ชาวบ้านที่ไปร่วมในการล่าสัตว์ครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พวกลูกสมุนทั้งสี่ของเจ้าหยางแต่มีชาวบ้านหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่เชื่อคำยั่วยุของเฉินเช่อติดตามไปด้วยอีกสามสี่คน
สภาพของพวกเขาหนักกว่าพวกลูกสมุนมากบางคนมีแขนตกห้อย อีกคนมีเลือดอาบแขนขา ดูแล้วน่าเวทนายิ่งนักพวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงดังและยิ่งไม่กล้าแม้แต่จะย่างเท้าเข้ามาในอาณาเขตบ้านสกุลหลี่ได้แต่ยืนอยู่นอกรั้วใช้สายตาละห้อยมองมาทางจ้าวห่าวหลิน
พวกเขาพร้อมใจกันเชื่อว่าคนเดียวที่จะทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากสภาพน่าเวทนานี้มีเพียงสามีท่านหมอผู้นี้เท่านั้น
จ้าวห่าวหลินเป็นคนขี้รำคาญไม่ชอบความวุ่นวายที่สุดเมื่อเห็นสภาพบ้านตัวเองเป็นเช่นนี้ภายในใจย่อมรู้สึกหงุดหงิดไม่มากก็น้อย หลี่เจี่ยหลิงเองก็ชาวบ้านเหล่านั้นที่นอกรั้วเช่นกันนางเองก็ไม่ชอบใจนักที่เห็นคนมากมายมาล้อมบ้านตัวเอง
ชายหนุ่มนั่งลงบนแคร่ข้างหญิงสาวแล้วจับมือบางมากุมไว้ทำให้นางละความสนใจทั้งหมดมาที่เขาแทนนางอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะมาไม้ไหน?
“ฮูหยินไม่ใช่ว่าเจ้าอยากได้ทายาทรุ่นที่สามหรอกหรือ” เขามองไปที่ท้องของหญิงสาว“ถือเสียว่าให้ลูกของเราได้เรียนรู้การรักษาคนตั้งแต่อยู่ในครรภ์ดีหรือไม่?”
ชายผู้นี้ช่างปิดหูปิดตาพูดมั่วซั่วเสียจริง!
“เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ?”แววตาของหญิงสาวมีแววซุกซน
จ้าวห่าวหลินพยักหน้าด้วยรอยยิ้มบาง“เขาบอกกันว่าหากอยากเก่งต้องมีอาจารย์ดีเจ้าเก่งกาจเพียงนี้หากลูกของข้าได้ติดตามเรียนรู้ตั้งแต่อยู่ในท้องไม่ยิ่งเก่งกาจหรอกหรือ”
ดูสิ!ข้าล้วนพูดมีเหตุผลใช่หรือไม่?
หลี่เจี่ยหลิงอดที่จะหัวเราะกับเหตุผลไร้สาระของเขาหันไปหาชุนเชียง “ชุนเชียงเจ้าไปเอากล่องยาและเตรียมการรักษาข้าจะรักษาพวกเขาที่ลานบ้านข้างนอกนี่จะได้ไม่ไปรบกวนท่านพี่สะใภ้กับพี่เฉินในห้องโถงกลาง”
ชุนเชียงมีสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อยแต่ก็ยอมตอบรับ“เจ้าค่ะ”
ความจริงแล้วหลี่เจี่ยหลิงไม่ชอบให้ใครมามองเวลาที่นางทำการรักษาไม่ใช่เพราะเขินอายแต่เพราะมันรบกวนสมาธิของนางอย่างมาก แต่เพราะนางไม่อยากเป็นขี้ปากชาวบ้านก็คงต้องยอมปิดตาข้างหนึ่งให้พวกชาวบ้านที่มุงดูอยู่ได้มองเห็นทุกขั้นตอนแทน
การเปลื้องผ้าและการทำแผลแบบแนบเนื้อล้วนเป็นชุนเชียงจัดการแทน
ทั้งนี้เพราะตอนนี้นางเป็นสตรีที่มีสามีแล้วจะทำสิ่งใดก็ต้องคิดถึงหน้าตาของสามีนางด้วยเช่นกันแม้ว่านางจะรู้ดีว่าห่าวหลินไม่ใช่คนที่จะคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องเช่นนี้แต่นางก็ไม่อยากให้เขาโดนตกเป็นขี้ปากชาวบ้านเหมือนครั้งก่อน
จ้าวห่าวหลินให้ชุนเชียงทำแผลให้ลูกสมุนใหม่ทั้งสี่ก่อนจากนั้นก็ให้เจ้าพวกนี้เป็นลูกมือช่วยหลี่เจี่ยหลิงกับชุนเชียงอีกทีถึงจะโง่ไปสักหน่อยแต่ก็มือไม้คล่องแคล่วดี อีกทั้งยังช่วยจับยกและทำแผลง่าย ๆได้อีกด้วย
ฉิ่นจิ่งถอนหายใจอย่างโล่งใจมองความวุ่นวายตรงหน้าแล้วก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อยเขาเป็นถึงหัวหน้าหมู่บ้านแต่กลับโดนสองสามีภรรยาเจ้าบ้านเมินเฉยเสียจนไม่เหลือหน้าแก่ๆ
เอาเถอะ...เป็นเพราะเขาจัดการเรื่องราวไม่ดีเองจะโทษก็ต้องโทษตัวเขาเองที่เลอะเลือน
หลิงซีเองก็ติดตามมาดูความวุ่นวายที่บ้านสกุลหลี่เช่นกันตอนแรกนางแค่อยากจะมาเยาะเย้ยถากถางและเตรียมป้ายโคลนพ่นเลือดใส่หลี่เจี่ยหลิงที่ยอมให้ผู้ชายมากมายเข้าไปทำแผลในเรือนแต่ใครจะไปคิดว่านางจะเปลื้องผ้าชายหนุ่มทำแผลกันเสียหน้าลานบ้านตนเช่นนี้
ทำเอาสตรีน้อยใหญ่ทั้งหลายพากันหลบเลี่ยงแอบออกไปจากตรงนี้ไม่น้อย
ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความริษยาทอดมองชายหนุ่มสูงศักดิ์หน้าตาหล่อเหลาผู้เป็นสามีของหลี่เจี่ยหลิงคอยปรนนิบัติเช็ดเหงื่อดูแลนางอย่างดีข้างกาย
ภายในใจของนางร้อนด้วยความอิจฉาริษยาเสียเหลือเกิน...
เหตุใดนางเพศยานี่ถึงได้มีสามีดีนักทั้งหน้าตาดี รู้จักเอาใจใส่และยังดูและไม่ห่างไม่ต้องพูดถึงยามค่ำคืนย่อมต้องดีกว่าพวกชาวบ้านหน้าตาบ้าน ๆ พวกนี้หลายเท่าตัวนัก
ยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจข้ามีดีอะไรน้อยกว่านางกัน...พอคิดได้ก็เกิดความคิดชั่วขึ้นมาจนแววตาคู่นั้นเปล่งประกายเจ้าเล่ห์
รอดูก่อนเถอะ...หลี่เจี่ยหลิงเจ้าจะได้เจ็บปวดใจจนไม่อยากมีชีวิตอยู่
หลี่เจี่ยหลิงไม่ได้สนใจว่าใครจะคิดอย่างไรกับนางนางเพียงแค่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีตามหน้าที่ของแพทย์ผู้ให้การรักษาหลังจากรักษาชาวบ้านทั้งหมดเสร็จนางก็ออกเทียบยาแจกจ่ายให้กับพวกเขา
แน่นอนว่าคราวนี้นางไม่ได้ใจดีขนาดแจกยาสมุนไพรที่เก็บไว้ของตัวเองให้พวกหมาป่าตาขาวพวกนี้ไม่รู้สึกสำนึกบุญคุณยิ่ง หากให้ยาไปวันนี้ก็ดีใจทำดีด้วยพอนานวันก็คงเคยชินแล้วหันมาเลียปากแยกเขี้ยวใส่นางแทน
บทเรียนคราวก่อนคิดหรือว่านางจะลืมเลือนและอภัยให้โดยง่าย
หลังจากรักษาคนจนเสร็จแล้วหลี่เจี่ยหลิงไม่ได้ไว้ไมตรีไล่คนออกไปจากบ้านนางทั้งหมดจ้าวห่าวหลินได้แต่ให้พวกลูกสมุนทั้งสี่ช่วยกันยกเฉินเหลียงกลับไปรักษาตัวต่อที่บ้านตัวเอง
“พี่ใหญ่พี่สะใภ้ขอบพระคุณยิ่งขอรับ”
หลี่เจี่ยหลิงมองเจ้าสี่ตัวดีเดินหันหลังจากไปก็เค้นหัวเราะออกมามองไปทางสามีของนาง นางอดที่จะยอมรับไม่ได้ว่าสามีของนางคนนี้ช่างมีวิธีกำราบผู้คนอย่างยิ่ง
ปกติแล้วชาวบ้านที่นี่ล้วนเรียกขานนางว่าท่านหมอแต่เพียงไม่นานก็เจ้าเด็กพวกนี้ก็เรียกห่าวหลินว่าพี่ใหญ่และยกให้นางเป็นพี่สะใภ้แทนเสียแล้ว
จ้าวห่าวหลินไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เขามองไปทางหญิงสาวอย่างเป็นห่วงเล็กน้อย “วันนี้เจ้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้วให้ข้าต้มน้ำให้เจ้าอาบสักหน่อยดีหรือไม่?”
วันนี้พวกเขาตื่นแต่เช้าตรู่ทำอาหารและขนมขึ้นเขาไปชมดอกเก๊กฮวยเดินเที่ยวงานยามเย็น แล้วยังต้องมารักษาผู้คนยามดึกดื่นค่อนคืนเช่นนี้อีกหากไม่ใช่เพราะยังต้องแฝงตัวอยู่ที่นี่อีกสักระยะและไม่มีคนใช้งานได้เขาคงไม่มีทางปล่อยให้หลี่เจี่ยหลิงต้องเหนื่อยรักษาพวกชาวบ้านเช่นนี้แน่
หลี่เจี่ยหลิงแย้มยิ้มหวานชื่นยกแขนทั้งสองขึ้นท่าทางออดอ้อนราวกับเด็กตัวเล็ก ๆ “อุ้มข้าไปส่งหน่อยสิข้าเหนื่อยจนเดินไม่ไหวแล้ว”
หมับ...
ความจริงนางเพียงแค่อยากหยอกล้อชายหนุ่มเล่นเท่านั้นแต่ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะอุ้มนางขึ้นมาจริง ๆ
จ้าวห่าวหลินขมวดคิ้วรู้สึกหนักไปทั้งร่างจนแทบก้าวขาไม่ออกสีหน้าของเขาบ่งบอกถึงความลำบากใจ
“ข้าหนักมากใช่หรือไม่?”หลี่เจี่ยหลิงยกแขนขึ้นใช้แขนเสื้อตัวเองเช็ดเหงื่อบนหน้าผากของชายหนุ่ม
“ไม่ใช่เป็นข้าที่อ่อนแอเกินไป”
หลี่เจี่ยหลิงรับรู้ได้ว่าชายหนุ่มพยายามก้าวเดินไปทั้งๆ ที่อุ้มนางไว้ในอ้อมแขนก็พลันรู้สึกอ่อนใจ “วางข้าลงเถอะ”
“วันนี้เจ้าเดินมาทั้งวันแล้วให้สามีเช่นข้าพาเจ้าเข้านอนเถอะ”
“หากว่าเจ้าเหนื่อยเกินไปพิษจะกำเริบ”เสียงหวานเริ่มดุนางรู้สึกว่าหากไม่จริงจังชายผู้นี้จะต้องดื้อดึงจนพิษกำเริบเป็นแน่
จ้าวห่าวหลินไม่ตอบคำแต่เลือกที่จะอุ้มหญิงสาวไปจนถึงห้องนอนระยะทางจากลานบ้านไปจนถึงห้องนอนเพียงแค่ไม่กี่ก้าวแต่เขากลับมีเหงื่อไหลโทรมกายเหนื่อยหอบเสียแล้วทำให้หลี่เจี่ยหลิงอดที่จะปวดใจไม่ได้
“เจ้ามันดื้อรั้นน่าตียิ่งนัก”ถึงแม้นางจะเอ่ยดุแต่ก็ยังยอมออกไปสั่งการให้ชุนเชียงไปต้มน้ำมาเติมในอ่างให้เขาแช่น้ำล้างตัวเสียหน่อยก่อนนอนอีกทั้งก่อนนอนนางยังช่วยฝังเข็มคลายความเหนื่อยล้าและระบายพิษให้เขาด้วยทำให้เขาหลับสนิทผ่อนคลายตลอดทั้งคืน
ตอนเช้าหลังจากออกกำลังกายตอนเช้าและไปตรวจอาการของเฉินเหลียงที่เรือนเรียบร้อยแล้วหลี่เจี่ยหลิงก็ออกไปข้างนอกกับชุนเชียงเพื่อไปตามหาสมุนไพรสำหรับปรุงยาถอนพิษให้ชายหนุ่มเหมือนปกติทุกวันจ้าวห่าวหลินจัดเก็บทำความสะอาดบ้านเรียบร้อยแล้วก็ยกตะกร้าผ้าเตรียมจ้าวเจี่ยวกับไม้ตีผ้าเดินลงจากเนินเข้าไปยังลำธารของหมู่บ้านยามนี้เป็นช่วงยามสายของวันมีสตรีชาวบ้านไม่น้อยกำลังซักผ้าพูดคุยกันที่ริมลำธาร
ยามที่เห็นจ้าวห่าวหลินแบกตะกร้าผ้าเดินไปทางต้นน้ำพวกเขาก็มองไปทางชายหนุ่มแตกต่างจากปกติที่เต็มไปด้วยความรังเกียจแววตาของพวกเขายามนี้ล้วนแต่เห็นใจและชื่นชมไม่น้อย
“เฮ้อ...เมื่อเช้าเจ้าใหญ่บ้านข้าไปเยี่ยมเฉินเหลียงที่ตีนเขา”หญิงสาวนางนั้นเอ่ยด้วยท่าทางลึกลับเรียกความสนใจคนแถวนั้นให้ขยับตัวเข้าไปใกล้
“มีอะไรก็พูดมาสิ”
“นั่นสิๆ เกิดอะไรขึ้น หรือว่า...เฉินเหลียงอาการทรุดหนัก!”
“เหลวไหล!ถึงมือท่านหมอจะเป็นอะไรไปได้อย่างไร เรื่องนี้เกี่ยวกับห่าวหลินสามีท่านหมอต่างหาก”
เมื่อได้ยินว่าเป็นเรื่องของสามีท่านหมอทุกคนก็พร้อมใจกันหันขวับไปเห็นเพียงแผ่นหลังของชายหนุ่มกำลังแบกตะกร้าเดินมุ่งหน้าไปทางต้นน้ำ
“ถุย! ข้าว่าเจ้าหยางอิจฉาสามีท่านหมอจนเลอะเลือนพ่นเลือดใส่เสียแล้วดูสิคนทั้งขยันขันแข็งเอาการเอางาน อีกทั้งยังจิตใจดีมีเมตตา หากไม่ใช่เพราะเขาช่วยพูดมีหรือที่เมื่อคืนท่านหมอจะรักษาคนเหอะ... ผู้ชายขายตัวอะไรกัน? ผู้ชายเกาะผู้หญิงกินอะไรกัน?”
ทุกวันนี้เจ้าหยางโดนชุนเชียงสั่งสอนในวันนั้นยังอยู่ในสภาพแข้งขาหักไม่อาจเดินได้นอนซมอยู่ในบ้านอยู่เลยหมอชาวบ้านที่ถูกเชิญตัวมาล้วนบอกว่าจะต้องพักรักษาตัวอย่างน้อยก็ครึ่งปีเชียว
“นั่นสินั่นสิ” ชาวบ้านแถวนั้นล้วนเห็นด้วย
หลี่ซื่อไม่ยอมแพ้“ข้ารู้ แต่ที่ข้าจะบอกก็คือเจ้าใหญ่ไปเยี่ยมเฉินเหลียงเมื่อเช้าถึงได้รู้ว่าแต่เดิมห่าวหลินเป็นคุณชายบัณฑิตที่ร่ำเรียนตำราในเมืองแต่เพราะโดนคนไม่ดีทำร้ายจนเกือบตายนะสิ”
ชาวบ้านที่ล้อมวงฟังสูดลมหายใจเข้าหลี่ซื่อเห็นก็ยิ้มเอ่ยต่อ “ตอนช่วงเวลาความเป็นความตายท่านหมอของเราจิตใจดีไม่กล้าทิ้งคนเจ็บ นางเลยพาเจ้าหนุ่มกลับเข้าบ้านกลางดึกอย่างไม่กลัวคนครหาช่วยเหลือรักษาเจ้าหนุ่มจนรอดชีวิต”
หลี่ซื่อแสร้งถอนหายใจ“แม้ว่าจะช่วยชีวิตคนแต่ก็นับว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้ทำให้ท่านหมอเสื่อมเสียชื่อเสียงเสียแล้วเจ้าหนุ่มนี่จิตใจดีนักรู้ว่าทำผู้มีพระคุณตนเสียชื่อ เขาอยากตอบแทนแต่ไร้ซึ่งหนทางสุดท้ายยอมเป็นคนรับใช้ก็ได้ แต่ถึงอย่างไรก็นับว่าไม่ดี เพราะหากมีคนรู้ว่านางพาผู้ชายเข้าบ้านยามดึกต่อให้เป็นคนรับใช้ก็นับว่าแปลกอยู่ดีใช่หรือไม่”
พวกชาวบ้านพยักหน้าเห็นด้วยหลี่ซื่อยิ่งเล่ายิ่งมันปากเอ่ยต่อ“ตอนนั้นเขาจำได้ว่าบ้านคุณหนูร่ำรวยมีสามีบำเรอชายบำเรอคอยดูแลรับใช้ข้างกายพวกคุณหนูเจ้าหนุ่มจึง... นั่นแหละ”
“เป็นเช่นนี้นี่เองเฮ้อ... จากคุณชายสูงศักดิ์โดนคนทำร้ายจนเกือบไม่รอด เคราะห์ดีนักที่ได้ท่านหมอช่วยเอาไว้”
“ข้าละไม่แปลกใจเลยที่สามีคนนี้ของท่านหมอทั้งขาวทั้งท่าทางดีราวกับคุณชายในเมืองที่ไหนได้คนก็เคยเป็นคุณชายจริง ๆ”
“ในโชคร้ายย่อมมีโชคดีได้เป็นสามีของท่านหมอก็นับว่าพ้นเคราะห์แล้ว ชีวิตที่ผ่านโชคร้ายมาได้นับว่าเจริญยิ่ง”
“ใช่แล้วๆ”
และเรื่องของสามีบำเรอของท่านหมอในหมู่บ้านหนิวเจียก็ผ่านพ้นไปเช่นนี้
จ้าวห่าวหลินไม่ได้ยินพวกแม่บ้านช่างพูดเหล่านั้นพูดคุยกันเขาซักผ้าทั้งครอบครัวอย่างใส่ใจตามปกติ บริเวณที่เขาเลือกเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ทางต้นน้ำค่อนข้างร่มรื่นและเงียบสงบไม่มีผู้คนผ่านไปมา
พวกเฉินเช่อแอบติดตามพี่ใหญ่ของพวกเขาตั้งแต่เช้าแล้วพวกเขารู้สึกว่าหากติดตามพี่ใหญ่จะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอนแต่ก็ไม่กล้าเข้าไปในบ้านสกุลหลี่ ตอนเช้าจึงได้แต่เตร่ไปเยี่ยมเฉินเหลียงข้างบ้านแล้วก็วนเวียนอยู่รอบนอกรอพี่สะใภ้ท่านหมอออกไปแล้วค่อยไปหาพี่ใหญ่
ที่ไหนได้กลับพบว่าพี่ใหญ่หิ้วตะกร้าผ้ามาซักผ้าริมลำธารพวกเขาเป็นลูกสมุนที่ดีย่อมต้องติดตามพี่ใหญ่มาด้วยเช่นกัน
ตู้ม...
“ช่วยด้วยใครก็ได้ช่วยด้วย!”เสียงหวานร้องเรียกขอความช่วยเหลือดังขึ้นไม่ห่างกับบริเวณที่จ้าวห่าวหลินซักผ้ามากนัก
ชายหนุ่มลุกขึ้นมองไปตามทิศทางของเสียงเห็นหญิงสาวคนหนึ่งผุดๆ โผล่ ๆ อยู่เหนือน้ำท่าทางเหมือนคนกำลังจะจมน้ำ
เขาขมวดคิ้วมองไปเห็นหญิงสาวอีกคนมาจากไหนไม่รู้มองไปยังหญิงสาวที่กำลังจมน้ำก่อนจะตะโกนเสียงดัง“สามีท่านหมอ ท่านไม่เห็นหรือว่าหลิงซีจมน้ำ เจ้าเป็นบุรุษเยี่ยงไรเห็นสตรีจมน้ำแล้วไม่ช่วย”
น้ำเสียงของนางมีแววตำหนิอย่างชัดเจนและเสียงดังจนชาวบ้านที่กำลังซักผ้าห่างออกไปไม่มากนักเองก็ได้ยินรีบมุ่งตรงมา
จ้าวห่าวหลินได้ยินก็เดินไปหญิงสาวนางนั้นสบตากับหลิงซีอย่างมีเลศนัย ดูเหมือนแผนของพวกนางจะจัดการง่ายกว่าที่คิดเสียแล้ว
ตู้ม...
ไม่ทันได้ยั้งคิดหรือมีสติคิดได้ทันเท้าหนักของจ้าวห่าวหลินถีบหญิงสาวที่โหวกเหวกโวยวายอย่างไร้ไมตรี ตกลงไปในน้ำด้วยกันทั้งคู่ด้วยอารามตกใจหญิงสาวผู้นั้นรีบลุกขึ้นยืนในน้ำชี้หน้าด่าจ้าวห่าวหลิน
“เจ้าคนใจดำอำมหิตมีบุรุษเยี่ยงเจ้าเสียที่ไหน เจ้าคนหน้าด้านไร้ยางอายไร้ศีลธรรมกล้าดียังไงมาถีบข้าตกน้ำ”
ในตอนนั้นเองที่พวกชาวบ้านเห็นว่าน้ำตื้นเพียงแค่อกของพวกนางสองคนเท่านั้นย่อมไม่อาจทำให้พวกนางตายได้
“ฮ่าๆๆๆน้ำตื้นเพียงนั้นเหตุใดหลิงซีถึงจมได้อีกเล่า” เฉินเช่อกับพรรคพวกเดินเข้ามาถึงก็หัวเราะมองดูสองสาวตกน้ำกันอย่างชอบอกชอบใจ
ไม่เสียแรงที่เป็นพี่ใหญ่ของเขาช่างลงมือได้อย่างเด็ดขาดเสียจริง
จ้าวห่าวหลินปรายตาเย็นชาใส่“หากเจ้าอยากหาสามีก็ควรจะมาตอนเช้ามืดหน่อย ตอนนั้นมีผู้ชายมากมายมาหาบน้ำ หากเป็นเช่นนั้นคงจะมีสักคนสองคนที่อยากได้เจ้าเป็นภรรยา”
หลิงซีได้ยินก็เลิกแกล้งยืนขึ้นถลึงตามองเขาดวงหน้าแดงก่ำด้วยทั้งโกรธทั้งอายไม่อยากเชื่อว่าจะมีผู้ชายโง่เง่าเช่นนี้อีก
“เจ้ามันโง่นักนางเพศยานั่นมีดีอันใดกันเจ้าถึงได้ยินยอมให้นางถึงเพียงนี้”
จ้าวห่าวหลินแย้มยิ้มดังจิ้งจอกเจ้าเล่ห์“ตัวข้าห่าวหลินรักสะอาดยิ่ง ไม่คิดแตะต้องของสกปรก”
เฉินเช่อกับพวกเห็นผิวขาวเนียนที่โผล่พ้นผ้าผืนบางที่ชุ่มไปด้วยน้ำของหลิงซีก็รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ...ในเมื่อพี่ใหญ่ไม่หิวแต่ข้าหิว ข้ายินดีนักเขาแลบลิ้นเลียปาก“พี่ใหญ่ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวข้าจะลงไปช่วยพวกนางเอง”
หลิงซีเห็นสายตาหื่นกระหายในตัวนางก็รีบเอามือปิดตัวเองกรีดร้อง“เจ้าพวกชั้นต่ำหยุดเดี๋ยวนี้!”
“อาซี! เจ้าอย่าได้กังวลข้าผู้นี้ยินดีรับผิดชอบเจ้าเอง ฮ่าๆๆ” พวกเฉินเช่อหัวเราะชอบใจเตรียมกระโจนลงน้ำ
“หยุด!”เสียงเข้มของจ้าวห่าวหลินปรามขึ้นเสียก่อน ทำให้พวกเขาหยุดเท้าลงมองไปทางจ้าวห่าวหลินอย่างไม่เข้าใจ
“แผลห้ามโดนน้ำ”ชายหนุ่มเอ่ยดุ ชี้ไปทางต้นไม้แถวนั้น “เอาไม้เขี่ยก็พอ อย่าให้นางทำน้ำสกปรก”
พูดจบก็เดินจากไปซักผ้าต่ออย่างไม่ใส่ใจ
คำพูดของชายหนุ่มชาวบ้านที่ตามมาล้วนแต่ได้ยินกันทั้งหมดพวกนางอดที่จะมองฟ้ามองดินไม่ได้ ช่างเป็นผู้ชายที่ปากร้ายยิ่งนัก
เฉินเช่อกับพวกรีบวิ่งไปเอาไม้ยาวๆ มาเขี่ยสองสาวในน้ำออกไป พวกนางทั้งโวยวายและกรีดร้องตลอดผสมเข้ากับเสียงหัวเราะหยอกล้อของลูกสมุนทั้งสี่
ชาวบ้านที่ตอนแรกตั้งใจที่จะช่วยต่างพากันเบือนหน้าหนีด้วยความระอาและอับอายหากไม่ใช่คนโง่ย่อมต้องรู้ว่าแม่หนูหลิงซีต้องการจะจับสามีท่านหมอเสียแล้ว
“เลิกเล่นมาช่วยข้ายกตะกร้าผ้ากลับไปได้แล้ว”
“ขอรับพี่ใหญ่”ทั้งสี่รีบวิ่งเข้าไปห้อมล้อมจ้าวห่าวหลิน ดูแล้วเหมือนกลุ่มลูกหมาไร้เดียงสาสี่ตัวที่วิ่งไล่ตามเจ้านาน
“อ่า!แล้วเช่นนี้จะทำเช่นไรต่อดี” หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“หรือเจ้าอยากหาอนุให้สามีเล่าเช่นนั้นก็ไปเชิญสามีเจ้ามารับนางเถอะ”