“ถูกต้อง...” ทูจิ้วมองเขาแวบหนึ่งแล้วยิ้มเอ่ย “ทำไมเหรอสวีหยางอี้เธอ...”
“ผมก็แค่ถามไปอย่างนั้นเอง” สวีหยางอี้หลับตาลงพักผ่อน
เมื่อคนทั้งสามเดินจากไปแล้ว บนเครื่องบินจึงเข้าสู่ภวังค์เงียบงันอีกครั้ง
สี่สิบนาทีต่อมา เครื่องบินถึงได้ร่อนลงจอดอย่างมั่นคงพวกเขาต้องนั่งรถต่อไปอีกหนึ่งชั่วโมงกว่าจะได้ก้าวเข้าสู่เมืองเฟิงอี้แห่งมณฑลหนานทงเมืองยุทธศาสตร์สำคัญเก่าแก่อันโด่งดังในหน้าประวัติศาสตร์ของหวาซย่าในที่สุด
เมืองเฟิงอี้นับเป็เมืองหลวงประจำมณฑลหนานทงเป็ศูนย์กลางที่รวบรวมทรัพยากรมนุษย์และแหล่งเงินทุนของมณฑลใหญ่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือเอาไว้ด้วยกันแม้ว่าการพัฒนาและความเจริญในภาคตะวันตกจะไม่อาจเทียบกับภาคตะวันออกได้ทว่าในยามนี้กลับเป็เมืองที่งดงามสว่างไสวทีเดียว
แสงไฟนีออนบนอาคารสูงตระหง่านแต่ละดวงสาดแสงกรีดผ่านเส้นขอบฟ้าป้ายโฆษณาที่มีดวงไฟหลากสีแต่งแต้มเมืองโบราณแห่งนี้ให้งดงามราววัง์ท่ามกลางอากาศร้อนระอุจนถึงขีดสุดบรรดาหนุ่มสาวต่างพากันแต่งกายน่าดึงดูดด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้น ซึ่งนั่นก็ได้กลายเป็สิ่งที่ช่วยให้บรรยากาศยามค่ำคืนดูมีชีวิตชีวาที่สุดยวดยานพาหนะที่พุ่งทะยานออกไปร่วมส่งเสียงบรรเลงราวเสียงดนตรีซิมโฟนีขับกล่อมให้รัตติกาลนี้ไม่อาจหลับไหลลงได้
นักศึกษาทั้งสิบคน ไม่สิ อีกไม่นานพวกเขาก็จะไม่ใช่นักศึกษาอีกต่อไปแล้ว ทุกคนต่างพากันมองเมืองเฟิงอี้อันรุ่งเรืองฟุ้งเฟ้อด้วยสายตาเคลิ้มฝัน
เทียนเต้ามีระบบการจัดการแบบกองทัพตอนพวกเขาถูกพาตัวเข้าไปในเทียนเต้าต่างมีอายุไม่เกินสิบขวบกันทั้งนั้นซึ่งใน่สิบกว่าปีแรกพวกเขาไม่ได้รับไม่อนุญาตให้ออกมาข้างนอก ดังนั้นพวกเขาจึงได้รับรู้เื่ทุกอย่างจากในโทรทัศน์เท่านั้น
พวกเขาต่างรู้ว่าทางภาคตะวันออกมีเมืองที่เรียกว่าเมืองปีศาจเป็ศูนย์กลางการพัฒนาและแหล่งเงินทุนรู้ว่าทางภาคเหนือมีเมืองที่ชื่อว่าเมืองปักกิ่ง เป็ศูนย์กลางการปกครองและเป็ที่ตั้งสาขาใหญ่ของสำนักเทียนเต้า...แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็แทบจะเพิ่งเคยเห็นเป็ครั้งแรก
สวีหยางอี้เองก็เช่นกัน เขาเกิดที่เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งทางภาคเหนือซึ่งภาพของเมืองนั้นก็หายไปจากความทรงจำเขาตั้งนานแล้วเหลือเพียงแค่เศษเสี้ยวที่ไม่อาจนำมาปะติดปะต่อกันได้ หลังจากเขาอายุแปดขวบก็ถูกพาตัวมาที่มณฑลใหญ่ซึ่งทอดตัวยาวจากฝั่งตะวันออกมายังฝั่งตะวันตกอย่างมณฑลหนานทง ในตอนนี้เขาจึงเหมือนกับฟองน้ำที่ค่อยๆซึมซับเอาสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและปรับตัวอย่างรวดเร็ว
ทั้งยอดมนุษย์และุ์กลุ่มหนึ่งที่ถูกมนุษย์อบรมบ่มเพาะขึ้นมาต่างยืนอยู่ภายใต้เงามืดของเมืองเฟิงอี้อย่างไร้ซุ่มเสียง
ทว่าทันใดนั้นเอง ดวงตาของเขาก็พลันเกิดประกายวูบขึ้นมาสายหนึ่งร่างกายเขากระตุกเกร็งขึ้นมาทันทีตามสัญชาตญาณ
สายตา...
ประสาทััทั้งห้าของเขาเหนือกว่านักฝึกตนในระดับเดียวกันมากกว่าหนึ่งในสามเท่าเขาััได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อครู่นี้มีสายตาเย็นเยียบและคมกริบราวกับมีดปราดมองมาที่เขา!
ใบมีดคมกริบ เย็นเยียบ แหลมคม ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความไม่ใยดีราวกับจอมพยัคฆ์กำลังจ้องมองเหยื่อของตัวเองอย่างไรอย่างนั้นไอสังหารฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ หากเ้าตัวกลับไม่ได้แยแสเลยสักนิด
ความรู้สึกแบบนั้น...ทำเอาเขาชาวาบไปทั่วทั้งร่าง!
ความแข็งแกร่งนั้นถึงขั้นทะลุทะลวงไปถึงกระดูก...เขาเม้มริมฝีปากแล้วสูดลมหายใจเขาลึกๆเฮือกหนึ่ง ก่อนจะก็หันขวับไปมองยังที่มาของเส้นสายตานั้น
หากในวินาทีต่อมาเขาก็ยังยืนอยู่ที่เดิมราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
พวกเขาอยู่ในสวนธารณะประชาชน ซึ่งถือว่าอยู่ในอาณาบริเวณของสถานที่ที่เรียกว่าศูนย์การค้าข่ายเต๋อท่ามกลางแสงไฟที่สาดส่องศูนย์การค้ายามค่ำคืนลงมานี้เหล่าสตรีสูงวัยต่างกำลังเต้นออกกำลังอยู่บนลานกว้างขณะเดียวกันก็มีชายหญิงหลายคู่ก็กำลังโบกไม้โบกมืออยู่ริมถนนด้วยสีหน้าร้อนรนและเื้ัของพวกเขาก็คือรสิ่งปลูกสร้างสูงกว่าห้าสิบชั้นหลังหนึ่ง ที่เรียกว่า“ข่ายเต๋อทาวเวอร์”
กลุ่มคนธรรมดาซึ่งมีความสุขกับชีวิตปัจจุบันในอาณาบริเวณอาคารหลังใหญ่ที่งดงามจับตาหลังนี้ไม่มีทางหนีพ้นสายตาของยมทูตที่อยู่เบื้องบนได้!
เพียงมันชำเลืองลงมามองมาแค่แวบหนึ่งก็ทำเอาบรรยากาศในที่นั้นแทบจะจับตัวเป็น้ำแข็ง!
ท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่องลงมานั้นมีจิ้งจอกขาวเก้าหางขนาดร้อยกว่าเมตรเต็มๆ อยู่บนยอดอาคารข่ายเต๋อทาวเวอร์ดูราวกับเทพที่ลงมาเยือนลงมนุษย์ดวงตาสีแดงฉานราวทับทิมส่องประกายคู่นั้นฉายแววหยอกล้อเจือไอสังหารจางๆกำลังกวาดสายตาลงมามองคนเบื้องล่าง ดูคล้ายราชันย์เสด็จผ่านเหล่าขุนนาง
“ฟิ้ว...” สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านมาเบาๆขนสีขาวโพลนดุจหิมะของมันพัดกระเพื่อมเป็ระลอกคลื่นสีขาวกระทั่งแยกไม่ออกว่าเป็แสงจันทร์หรือสีขนของมันกันแน่หางสีเงินยวงทั้งเก้าของมันวางพาดเป็สง่าอยู่บนอาคารข่ายเต๋ออันโอ่อ่ากรงเล็บจิ้งจอกคมกริบกำลังเท้าคางท่าทางเกียจคร้านดูราวกับบัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์สีเงินบริสุทธิ์ก็ไม่ปาน
“ตึง...ตึง...” สายตาสวีหยางอี้สบเข้ากับจิ้งจอกั์เป็ครั้งแรกชั่ววินาทีนั้น เขาแทบจะรู้สึกได้ว่าโลหิตจากทั่วทั้งร่างกำลังพุ่งพล่านขึ้นมา ทำเอาเขาแทบอยากจะพุ่งออกไปอย่างคุมไม่อยู่!
แข็งแกร่ง...แข็งแกร่งชนิดที่ไม่อาจจินตนาการได้ทีเดียว! ท่าทางที่ราวกับเดินอย่างสงบราบเรียบบนผิวมหาสมุทรคลั่งพายุนั้นทำเอาใจเขาอดเต้นระส่ำเสียงดังดุจรัวกลองอยู่ข้างหูขึ้นมาไม่ได้!
ลางสังหรณ์บอกเขาว่า หากเขาลงมือล่ะก็เขาคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสามวินาทีแน่!
“เอ๋?” เดิมทีจิ้งจอกตัวนั้นเคลื่อนสายตาออกไปแล้วทว่ามันคล้ายกับสังเกตได้ถึงอะไรบางอย่างจึงวกสายตากลับมาอีกครั้งและในที่ลับตาคนนั้นเอง ลำคอภายใต้ขนแพขนหนาสีเงินของมันก็ค่อยๆ ขยับขึ้นเบาๆ“น่าสนใจนี่...”
“นั่นมัน” จากสายตาของสวีหยางอี้ ปีศาจจิ้งจอกขยับแล้วกระดิกหางๆหนึ่งขึ้นอย่างเกียจคร้านมันลุกขึ้นยืนแล้วสะบัดหางมาทางสวีหยางอี้ด้วยท่าทีเฉื่อยชาปากก็ส่งเสียงพึมพำฟังได้เพียงรางๆ
วินาทีต่อมานั้นเองกริชวายุยาวสิบกว่าเมตรพร้อมกับแสงสีเงินเจิดจ้าก็ฟาดลงมาหาสวีหยางอี้อย่างรวดเร็วและบ้าคลั่ง! ทำเอาแม้แต่อากาศในที่นั้นก็ยังสั่นสะท้านไปด้วย
ชั่ววินาทีนั้นเอง หนังศีรษะสวีหยางอี้พลันชาวาบ!
เขาหลบไม่พ้น...
นี่เป็การตอบสนองทางร่างกายครั้งแรกของเขาจากฝีมือการต่อสู้ที่เทียนเต้าอบรมสั่งสอนเขามานานทำให้เขารับรู้ถึงความอันตรายที่ซ่อนอยู่ในความเปราะบางของกริชวายุได้ในทันที!
มันเป็การหยั่งเชิงคนละระดับกัน
ปีศาจขนาดร่างนับร้อยเมตร...สัตว์ประหลาดโบราณขั้นจู้จี!
“หยุดนะ!” ชั่วขณะเดียวกันนั้นเองจั่วหลุนก็แผดเสียงคำรามต่ำออกมา หากก็ไม่กล้าพุ่งเข้าไป!
ม่านตาสวีหยางอี้พลันหรี่เล็กลง หากภายในชั่วอึดใจกริชวายุก็พุ่งเข้ามาประชิดคอหอยเขาเสียแล้ว! เขาแทบจะเห็นศีรษะตัวเองหลุดกระเด็นไปกลางอากาศอย่างน่าอเนจอนาถแล้ว!
ทว่าชั่วพริบตาต่อมามันก็สลายไปเสียแล้ว
สายลมก็สลายหายไปจากลำคอสวีหยางอี้ ราวกับไม่เคยพาดตัดลงมามาก่อน
“ติ๋งๆ...” เหงื่อเย็นๆ บนหน้าผากไหลหยดลงบนพื้นตามสัญชาตญาณของร่างกายสวีหยางอี้เม้มริมฝีปาก ในตอนนั้นเองเขาถึงรู้สึกถึงเหงื่อเย็นเยียบที่ไหลซึมออกมาทั่วร่างและถึงขนาดรู้สึกได้ถึงโลหิตร้อนระอุในร่างค่อยๆ ไหลกลับเข้าสู่เส้นเืช้าๆ
หัวใจเขาเต้นระส่ำอย่างบ้าคลั่งความรู้สึกที่อยู่บนเส้นกั้นระหว่างความเป็ความตายนั้น เขาเพิ่งได้ััมันจริงจังเป็ครั้งแรก
ชั่วเสี้ยววินาทีนั้นเขาก็รู้สึกได้อย่างลึกซึ้งว่าขั้นจู้จีกับขั้นเลี่ยนชี่แตกต่างกันแค่ไหนหากจะบอกว่ามันต่างกันราวฟ้ากับเหวก็คงไม่นับว่าเกินไปนัก!
ปีศาจจิ้งจอกเพียงยกมือขึ้นโบกเบาๆ ไม่แม้แต่จะัันิ้วทั้งสองเข้าหากันด้วยซ้ำทว่าการควบคุมขนาดแรงและความแม่นยำในระดับนั้นทำให้รู้ว่าระดับการรับรู้พลังของอีกฝ่ายจะต้องอยู่สูงกว่าขั้นต้นขึ้นไปแน่!
หากปีศาจตนนั้น้าล่ะก็ ไม่เกินสามวินาทีฝ่ายที่ต้องตายคงต้องเป็เขาอย่างไม่ต้องสงสัย!
“แคว๊ก...” เสื้อผ้าท่อนบนที่เดิมทีใส่อยู่ดีๆ กลับขาดออกเป็สองท่อน
เขาก้มหน้าลง หากไม่ใช่เพราะหวาดกลัวแต่เป็เพราะเขากำลังซ่อนความกระหายเืจนแทบบ้าในแววตาเอาไว้ต่างหาก
เขาไม่ใช่คนอารมณ์ดีมาแต่ไหนแต่ไรการยั่วยุ...หรือถึงขนาดเรียกได้ว่าเย้ยหยันของอีกฝ่ายเช่นนี้ย่อมทำให้ความกระหายเืในใจเขาปะทุและลุกลามราวกับไม้เลื้อยในป่า
“ฟรึ่บ!” แทบจะในขณะเดียวกันนั้นเองเสียงยิงหน้าไม้แหวกอากาศออกไปก็พลันดังขึ้น กระทั่งผ่านไปห้าวินาทีถึงได้มีคนเห็นสัตว์ประหลาดชวนให้คนสั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่างบนยอดอาคารข่ายเต๋อทาวเวอร์ตัวนั้นชัดๆพลังกดดันิญญาทำให้อีกฝ่ายใช้อาวุธโจมตีออกไปทันอย่างแทบไม่ต้องคิด
“ป้าบ!”ลูกดอกเพิ่งจะถูกยิงออกไปก็ถูกจั่วหลุนจับเอาไว้เสียก่อนจั่วหลุนจ้องนักศึกษาเหงื่อแตกพลั่กคนนั้นตาเขม็งก่อนจะถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างเดือดดาลแล้วแผดคำรามเสียงต่ำ “ไอ้ไก่อ่อน! ดูตาม้าตาเรือซะบ้าง! ว่าที่นี่มันที่ไหน!”
“ที่นี่เมืองเฟิงอี้! เมืองหลวงประจำมณฑลใหญ่ภาคตะวันตกที่วันๆหนึ่งขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์ไม่รู้กี่ครั้ง! แกคิดว่าที่นี่เป็ที่ไหนบ้านแกหรือไง คิดจะลงมือก็ลงมืองั้นเหรอ”
ในตอนนั้นเอง นักศึกษาคนนั้นถึงได้เพิ่งได้สติกลับมาเมื่อครู่นี้ไม่ใช่ว่าเขาอยากลงมือแต่เป็เพราะบรรยากาศแบบนั้น...บรรยากาศที่หากเขาไม่ลงมือก็คงต้องตายแบบนั้น...ทำให้เขาต้องลงมือไปตามสัญชาตญาณมันเกินกว่าจะควบคุมได้!
ทว่าคนที่ไม่ขยับมีเพียงสองคน
สวีหยางอี้กับฉู่เจาหนาน
“แหกตาดูให้ดี! นี่มันสัตว์ประหลาดโบราณขั้นจู้จี! ตัวแกร้อยคนยังไม่ะเืมันแม้แต่ปลายเล็บด้วยซ้ำ!”จั่วหลุนเพียงยกมือขวาขึ้นโบกครั้งหนึ่งก็เกิดเสียงดัง “ตึก”จากนั้นลูกดอกจากหน้าไม้ก็ไม่ได้กร้ำกรายเข้าไปในถนนอีกแม้แต่ดอกเดียวเขาพาทุกคนเข้าเดินเข้าไปในสวนสาธารณะประชาชนก่อนจะโค้งคำนับไปทางอาคารข่ายเต๋อทาวเวอร์จนสุดตัว“ผู้าุโ...ออกจะล้อเล่นเลยเถิดเกินไปหน่อยหรือเปล่า”
อีกฝ่ายไม่ได้สนใจเขา หรือจะพูดอีกอย่างก็คือเขาไม่ได้มีค่าพอให้สนใจด้วยซ้ำ
จั่วหลุนไม่ได้มีสีหน้าละอายเลยแม้แต่น้อยเขาพยักหน้าแล้วยืดตัวขึ้นตรงพลางมองคนอื่นๆ แล้วเอ่ยเน้นย้ำชัดถ้อยชัดคำ“เด็กใหม่จำไว้ให้ดี ที่นี่คือเมืองหลวงประจำมณฑลเป็เมืองยุทธศาสตร์สำคัญประจำภาคตะวันตกเฉียงเหนือไม่ว่าปีศาจตนไหนอาศัยอยู่ที่นี่ หรือปีศาจตนไหนกล้าเผยร่างปีศาจต่อสาธารณะชนพวกมันต้องมีชีวิตมาไม่ต่ำกว่าสองร้อยปีขึ้นไปแน่เพราะฉะนั้นอย่าได้คิดจะไปแหยมมันเด็ดขาด!”
เขายิ้มเย็นๆ แล้วเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านักศึกษาคนนั้น ก่อนจะเชิดหน้าขึ้น“รู้จักมันหรือเปล่า”
“แบล็คลิสต์ระดับ A ของเทียนเต้าฉายาจูหงเสวี่ย ค่าหัว 7.235 พันล้าน อยู่ในขั้นจู้จีอย่างสมบูรณ์มีชีวิตอยู่ั้แ่สมัยฮ่องเต้เต้ากวางในราชวงศ์ชิงมาจนถึงปัจจุบันปีศาจอายุสองร้อยกว่าปี เมื่อตอนเหตุสังหารหมู่ในมณฑลเหอกู่่ปลายราชวงศ์ชิงเหตุการณ์สังหารหมู่ระดับมณฑลสามเมือง คนตายเป็เบือ เืนองแผ่นดินเื่พวกนี้ไม่มีทางหาไม่เจอในหน้าประวัติศาสตร์! คนนับแสนต้องสังเวยชีวิตกลายเป็เถ้ากระดูกเพราะเืปีศาจขั้นจู้จี้ของมัน! ขาดอีกแค่ก้าวเดียวมันก็จะเป็ปีศาจขั้นจินตันลำดับที่สิบเอ็ดของหวาซย่าแล้ว...อย่าบอกฉันนะว่าพวกแกไม่รู้ว่าจินตันหมายถึงอะไรถ้าอยากตายล่ะก็...ลองยิงมันอีกสักดอกสิ”
เขาเข้าใกล้อีกฝ่ายพร้อมกับพรี่ตาลงอย่างดุดัน “แกคิดจริงๆน่ะเหรอว่า...คำว่าสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์เป็คำที่เอาไว้เรียกเล่นๆ”
สวีหยางอี้ไม่ได้เอ่ยปาก หากเพียงจดจำชื่อนี้ไว้ให้ขึ้นใจ
การ “ล้อเล่น” ครั้งนี้ จะต้องมีวันที่เขาได้เอาคืนแน่
นักศึกษาคนนั้นหน้าถอดสีสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
สวีหยางอี้กวาดสายตาไปมองเรียบๆถึงได้พบว่าในอาณาบริเวณพื้นที่สี่เหลี่ยมในรัศมีร้อยเมตรไม่มีร่างปีศาจตนอื่นอยู่อีก
ปีศาจตนอื่นถูกมันยึดเขตล่าเหยื่อไปเป็ของตัวเองหมดแล้วงั้นหรือ...เขาหรี่ตามองให้ชัดๆ ถึงได้พบว่าที่หัวมุมของเมืองยังมีเงาร่างดำทะมึนั์ใหญ่อีกเงาหนึ่ง ทว่ามันอยู่ไกลเกินไปอีกทั้งในตอนกลางคืนอย่างนี้ก็มองเห็นอะไรได้ไม่ถนัดนักทว่า...ลมปราณของมันอ่อนกำลังกว่าจูหงเสวี่ยมากแต่ก็ทำให้เขารู้สึกสั่นสะท้านได้เหมือนกัน
และก็ยังเป็สัตว์ประหลาดโบราณขั้นจู้จีด้วยอีกเหมือนกัน
นี่คือสถานการณ์ในเมืองหลวงประจำมณฑลงั้นหรือเขาเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงพลางยืนพิงต้นไม้ต้นหนึ่งข้างสวนสาธารณะ
ั์ตาเขาค่อยๆ เปลี่ยนจากสีแดงกลายเป็สีดำระลอกคลื่อนบนหางสีเงินทั้งเก้าที่ปรากฏอยู่ในสายตาเขาสลายหายไปแล้วมันร้ายกาจกว่าที่เขาคิดไว้มากนัก...
เป็อย่างนั้นจริงๆ สินะ...ขอแค่แข็งแกร่ง ก็เหมือนมียันต์คุ้มภัย
“ไปกันเถอะ” จั่วหลุนพยักหน้าแล้วพาทุกคนเดินเข้าไปในสวนสาธารณะ
“ครูฝึกครับ” นักศึกษาคนหนึ่งมองไปรอบๆ แล้วขมวดคิ้วเอ่ย"พวกเรา...จะไปสาขาย่อยกันไม่ใช่เหรอครับ”
“ก็ใช่น่ะสิ” จั่วหลุนมองเขาด้วยความสงสัย “ไม่งั้นนายคิดว่าไง”
มันไม่ใช่ตึกสูงๆ นี่หรอกหรือ หรือจะเป็ที่ที่แยกตัวออกไปอยู่อย่างสันโดษในพื้นที่ห่างไกล
“คิดอะไรของนายอยู่” จั่นหลุนเห็นสีหน้าเขาแล้วก็พลันหัวเราะขัน“ตามมาให้ดี เ้าพวกอ่อนหัด วันนี้ฉันจะให้พวกนายได้เปิดหูเปิดตา!”
สวนสาธารณะยามค่ำคืนทั้งเงียบเหงาและเปล่าเปลี่ยวทุกคนตามจั่วหลุนไปจนถึงศาลาที่มีป้ายแขวนไว้ด้านนอกว่า “คนนอกห้ามเข้า”ถึงได้หยุดฝีเท้าลง
เบื้องหน้าศาลาที่รองรับคนได้สูงสุดแค่ห้าสิบคนมีชายชราอายุหกสิบกว่าปีกำลังหรี่ตาลงครึ่งหนึ่งข้างกายมีวิทยุเครื่องหนึ่งเปิดงิ้วเื่สามก๊กตอนสมรภูมิรบฉางป่านพัว[1]อยู่เขาสวมเสื้อกั๊กสีขาวหลวมโพรกที่มีรูขาดแหว่งหลายรู กับกางเกงขาสั้นและรองเท้าแตะใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นด้านข้างยังมีแก้วเก็บความร้อนวางอยู่ด้วยอีกใบหนึ่งในมือถือพัดที่ทำจากใบปาล์มพัดไล่ยุงไปเรื่อยเปื่อย
นี่คือสาขาย่อยของเทียนเต้างั้นหรือ
--------------------------------------------------------------------------------
[1] สมรภูมิรบฉางป่านพัวคือหนึ่งในการรบครั้งสำคัญในเื่สามก๊กของโจโฉกับเล่าปี่ซึ่งเล่าปี่สามารถหนีรอดกองทัพใหญ่ของโจโฉได้อย่างหวุดหวิด