ระหว่างที่ไปเก็บฟืนในตอนเช้า นางก็พยายามมองหาลู่ทางในการหลบหนีออกจากหมู่บ้านไปพร้อมๆ กัน
ทางหน้าหมู่บ้านเป็ค่ายพักชั่วคราวของทหาร ปกติมีแต่คนเดินเข้าไม่ค่อยมีคนเดินออก หากนางใช้เส้นทางนั้นย่อมตกเป็เป้าสายตา แนวป่าท้ายหมู่บ้านเท่านั้นจึงจะเป็ทางเดียวที่นางจะใช้หลบหนีออกไปได้
“นั่นเ้าจะไปไหนหลิงเอ๋อร์” ท่านยายหุยส่งเสียงเรียกอู่หลิงเยว่หลังจากที่เห็นนางเดินห่างจากกลุ่มคนลึกเข้าไปในป่ามากเกินไป
“ข้าเห็นว่าทางนั้นไม่ค่อยมีคนเข้าไปหาของป่าเลยเ้าค่ะ บางทีอาจจะเจอผักป่าก็ได้นะ”
สายตาของหญิงชราแสดงออกถึงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด จนหญิงสาวต้องเอ่ยปากถาม
“ทางนั้นมีอะไรหรือท่านยาย?” นางเอ่ยพลางเพ่งมองลึกเข้าไปในผืนป่าเบื้องหน้า
เนินดินสูงทอดตัวเป็สันแนวยาวบดบังสายตาไปบางส่วน แต่จากตำแหน่งที่นางยืนอยู่ ยังสามารถมองเห็นแนวไม้ที่ทอดยาวเข้าไปในความมืดครึ้มของป่าทึบ ซึ่งแผ่กว้างไปจนสุดลูกหูลูกตา โดยมีูเาสูงตระหง่านตั้งเป็ฉากหลังเงียบงันดุจอสุรกายหลับใหล
“ไม่มีอะไร แต่เ้าอย่าไปทางนั้นเลย คนที่นี่ต่างก็รู้กันดีว่าหลังเนินดินนั้นเป็เขตหวงห้าม”
หญิงสาวเบ้หน้า ไม่เข้าใจคำว่าเขตหวงห้าม
หมู่บ้านหานเฉิงเป็เพียงหมู่บ้านชนบท นางไม่เชื่อว่าจะมีคนใหญ่คนโตที่ไหนมากั้นเขตแดนห้ามบุกรุกเหมือนอย่างในโลกสมัยใหม่ หรือหากจะเป็เช่นนั้นจริงบางทีเ้าของที่ดินผืนนั้นก็อาจจะตายไปในาแล้วก็ได้
“ไม่มีใครเฝ้าเอาไว้สักหน่อย เหตุใดถึงไม่มีใครกล้าเข้าไปเล่าเ้าคะ” นางมองไปรอบๆ เห็นว่าไม่มีชาวบ้านคนไหนมุ่งหน้าไปหลังเนินดินนั้นเลยสักคน
“เ้าอย่าถามเลย สายแล้ว..กลับกันได้แล้วล่ะ”
วันนั้นนางกลับมารอทุกคนที่กระโจม พอเห็นไป๋เยี่ยนหรูกับซุนเหยาเดินมาด้วยกันนางก็รีบดึงมือคนทั้งสองออกไปหาที่พูดคุยกันลับหลังหญิงชรา
“พี่สาวซุน ท่านอยู่ที่นี่มานานกว่าผู้ใด ท่านรู้หรือไม่ว่าหลังเนินดินทางนั้นเหตุใดจึงเป็เขตหวงห้าม?”
“เนินดิน?” ซุนเหยาเอียงคอเล็กน้อยพยายามคิดว่าเนินดินที่ว่านั้นคือที่ไหน
แต่ไป๋เยี่ยนหรูกลับนึกได้ในทันที เพราะนางก็เคยถูกท่านยายหุยสั่งห้ามมิให้เดินไปทางนั้นเช่นกัน
“ท้ายหมู่บ้านอย่างไรเล่าเ้าคะ ข้าก็สงสัยเหมือนกันว่าไม่เคยมีใครเดินลึกเข้าไปทางนั้นเลย แม้แต่พวกทหารที่ออกไปลาดตระเวนทางูเาก็มักจะอ้อมพื้นที่บริเวณนั้นกันตลอด”
“อ๋อ…ที่ตรงนั้นน่ะหรือ?” เสียงผู้พูดเจือแววคล้ายจะเล่าเื่ชวนขนลุกปนอยากรู้อยากเห็น
“ข้าเคยได้ยินว่าเป็ที่ดินของสกุลเกา ว่ากันว่าสกุลเกาเคยเป็ตระกูลใหญ่พอตัวนะ เคยมีคนแอบมองผ่านแนวป่าไป หลังเนินดินมีเรือนร้างขนาดใหญ่ซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงสูง”
อู่หลิงเยว่หันขวับ ดวงตาคู่งามแฝงแววฉงนและครุ่นคิด
ตระกูลใหญ่? เรือนร้างหลังกำแพง?
นางเหลือบมองรอบตัว เห็นผู้คนตั้งกระโจมผ้าขึงเป็หลัง ๆ นอนอยู่กับพื้นดิน หนาวก็ต้องกอดเข่า ฝนตกก็เพียงแค่หาผ้าคลุมตัว ใบหน้าแต่ละคนซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง
แต่เหตุใดเรือนหลังหนึ่งที่ยังตั้งตระหง่านอยู่หลังกำแพง จึงถูกละเลยราวกับไม่มีตัวตน? แม้แต่ทหารก็ยังสร้างค่ายพักชั่วคราวขึ้นมาใหม่ โดยไม่คิดจะไปใช้พื้นที่นั้นเลยสักคนเดียว
ซุนเหยาไม่กล่าวต่อทันที นางเว้นวรรคชั่วครู่ก่อนพูดต่อ
“เล่ากันว่าเมื่อราวยี่สิบปีก่อน ตระกูลเกาเคยเป็ตระกูลใหญ่ประจำถิ่น ผู้คนให้ความเคารพนับถือกันทั้งหมู่บ้าน แต่แล้วอยู่ ๆ ก็เกิดเื่ คนทั้งเรือนรวมสิบสองชีวิต ทั้งเ้านายและบ่าวไพร่ถูกฆ่าตายหมด ไม่มีผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว”
คำพูดนั้นคล้ายลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านกลางวันแสก ๆ
“หลังจากเื่นั้น ชาวบ้านที่เคยรับความช่วยเหลือจากตระกูลเกา ต่างพร้อมใจกันนำของมีค่าในเรือนนั้นออกมาขายเพื่อจัดพิธีศพ ทำป้ายิญญา เครื่องเซ่นไหว้ทุกอย่างในหลายปีที่ผ่านมาก็ล้วนใช้เงินจากในเรือนนั้นทั้งสิ้น”
“เป็เพราะเงินและทรัพย์สมบัติในเรือนสกุลเกาหมดไปแล้วใช่หรือไม่ ชาวบ้านถึงไม่ได้ไปเซ่นไหว้ดวงิญญา เรือนหลังนั้นจึงถูกทิ้งร้าง” ไป๋เยี่ยนหรูถามต่อ
ซุนเหยาเว้นจังหวะพยายามคิดถึงเื่ราวที่เคยได้ยิน ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยเสียงแ่เบา
"เื่เงินหรือข้าวของในเรือนข้าไม่รู้หรอก รู้เพียงว่า ครั้งหนึ่งมีคนต่างถิ่นพลัดหลงมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านชั่วคราวแล้วแอบเข้าไปในเรือนร้างของสกุลเกาเพื่อขโมยของ รุ่งเช้า..มีคนพบเขาเดินเตลิดอยู่ท้ายหมู่บ้าน พูดคนเดียวเหมือนคนเสียสติ เอาแต่พร่ำละเมอว่าถูกผีหลอก”
อู่หลิงเยว่ขนลุกซู่โดยไม่รู้ตัว นางเหลือบตามองแนวป่าที่ทอดขึ้นเนินอย่างระแวดระวัง
“นับแต่นั้นมา ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้เรือนนั้นอีก ชาวบ้านพากันเชื่อว่า ดวงิญญาของคนตระกูลเกายังไม่ไปเกิด และคงสิงสถิตอยู่ในเรือนที่เคยเป็ของพวกเขา”
ซุนเหยาหันมามองสตรีทั้งสองตรง ๆ แววตาและน้ำเสียงจริงจังขึ้น
“ผู้าุโเก่าแก่บางคนก็ว่า หลังจากวันนั้นก็ไม่เคยมีใครได้พบเจอผีในเรือนร้างอีกเลย เพราะคนในหมู่บ้านต่างให้เกียรติเรือนสกุลเกา ไม่ปล่อยให้ผู้ใดเข้าไปรบกวนิญญาของพวกเขาอีก แต่คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่หลายคนกลับบอกว่ามีคนพบเจอผีในเรือนร้างอยู่บ่อยครั้งจนไม่มีใครกล้าเฉียดเข้าไปใกล้ที่นั่น”
อู่หลิงเยว่เข้าใจดี ตระกูลเกาที่เคยยิ่งใหญ่แห่งนี้ ตายจากไปนานถึงยี่สิบปีแล้ว เื่เล่าเกี่ยวกับิญญาเฮี้ยนในเรือนร้าง คงถูกเล่าขานเสริมเติมแต่งกันปากต่อปากจนเกินจริงด้วยใจที่เคารพหรือเกรงกลัวก็ตาม
ส่วนหญิงชราแซ่หุย ยามนี้นางอายุราว ห้าหรือหกสิบปี ย่อมทันได้เห็นความรุ่งเรืองของเรือนสกุลเกาและให้ความเคารพต่อผู้เป็เ้าของเรือนในอดีต หญิงชราจึงพยายามตักเตือนนางไม่ให้เดินไปบริเวณเนินดิน เพราะเกรงว่าจะเป็การรบกวนดวงิญญาของคนสกุลเกาเสียมากกว่า
ในแผ่นดินนี้ผู้คนจำนวนมากยังเคารพและเกรงกลัวต่อสิ่งลี้ลับ ชาวบ้านรุ่นหลัง และแม้แต่พวกทหารที่เข้ามาควบคุมพื้นที่ พอได้ยินชื่อเสียงของเรือนผีร้าง ก็หันหลังกลับไปเองโดยไม่ต้องมีใครไล่ด้วยซ้ำ
แต่นางมิใช่คนในโลกนี้ั้แ่ต้น! สำหรับนาง เื่ราวนั้นไม่ใช่เื่สยองขวัญ แต่คือทางรอด!
ขณะที่คนทั้งหมู่บ้านหวาดกลัวและพยายามซ่อนเรือนสกุลเกาจากโลกภายนอก นางกลับรู้สึกว่าตนได้ยินเื่น่าฟังที่สุดนับแต่ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างนี้
“เรือนร้างหลังกำแพงสูง ไม่มีใครกล้าเฉียดกราย” เพียงประโยคนี้ ก็เพียงพอให้ภาพปรากฏชัดเจนในใจ ที่นั่นคือที่ซ่อนตัวที่ยอดเยี่ยมที่สุดของนาง!
……….
อีกด้านหนึ่งบริเวณค่ายพักทหารหน้าหมู่บ้านหานเฉิง
ซูหลางส่งเสียงกระแอมเล็กน้อย ก่อนจะเลิกม่านแล้วเดินเข้ามาในกระโจมแม่ทัพ
เซี่ยโม่เหวินนั่งอยู่กลางกระโจม ลำตัวเต็มไปด้วยาแ ทั้งรอยดาบ รอยถากจากลูกธนู บางแห่งมีผ้าพันไว้แน่นคราบเืแห้งเกรอะกรัง บางจุดยังเผยให้เห็นรอยฟกช้ำสีคล้ำปื้นใหญ่ แผลเป็เก่าใหม่ปะปนกันทั่วร่าง
เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของสหายผู้ใต้บังคับบัญชา
“สามคนนั้นฟื้นแล้ว ข้าคิดว่าจะขังพวกเขาไว้อีกสักระยะแล้วค่อยปล่อยตัว” ซูหลางรายงานเสียงเรียบ
เซี่ยโม่เหวินพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจนัก แม้ท่าทางจะอ่อนล้า แต่แววตายังหนักแน่นไม่เปลี่ยน
ซูหลางเห็นสภาพของสหายก็ไม่อยากเอ่ยพิธีรีตองให้มากความ เขาขยับตัวเข้าไปใกล้ พลางบ่นเสียงเข้มแต่แฝงความเป็ห่วง
“ดูสภาพเ้าสิ ยังจะดื้อฝืนลุกขึ้นมาอีก! พักให้หายดีก่อนเถอะ อย่าเอาแต่ฝืนให้มันเกินตัว”
“เื่เล็กน่า แผลแค่นี้ไม่ถึงตายหรอก ตอนที่ข้าต่อสู้อยู่ข้างนอก ข้ายังเห็นชาวบ้านแคว้นเหยียนอีกมากที่ยังไร้ที่พึ่ง ข้าอยากออกไปพาพวกเขากลับมาให้ได้มากที่สุด”
ซูหลางชะงักไปเล็กน้อยก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เอากลับมาก็ต้องพากันอดตาย แม้เราจะเริ่มเพาะปลูกบางชนิดแล้ว แต่พืชย่อมต้องใช้เวลาเติบโต ปากท้องคนมันรอได้ที่ไหนกันเล่า!”
เซี่ยโม่เหวินก้มหน้าเงียบ พลางยกถุงหนังสัตว์บรรจุน้ำขึ้นช้า ๆ มองมันนิ่ง แววตาคล้ายกำลังแบกรับทั้งฟ้าดินไว้ในใจ