล้ว”
“ข้าขออภัย ข้า หลิวเจิ้นชิง ข้าเองไม่รู้จริง ๆว่าศิษย์น้องอยู่ตรงนั้น ข้าไม่ได้ตั้งใจ”ชายหนุ่มพลันกล่าวตอบหลังจากนั้นเขารีบจัดการกับพวกที่เหลือจนหมดสิ้นเหลือเพียงเฟิ่งซูและชายหนุ่มยืนอยู่บนเวที”
เฟิ่งซูเห็นดังนั้น พลันแอบดีใจ เขาก้าวไปพร้อมกับกล่าว
“ศิษย์พี่หลิวเจิ้นชิง มีฝีมือช่างสูงยิ่งนัก ข้าน้อยขอยอมแพ้” เฟิ่งซูพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
กลับเป็นว่าสนามที่สิบหกจบลงด้วยความรวดเร็วหลิวเจิ้นชิงเป็นผู้ชนะในสนามนี้ ส่วนเฟิ่งซูกลับได้อันดับสองมาอย่างคาดไม่ถึง
หลังจากนั้นสนามอื่น ๆ แข่งขันกันอย่างดุเดือดจนได้ผู้ชนะของแต่ละสนามลำดับที่หนึ่ง ที่สองและที่สามของแต่ละสนามรอประลองกันในรอบต่อไปวันพรุ่งนี้
หลังการประลองเสร็จเฟิ่งซูกลับไปยังโรงเตี้ยมของตระกูลเฟิ่งเพื่อรายงานบิดาของเขาในทันที ทุกคนต่างแสดงความยินดีกับเฟิ่งซู พวกเขาต่างพากันฉลองให้กับเฟิ่งซูในคืนวันนั้น
เช้าวันรุ่งขึ้นลำดับที่สองและที่สามของแต่ละสนามมาจับฉลากเพื่อประลองยุทธ์กันวันนี้หากใครสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ พวกเขาจะได้เป็นศิษย์สำนักเทพดาราในทันทีผู้อาวุโสสำนักเทพดาราขึ้นไปยังบนเวที พร้อมกับกล่าว
“วันนี้เป็นวันตัดสินโชคชะตาของพวกเจ้าทั้งหลาย หากใครที่ชนะจะได้เข้าเป็นศิษย์สำนักเทพดาราทันทีขอให้พวกเจ้าแสดงฝีมืออย่างสุดความสามารถจะไม่มีการใช้เส้นสายใด ๆในการเข้าร่วมสำนักเทพดารา สำนักเทพดาราจะไม่ดูแลตระกูลใดตระกูลหนึ่งอย่างแน่นอน เพราะฉนั้นพวกเจ้าไม่ต้องกังวลว่าหากพวกเจ้าชนะแล้วจะถูกตามล้างแค้นจากตระกูลอื่นๆ สำนักเทพดาราจะปกป้องพวกเจ้าเอง ขอให้พวกเจ้าจงแสดงฝีมือออกมาให้เต็มที่”
ฉับพลันรายชื่อทั้งหนึ่งร้อยชื่อได้ปรากฏต่อสายตาของพวกเขา ว่าพวกเขาจะต้องต่อสู้กับใครสนามที่เท่าไหร่ รอบนี้เฟิ่งซูได้ต่อสู้ในสนามที่เจ็ด คู่ต่อสู้ของเขากลับเป็นผู้หญิง พวกเขาทั้งคู่เดินขึ้นเวทีพร้อม ๆ กันวันนี้คนดูมีจำนวนมากเนื่องจากทุกคนอยากจะดูผู้ชนะการประลองที่จะได้รับรางวัลในงานแต่งตั้งกษัตริย์ของพวกเรารวมถึงเหล่าตระกูลเฟิ่งที่มาร่วมเชียร์เฟิ่งซูด้วย
“ข้าน้อยหลานซูเหยียน ระดับพลังยุทธ์ขั้นสวรรค์ระดับเจ็ด”
“ข้าน้อยเฟิ่งซู ระดับพลังยุทธ์ขั้นสวรรค์ระดับแปด”
“เริ่มการประลองได้” สิ้นเสียงของผู้อาวุโสสำนักเทพดาราหลานซูเหยียนและเฟิ่งซูต่างพุ่งทะยานเข้าหากันอย่างรวดเร็ว
เฟิ่งซูปลดปล่อยพลังปราณระดับสวรรค์ขั้นที่แปดของเขาออกมาพร้อมกับควบแน่นพลังปราณไว้ที่หมัดทั้งสองของเขาเขาปล่อยหมัดออกไปอย่างรวดเร็ว
หลานซูเหยียนพลันได้แต่ตั้งรับพลังหมัดของเฟิ่งซูหนักขึ้นเรื่อย ๆเขาปล่อยหมัดออกไปด้วยความมั่นใจ
หลานซูเหยียนตั้งรับหมัดของเฟิ่งหยูด้วยความนุ่มนวล พลังหมัดทั้งหมดของเฟิ่งซูที่ปลดปล่อยออกไปนั้นแทบไม่สร้างความเสียหายให้กับหลานซูเหยียนเลยแม้แต่นิดเดียวเฟิ่งซูยังคงปล่อยหมัดออกไปอย่างรุนแรง หลานซูเหยียนพลิกหลบหมัดของเฟิ่งซูได้อย่างเฉียดฉิวเขาพลันม้วนตัวกลับไป พร้อมกับปล่อยฝ่ามือออกมาหนึ่งฝ่ามือ เฟิ่งซูใช้หมัดของเขารับฝ่ามือหลานซูเหยียนเอาไว้ฝ่ามือและหมัดปะทะกันจนเกิดเสียงระเบิดดังก้องไปทั่ว
ตู้มม..
ทั้งคู่ถอยหลังออกห่างจากกัน เฟิ่งซูถอยหลังไปห้าก้าวส่วนหลานซูเหยียนถอยหลังออกไปไกลถึงหกก้าวด้วยกัน
“มีฝีมือเพียงแค่นี้ เจ้าคิดจะผ่านข้าไปเช่นนั้นหรือ?”
“อย่าได้ทะนงตนให้มากนัก พวกเรายังต่อสู้กันไม่จบ ก็คิดว่าตนเองเป็นฝ่ายชนะแล้วอย่างนั้นหรือเร็วไปกระมัง”
หลานซูเหยียน พุ่งทะยานออกไปด้วยความรวดเร็ว
“เท้าเวหา”
หลานซูเหยียนเหยียบเท้าไปในอากาศ พลังปราณหลอมรวมเป็นรูปฝ่าเท้าออกไปอย่างรวดเร็วเฟิ่งซูแอบยิ้มในใจ พร้อมกับปล่อยพลังปราณหมัดของเขาออกไปปะทะเพียงพลังปราณหมัดของเฟิ่งซูปะทะปราณรูปฝ่าเท้าของหลานซูเหยียนพลันพลังปราณรูปฝ่าเท้าของหลานซูเหยียนสลายหายไปอย่างรวดเร็ว เฟิ่งซูพลันตกตะลึง
เขาเหลียวมองดูหลานซูเหยียนในทันทีเพียงชั่วพริบตาเดียวหลานซูเหยียนกลับมาอยู่ด้านขวามือของเขาพร้อมกับประเคนฝ่าเท้าอันหนักหน่วงเข้าที่ลำตัวของเฟิ่งซูเฟิ่งซูลอยปลิวไปตามแรงเตะของหลานซูเหยียน หลานซูเหยียนหลันหายตัวไปจากจุดที่เขาเตะปรากฎตัวอีกทีหนึ่งอยู่ด้านหลังของเฟิ่งซูที่กำลังลอยมา หลานซูเหยียนดึงพลังฟ้าดินหลอมรวมเข้ากับพลังลมปราณส่งมันไปยังฝ่ามือพร้อมกับปล่อยฝ่ามือนั้นออกไปสามครั้งติดต่อกัน ปราณฝ่ามือกระแทกเข้ากลางหลังของเฟิ่งซูอย่างรวดเร็วเขากระอักเลือดออกมา พร้อมกับปลิวลอยออกไปอีกครั้ง
เฟิ่งซูปลิวลอยไปจนเกือบจะตกเวที เขาเงยหน้าขึ้นพร้อมกับเอ่ย
“เจ้ากล้าทำร้ายข้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใครข้าเป็นคนของตระกูลเฟิ่ง ตระกูลเดียวกับองค์ราชันย์โลกต้นกำเนิดเชียวนะ”
“แล้วยังไง เจ้าเป็นคนตระกูลไหนข้าไม่สนใจข้าต้องการที่จะเป็นศิษย์สำนักเทพดารา แม้เจ้าจะเป็นบุตรขององค์ราชันย์ข้าก็ไม่เคยเกรงกลัว และอีกอย่างหนึ่ง ข้าเป็นคนของเมืองจินเฟิง พวกเราได้รับการดูแลและฝึกฝนจากท่านองค์ราชันย์มาหลายครั้งหลายคราแล้วแต่ท่านก็ไม่เคยดูถูกใครเช่นเจ้า พวกเราได้รับการสั่งสอนให้เคารพคู่ต่อสู้และต้องต่อสู้ด้วยความสามารถของตนเอง ถึงแพ้พวกเราก็ไม่เคยอับอายและไม่เคยกล่าวอ้างถึงใครให้เสียหาย”
“ถึงเจ้าจะเป็นคนของตระกูลเฟิ่ง แล้วยังไงเจ้าคิดหรือว่าองค์ราชันย์จะยินดีปกป้องเจ้าเมื่อเจ้าพ่ายแพ้ น่าตลกยิ่งนัก ฮ่าฮ่า ฮ่า”
“เจ้า เจ้า.....”
เฟิ่งซูพุ่งเข้าหาหลานซูเหยียนด้วยความเร็วสูงสุดหลานซูเหยียนถอยหลังไปจนชิดขอบลานประลอง
“ยังไงกลัวข้าแล้วหรือไง”
เฟิ่งซูเพิ่มความเร็วพุ่งเข้าหาหลานซูเหยียน พร้อมกับหลอมรวมพลังฟ้าดินและพลังปราณก่อเป็นรูปหมัดขนาดหนึ่งเมตรพุ่งออกไป
“หมัดทะลายภูผา”
หลานซูเหยียน หลอมรวมพลังฟ้าดินและพลังปราณเข้าสู่เท้าของเขา
“เท้าเวหา”
พลังฝ่าเท้าพุ่งไปปะทะพลังหมัดของเฟิ่งซู
“คิดใช้ลูกไม้เดิม เจ้าคิดหรือว่าข้าจะโง่พอที่จะให้เจ้าใช้ลูกไม้เดิมๆ ได้อีกครั้ง”
ตู้มมม....
พลังฝ่าเท้าปะทะเข้ากับพลังหมัดของเฟิ่งซู เสียงดังสนั่น
เฟิ่งซูรีบหลอมรวมพลังฟ้าดินและพลังปราณของเขา เขาพลิกตัวกลับหลังหวังปล่อยพลังหมัดของเขาเข้าใส่หลานซูเหยียนแต่เมื่อเขาพลิกตัวกลับไปกลับพบกับความว่างเปล่า
หลานซูเหยียนวางมือขวาไว้กับพื้นพร้อมกับเตะกวาดไปยังข้อเท้าของเฟิ่งซูอย่างแม่นยำเขาปลิวลอยขึ้นมา เหนือพื้นเวที หลานซูเหยียนหลอมรวมพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดพุ่งเข้ากระแทกแผ่นหลังของเฟิ่งซูจนกระเด็นตกเวทีไป
“ผู้ชนะ หลานซูเหยียน” เสียงของกรรมการจากสำนักเทพดาราประกาศออกมา ดังไปทั่วทั้งลานประลองหลานซูเหยีนกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจส่วนเฟิ่งซูยังคงตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“เจ้าเด็กโง่ ดันไปพลาดง่าย ๆ ซะได้ ไม่รู้หรือยังไงว่าผู้แข่งขันคนไหนหากตกเวลทีแล้วถือว่าแพ้ไปโดยปริยาย” ผู้อาวุโสตระกูลเฟิ่งพลันหัวเสียขึ้นมา บิดาของเขาที่มาร่วมเชียร์ถึงกลับไปไม่เป็นเพราะในกฎกติกาได้บอกเอาไว้อย่าชัดเจนตอนที่พวกเขาเข้าสมัครเข้าร่วมแข่งขันว่าหากผู้แข่งขันกล่าวยอมแพ้หรือตกเวทีถือว่าจบการแข่งขัน
ในรอบแรกเฟิ่งซูกล่าวยอมแพ้ให้กับหลิวเจิ้นชิงส่วนรอบที่สองกลับถูกหลานซูเยียน ทำตกเวที จะไม่ให้พวกเขาอายได้ยังไงกัน
“ท่านผู้นำ พวกเราจะทำยังไงกันดี ตอนนี้เฟิ่งซูก็พลาดท่าตกรอบไปแล้ว”
“ไม่เป็นไร ถึงจะพลาดท่าตกรอบแต่พวกเราก็ยังมีสิทธิ์เข้าไปร่วมในงานพิธีอยู่ดี ข้าได้สืบมาแล้วผู้เข้าร่วมการประลองที่ตกรอบสามารถเข้าไปร่วมชมในงานพิธีได้ โดยมีผู้ติดตามไม่เกินสามคนเพียงแต่ไม่ได้เข้าไปร่วมอย่างใกล้ชิดเท่านั้น”
“เช่นนั้นพวกเราก็ยังมีโอกาสได้พบกับราชันย์โลกต้นกำเนิดเฟิ่งเทียนอยู่”
“เอาหละพวกเรากลับกันก่อน ตอนนี้พวกเราคงได้แต่ภาวนาให้มีโอกาสดี ๆได้พบกับองค์ราชันย์โลกต้นกำเนิดเท่านั้น”
หลังจากนั้นการประลองต่าง ๆ ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งได้ผู้ชนะครบหมดทั้งห้าสิบคน
ในการประลองในวันสุดท้ายเป็นการประลองของห้าสิบลำดับแรก โดยการแบ่งเป็นห้าสาย สายละสิบคน แข่งกันแบบพบกันหมดจากนั้นนำคะแนนของผู้ชนะลำดับที่หนึ่งถึงสี่ มาแข่งขันแบบพบกันหมดโดยผู้ชนะจะได้หนึ่งแต้ม ส่วนผู้แพ้จะไม่มีแต้ม พวกเขาตั้งใจสู้อย่างสุดความสามารถแต่ละคนงัดท่าไม้ตายออกมาสู้กันอย่างดุเดือดจนสุดท้ายก็ได้คู่ชิงลำดับหนึ่งและคู่ชิงลำดับสามมาแข่งขันเป็นสองคู่สุดท้ายซึ่งผู้ชนะสามลำดับแรกจะได้รับโอสถพร้อมกับศาตราวุธ คนละหนึ่งชิ้น เป็นของรางวัล โดยคู่ชิงลำดับที่สามคือ เฟยจินและหลี่หลิน สำหรับคู่ชิงชนะเลิศเลี่ยงรุ่ยและหนิงเฉิง
คู่ของเฟยจินและหลี่หลินใช้เวลาในการแข่งขันไปร่วมหนึ่งชั่วโมงจึงได้ผู้ชนะคือหลี่หลินส่วนคู่ชิงชนะเลิศระหว่างเลี่ยงรุ่ย และหนิงเฉิงซึ่งต้องใช้เวลาในการแข่งขันยาวนานถึงสามชั่วโมงหนิงเฉิงจึงสามารถเอาชนะเลี่ยงรุ่ยไปได้อย่างหวุดหวิด ผู้ชมต่างปรบมือให้กับรุ่นเยาว์ทั้งหมดหลังจบการแข่งขัน
สองวันต่อมางานพิธีแต่งตั้งองค์กษัตริย์ของอาณาจักรเฟิ่งเทียนได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการประชาชนและผู้เข้าร่วมต่างเดินทางมาอย่างพร้อมเพียงโดยเฉพาะเหล่ากษัตริย์ทั้งสิบห้าพระองค์และเหล่าเจ้าเมืองทุกเมืองในโลกต้นกำเนิดต่างพากันเดินทางมาร่วมงานอย่างไม่ขาดสายพวกเขาสามารถเดินทางมาถึงเมืองจินเฟิงได้โดยตรง โดยผ่านค่ายกลมิติ ที่สำนักเทพดาราได้ติดตั้งไว้โดยเฉพาะ