(จบ)ระบบสังหารโชคชะตา ข้าเกิดมาเพื่อพิฆาตตัวเอกและวายร้าย

    ตอนที่ 43 ปรากฏการณ์อันน่าเหลือเชื่อ

            ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร มีหลายสิ่งที่เปรียบได้ดั่งเส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่


            ระดับการบำเพ็ญเพียรคือรากฐานสำคัญที่บ่งชี้ถึงความมั่นคงและพลังในการควบคุมพลังปราณ ศักยภาพหรือพรสวรรค์ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่อาจมองข้าม เพราะมันเปรียบเหมือนกับประตูแห่งขอบเขตความสามารถที่ผู้หนึ่งพึงจะไปถึง


            แต่กระนั้น ถึงจะมีรากฐานมั่นคงและพรสวรรค์เปี่ยมล้น ปัจจัยเหล่านี้ก็ยังไม่ใช่ตัวตัดสินชัยชนะในศึกที่แท้จริงอย่างเด็ดขาด


            เพราะในโลกแห่งการต่อสู้ที่สามารถพลิกผันได้ทุกลมหายใจเข้าออกนั้น ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของทุกการต่อสู้ได้อย่างสิ้นเชิง สิ่งนั้นไม่ใช่เพียงแค่เทคนิคหรือกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่ความเด็ดเดี่ยวหรือสายเลือด


            หากเป็นสิ่งที่อยู่ในมือของเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ สิ่งที่สามารถเปล่งอานุภาพออกมาและพลิกผันสถานการณ์ในพริบตา


            นั่นคือยุทธภัณฑ์วิเศษ หรือที่ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วหล้าต่างขนานนามกันว่าสมบัติวิเศษ


            อาวุธวิเศษ สมบัติล้ำค่า หรือกระทั่งวัตถุที่ก่อกำเนิดขึ้นจากพลังแห่งสวรรค์ปฐพี เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกตนต้องแสวงหา ราวกับเป็นแขนขาที่ขาดไปไม่ได้ของผู้บำเพ็ญเพียร พวกมันสามารถเพิ่มความแข็งแกร่ง เพิ่มพลังโจมตี เพิ่มพลังป้องกัน สร้างความได้เปรียบอย่างมหาศาล


            หรือกระทั่งพลิกวิถีแห่งการต่อสู้ที่ไร้ทางสู้ให้กลายเป็นชัยชนะได้ในเสี้ยวลมหายใจ


            ด้วยเหตุนี้ เหล่านิกาย สำนัก วัง ตำหนัก หรือแม้กระทั่งราชวงศ์ล้วนให้ความสำคัญกับสมบัติวิเศษยิ่งกว่าสิ่งใด


            เพราะเพียงแค่ครอบครองสมบัติวิเศษระดับสูงชิ้นหนึ่ง ก็สามารถทำให้พลังต่อสู้ของขั้วอำนาจพุ่งทะยานขึ้นหลายเท่าตัว


            ยิ่งหากเป็นสมบัติวิเศษที่มีพลังถึงระดับล้ำฟ้าแล้วเล่า ก็ยิ่งเป็นเสมือนเสาหลักแห่งเขตแดนที่ไม่มีผู้ใดกล้ารุกราน


            ในดินแดนกว้างใหญ่ของทวีปสวรรค์ สมบัติวิเศษเหล่านี้ได้ถูกแบ่งระดับไว้อย่างชัดเจนตามอานุภาพและคุณสมบัติที่แสดงออกมา


            โดยแบ่งออกเป็นสี่ระดับหลัก ได้แก่ ยุทธภัณฑ์ระดับโลก ระดับปฐพี ระดับนภา และระดับล้ำฟ้า


            ซึ่งในแต่ละระดับก็ยังแยกย่อยออกไปอีกเป็นสามขั้น ได้แก่ ขั้นต่ำ ขั้นกลาง และขั้นสูง


            ยุทธภัณฑ์ระดับโลกขั้นต่ำนั้นคืออาวุธพื้นฐานที่ผู้เริ่มบำเพ็ญเพียรก็สามารถใช้ได้ มักทำจากเหล็กกล้าหรือหินศิลาเวทบางชนิด อาจมีอักขระสลักไว้เพียงเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง แต่ไร้อานุภาพเฉพาะตน


            ในขณะที่ยุทธภัณฑ์ระดับโลกขั้นสูงเริ่มมีจิตแห่งอาวุธอ่อนๆ บางชิ้นสามารถเปล่งคลื่นพลังเพื่อตอบสนองผู้ใช้งานได้


            ระดับที่สูงกว่านั้นคือยุทธภัณฑ์ระดับปฐพี ซึ่งถือเป็นก้าวย่างสำคัญของผู้บำเพ็ญเพียร สร้างความเปลี่ยนแปลงในพลังโจมตีและรูปแบบของการใช้ต่อสู้ได้หลากหลาย บางชิ้นมีคุณสมบัติกลืนพลัง บางชิ้นสามารถเสริมปราณได้


            เมื่อก้าวเข้าสู่ยุทธภัณฑ์ระดับนภาแล้ว พลังของมันจะเริ่มส่งผลกระทบต่อมิติรอบด้าน บางชิ้นสามารถเปิดเขตแดน บางชิ้นแฝงคุณสมบัติลวงตา บางชิ้นสามารถลบล้างพลังอำนาจของศัตรู นั่นเพราะมันมีจิตแห่งอาวุธที่เติบโตสมบูรณ์


            ทว่าเมื่อพูดถึงสุดยอดของอาวุธในสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรทั่วทั้งทวีปแล้ว


            ไม่มีสิ่งใดเทียบได้กับยุทธภัณฑ์ระดับล้ำฟ้า พวกมันคือจุดสูงสุดแห่งการหลอมรวมพลังระหว่างธรรมชาติ จิตวิญญาณ และความปรารถนาอันแท้จริงของผู้สร้าง บ้างเกิดจากเปลวเพลิงสุริยันพันปี บ้างก่อกำเนิดจากแก่นหินที่ถูกสกัดด้วยพลังที่ตกทอดมาในยุคโบราณ


            ทุกชิ้นล้วนมีพลังอานุภาพที่ไม่อาจประเมินค่าได้ พวกมันเปรียบได้ดั่งเทพในร่างศัสตรา ไร้สิ่งใดขวางขืนได้ และแน่นอนว่าไม่มีผู้ใดที่ถือครองพวกมันได้โดยไร้ค่าตอบแทน หลายคนสูญสิ้นจิตวิญญาณ บางคนล่มสลายเพราะถูกอาวุธล้ำฟ้ากลืนกินจนร่างแตกดับ


            ในบรรดานิกายใหญ่ นิกายเทียนหมิงก็ถือเป็นหนึ่งในนิกายสูงสุดที่มีอำนาจและบารมีแผ่ไพศาลทั่วแค้วนเทียนหมิง


            พวกเขามีต้นกำเนิดจากมหาบรรพชนผู้แข็งแกร่ง และใช้เวลากว่าสิบชั่วอายุคนในการก่อร่างสร้างนิกายให้กลายเป็นปราการศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่เหนือใคร ในบรรดาสมบัติล้ำค่าทั้งหมดที่นิกายนี้ถือครอง มีเพียงสามชิ้นเท่านั้นที่ถูกจัดอยู่ในระดับล้ำฟ้า


            และถูกหวงแหนดั่งขุมทรัพย์ของสวรรค์ หนึ่งในนั้นก็คือยุทธภัณฑ์อันเลื่องชื่อเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิง


            เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงไม่ใช่อาวุธที่ใช้โจมตีในความหมายปกติ บทบาทของมันในนิกายเป็นสัญลักษณ์แห่งศักดิ์สิทธิ์


            เป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธา และเป็นอุปกรณ์สำหรับทดสอบพรสวรรค์ที่มีอานุภาพสูงสุดในบรรดาเครื่องทดสอบทั้งมวล


            เสานี้ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางลานสัจจะของนิกายมาเนิ่นนานกว่า 1,500 ปี ถูกสร้างขึ้นจากหินอุกกาบาตสีเทาดำที่สืบทอดมาจากยุคก่อนตำนาน บนผิวของมันถูกสลักอักขระโบราณจากอารยธรรมที่สูญหายไปแล้ว และจิตวิญญาณแห่งฟ้าดินยังคงหมุนเวียนอยู่ภายในเสาเสมอ


            เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงมีคุณสมบัติสามประการ หนึ่งคือพลังป้องกันซึ่งสามารถสร้างขอบเขตคุ้มภัยให้ทั้งนิกายในยามเกิดภัยพิบัติหรือศึกสงคราม สองคือพลังโจมตีซึ่งเมื่อปลดปล่อยเต็มรูปแบบสามารถล้างผลาญศัตรูได้เป็นหมื่นในชั่วพริบตา


            และสามคือคุณสมบัติในการตรวจสอบพรสวรรค์ผู้บำเพ็ญเพียร


            โดยจะตรวจสอบลึกถึงจิตวิญญาณ แก่นแท้ และเจตจำนง


            หากผู้ใดมีพรสวรรค์อันรุนแรง เสานี้จะสั่นไหวและเปล่งแสง หากผู้ใดอยู่ในระดับอัจฉริยะ เสานี้จะปลดปล่อยพลังสว่างวาบไปรอบฟ้า


            แต่ไม่เคยมีครั้งใดเลยที่มันจะแตกหัก ถูกทำลาย หรือกระทั่งเกิดรอยร้าวแม้เพียงเส้นเดียว


            เสานี้เคยตรวจสอบอัจฉริยะนับพันนับหมื่นตลอดประวัติศาสตร์ มีบันทึกการตอบสนองของมันอย่างหลากหลาย ตั้งแต่การเปล่งแสง การสั่นไหว การเปิดเผยบทสวดลับ หรือการปลุกชีพจิตวิญญาณเก่าแก่ขึ้นมาสื่อสาร


            แต่ไม่เคยเลยที่จะมีบันทึกว่ามันแตก หรือหักเป็นสองท่อน


            เพราะนั่นหมายถึงการทำลายความสมดุลแห่งการบำเพ็ญเพียรของโลกใบนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นได้เลยด้วยซ้ำ


            ทว่าในวันนี้ ทุกสิ่งที่ควรเป็นไปตามกฎที่วางไว้กลับถูกทลายอย่างสิ้นเชิง


            เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงกลับถูกชายหนุ่มผู้หนึ่งทำให้แหลกสลายได้ด้วยพรสวรรค์ของตนเอง


            หวังฉีนซึ่งยืนอยู่ตรงขอบลานได้แต่จ้องมองเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงที่หักเป็นสองท่อนอย่างเงียบงัน ดวงตาเต็มไปด้วยความพร่าเลือน


            แววตาของเขาสะท้อนเงาของเสาหินอันศักดิ์สิทธิ์ที่บัดนี้ไร้ซึ่งพลังอำนาจ


            กลับกลายเป็นเพียงซากแห่งตำนานที่ถูกทำลายโดยฝ่ามือของชายหนุ่มผู้หนึ่ง


            ความเงียบงันที่กัดกินทุกอณูของลานค่อยๆแทรกซึมเข้าสู่หัวใจของผู้เฝ้ามอง


            เหล่าผู้อาวุโสของสำนักที่ยืนอยู่โดยรอบต่างก็เบิกตากว้าง ใบหน้าของแต่ละคนล้วนเต็มไปด้วยสีหน้าตกตะลึง


            ดวงตาสั่นระริกพร้อมกับความรู้สึกที่พุ่งทะลวงขึ้นมาจากก้นบึ้งของจิตใจ


            ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังร่างของหลัวหยาง ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าสงบนิ่งแต่ในเวลานี้กลับยืนค้างอยู่ในท่าทางเดิม ฝ่ามือที่สัมผัสเสาศักดิ์สิทธิ์ยังค้างไว้เช่นเดิม ราวกับว่าแม้แต่เจ้าตัวเองก็ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น


            สายตาของหลัวหยางเต็มไปด้วยความสับสน ดวงตาเบิกโพลงเล็กน้อย พลางมองไปยังรอยแตกของเสาหินขนาดยักษ์ที่หักเป็นสองส่วนต่อหน้าเขา ความเงียบเข้าปกคลุมจิตใจของชายหนุ่มเหมือนคลื่นกระแทกสติให้แตกกระจาย


            ไม่ใช่ว่าหลัวหยางไม่รู้ว่าตนเองมีพรสวรรค์ที่ผิดธรรมดา หากเขาไม่เคยคาดคิด ว่าเพียงแค่แตะสัมผัสเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่รุนแรงถึงเพียงนี้ ไม่มีการทดสอบ ไม่มีแสงเปล่งประกาย ไม่มีการสั่นไหวที่ล้ำลึก


            เหตุการณ์ทั้งหมดคือการระเบิดของพลังภายในที่เชือดเฉือนทุกความสมดุลของสรรพสิ่ง สะท้อนกลับมาจนเสาหินที่ยิ่งใหญ่สุดของนิกายต้องพังทลายลงต่อหน้าต่อตา นั่นมิใช่ปรากฏการณ์ แต่มันคือผลลัพธ์ที่เป็นจริงและไม่อาจหักล้าง


            แต่แล้วในชั่วพริบตาที่สติของผู้คนยังไม่ทันรวมตัวกลับมา หวังฉี ผู้อาวุโสสูงสุดของนิกายเทียนหมิงก็พุ่งร่างของตนออกมา


            ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ร่างที่มักดูสงบเฉยเหมือนผืนน้ำในยามนิ่ง กลับเต็มไปด้วยอาการกระวนกระวายราวกับสายน้ำปั่นป่วนที่กำลังโหมกระหน่ำ เขาตะโกนออกมาด้วยเสียงที่แทบสั่นสะท้าน


            “มะ.. ไม่นะ! ยุทธภัณฑ์ระดับล้ำฟ้าของนิกายเทียนหมิงข้า.. มันหัก.. มันหักเป็นสองท่อน!!”


            น้ำเสียงของหวังฉีเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ผสมด้วยความสิ้นหวังจนดังก้องไปทั่วทั้งลานกว้าง


            ชายชรารีบเข้าไปประคองซากเสาหินเทียนหมิงที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นด้วยมือที่สั่นระริก สายตาของเขาสำรวจอักขระที่บัดนี้แตกร้าว พลังงานศักดิ์สิทธิ์ที่เคยหมุนเวียนภายในกลับค่อยๆจางหายไป


            และจากนั้น เสียงของฝูงชนที่ปะทุขึ้นพร้อมกันก็ได้ทำลายความเงียบที่กดดัน ทุกคนเริ่มพูดคุยอย่างสับสน ตื่นตระหนก


            “อะ.. อะไรกัน เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงเกิดการพังทลายลงจริงๆเรอะเนี่ย!?”


            “นี่ข้าอยู่ในความฝันหรือยังไงกันแน่!? ฝ่ามือเดียวแท้ๆ แต่กลับทำให้ยุทธภัณฑ์ระดับล้ำฟ้าสลายลงเช่นนี้!?”


            “ความฝันบ้านป้าแกสิ! เบิกตากว้างๆแล้วจ้องมองให้ชัดๆเถอะ มันเป็นเรื่องจริงที่สุดแห่งความจริง!”


            “ทั้งเหยินเฟยและหลงเซียวเหยาก็สามารถทำให้เสาศักดิ์สิทธิ์สั่นสะเทือน แต่ไม่เคยมีผู้ใดถึงกับทำให้มันหักครึ่งได้เลยนะ!”


            “ใช่! พรสวรรค์ของพวกเขาสูงส่ง เกิดปรากฏการณ์ของดวงเนตรและมังกรสวรรค์ทั้งเก้าอันยิ่งใหญ่ ทว่าชายหนุ่มนามหลัวหยางคนนี้ ศักยภาพถึงขั้นอยู่เหนือแม้กระทั่งเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิง มันพังทลายลงเพราะไม่อาจตรวจสอบพรสวรรค์ได้!!”


            “ช่างน่าสะพรึงกลัวจริงๆ ข้าเสียวสันหลังวาบไปหมดแล้วเนี่ย! ตลอดชีวิตนี้ยังไม่เคยเห็นเรื่องเช่นนี้มาก่อนเลยสักครั้งเดียวเลยนะ!”


            “เหอะๆ เข้าใจไหมว่านี่มันหมายความว่าอะไร ชายผู้นี้อาจจะไม่ใช่แค่อัจฉริยะ.. แต่อาจเป็นปีศาจที่ฟ้าดินปั้นแต่งขึ้นมาเลยเชียวละ!”


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)ระบบสังหารโชคชะตา ข้าเกิดมาเพื่อพิฆาตตัวเอกและวายร้าย ที่คุณอ่าน