หลังจากรออยู่อีกสามวันสุดท้ายเย่ฉีก็ออกมาและรายชื่อของเขาก็ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งโดยมีตราประทับสลักไว้ด้านหลังหนึ่งร้อยดวง!กองกำลังทั้งหมดแยกย้ายกันกลับไปรวมถึงศิษย์ของนิกายมังกรนพเก้าเคลื่อนพลกับสู่แดนใต้ตั้งแต่การข่มขู่ของเย่ฉีต่อผู้สืบทอดทั้งแปดและรวมไปถึงการกดข่มหมู่เกาะไป๋กู่ก็ได้ผ่านมาหลายวันแล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้แพร่สะพัดออกไปทั่วทั้งเก้าดินแดนในเวลานี้ไม่มีที่ใดที่ไม่พูดถึงนิกายมังกรนพเก้าและประมุขน้อยรุ่นที่สิบเอ็ด!
เรื่องที่รองลงมาก็คือการค้นพบของพระราชวงศ์ชนเผ่าโบราณในใต้พิภพรอยแยกของเปลือกโลกหลังจากกลับออกมาเหล่าผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทดสอบต่างรีบกลับไปแจ้งข่าวยังตระกูลหรือสำนักของตนมันทำให้ทั่วทั้งแปดดินแดนหรือกระทั่งหนึ่งทะเลเกิดเป็นความปั่นป่วนครั้งใหญ่และภายใต้แสงสว่างนั้นยังมีอำนาจมืดอีกจำนวนมากที่เริ่มเคลื่อนไหวแย่งชิงสมบัติที่หลุดออกมาจากพระราชวัง
อย่างไรก็ตามทันทีที่โลกใต้พิภพเต็มไปด้วยผู้ฝึกตนรวมเข้ากับความกดดันสามดินใหญ่ก็ไม่สามารถนิ่งเฉยได้อีกต่อไปแต่ภายในวิกฤตครั้งนี้ก็ยังมีโอกาส!สุดท้ายก็ลงเอยที่สามดินแดนใหญ่รวมไปถึงนิกายมังกรนพเก้าตกลงทำสัญญากันและเปิดเผยแผนที่สู่พระราชวังโบราณโดยมีการเก็บค่าธรรมเนียมเป็นการตอบแทน
แน่นอนว่าเมื่อเส้นทางถูกเปิดออกชื่อของเย่ฉีก็ถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้งเพราะเขาคืออันดับหนึ่งในแผ่นศิลาและยังได้รับสืบทอดมรดกราชาอีกด้วย!อย่างไรก็ตามไม่มีใครกล้าตั้งข้อสงสัยและคิดจะเข้าไปยั่วยุนิกายมังกรนพเก้าในตอนนี้ต้องรู้ว่าหลังจากการปรากฏตัวของเย่ฉีในตอนนี้โลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นครั้งใหญ่!ภายใต้การนำพาของประมุขน้อยรุ่นที่สิบเอ็ดนิกายมังกรนพเก้าได้คืนชีพผงาดขึ้นมาอีกครั้ง!
ทางด้านนิกายเองก็ไม่ปกปิด ด้วยคำสั่งของเย่ฉีพวกเขาได้ประกาศศักดาออกมาโดยการเปิดเผยรายชื่อของสิ่งที่เย่ฉีนำออกมาจากปราสาทราชาและทำให้มันสั่นสะเทือนขึ้นไปอีกครั้ง!สมบัติเทพทั้งสิบที่เย่ฉีนำออกมาประกอบไปด้วยอาวุธห้าชนิด คัมภีร์สามเล่มค่ายกลหนึ่งชุด และโอสถหนึ่งขวด สิ่งของเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดเพียงสิ่งหนึ่งก็สามารถทำให้เกิดการแย่งชิงกันอย่างดุเดือดแล้วไม่ต้องกล่าวถึงว่านิกายมังกรนพเก้าครอบครองพวกมันถึงสิบชิ้น!
เย่ฉีไม่ได้สนใจพวกมันนักแต่เขาก็ยังเลือกเป็นอย่างดีเพื่อให้สมบัติเทพทั้งสิบนี้กลายเป็นรากฐานของนิกายและนำพาให้นิกายรุ่งโรจน์สืบไป!สำหรับเรื่องที่ว่าจะใครมาแย่งชิงนั้นเย่ฉีไม่แม้แต่จะสนใจเลยเสียด้วยซ้ำ!ในโลกยุคนี้ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือบรรพชนเก้าประตูโบราณและแน่นอนว่าชื่อเสียงของเสี่ยวเฮยก็ดังสะท้านฟ้าไม่แพ้เย่ฉี!เมื่อรวมกับการประกาศอย่างเป็นทางการของตระกูลต้วนและนิกายเยี่ยเสวี่ยว่าจะสนับสนุนนิกายมังกรนพเก้าก็ยิ่งทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าคิดที่จะยั่วยุพวกเขา
สำหรับการประกาศออกมาของทั้งสองฝ่ายนั้นไม่ต้องเดาเย่ฉีก็รู้ว่าเป็นเพราะหลี่หลิงเทียนในความคิดเขาบางทีเจ้าแก่นั้นอาจจะนึกสนุกอยากมีศิษย์กับคนอื่นเขาบ้างก็ได้เพราะนอกจากบุตรชายและหลานสาวแล้วหลี่หลิงเทียนไม่เคยรับศิษย์แม้แต่คนเดียว!ในเวลาที่นิกายมังกรนพเก้าเฉิดฉายโลกมืดก็ยิ่งต้องเงียบกริบ!แม้ว่าโลกยุคนี้จะมีเพียงผู้แข็งแกร่งขั้นบรรพชนโบราณเก้าประตูก็จริงแต่ก็ยังมีคนจากยุคก่อนอีกไม่น้อยที่ยังมีชีวิตอยู่พวกเขาเหล่านั้นล้วนแข็งแกร่งจนไม่อาจจินตนาการได้เพียงหายใจเข้าออกก็สามารถลบให้เก้าประตูหายไปได้อย่างไร้ร่องรอย! ทว่า...ยุคก่อนนั้นคือยุคที่เป็นของราชันมังกร!
ขณะเดียวกันกับที่โลกมนุษย์เกิดความโกลาหนอยู่นั้นเหนือขึ้นไปบนสวรรค์กลับเต็มไปด้วยความอึมครึมสถานการณ์ตอนนี้ตึงเครียดไม่น้อยและแม้กระทั่งหลี่หลิงเทียนเองก็ยังต้องกุมขมับตอนนี้เขาไม่ใช่ชายหนุ่มอีกแล้วแต่เป็นชายชราคนหนึ่งที่ใบหน้าดุดันรอบตัวเต็มไปด้วยประกายแสงสีทองอันทรงเกียรติเบื้องหน้าของเขาก็คือชายวัยกลางคนในชุดคลุมมังกรสีทองที่นั่งหน้านิ่วไม่แพ้กันชายคนนี้ก็คือจักรพรรดิสวรรค์เทียนจุน!ด้านข้างของเขายังมีชายในชุดเกราะอีกสองคนยืนอยู่ด้วย
“ท่านพ่อเราเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วหากไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้เกรงว่าโลกมนุษย์ต้องถึงคราวล่มสลายแน่นอน”
“เฮ้อ...หากเป็นสามโลกระดับล่างข้าเองก็ยังพอจะมีอิทธิพลอยู่บ้างแต่เมื่อโลกระดับกลางยื่นมือเข้ามาเรื่องนี้ก็ลำบากแล้ว!”
หลี่หลิงเทียนถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายการเปิดออกของเขตแดนนั้นใกล้เข้ามาเต็มทีปกติแล้วการเปิดเขตแดนนั้นจะเป็นเหมือนกับการชุมนุมของระสูงทั้งเก้าโลกและทำการจัดลำดับในแต่ละยุคเพื่อความสมดุลของจักรวาลกฎนี้มีมาตั้งแต่โบราณและโลกทั้งหมดไม่เว้นแม้แต่สวรรค์หรือนรกก็ไม่มีข้อยกเว้น!อย่างไรก็ตามทุกครั้งที่เขตแดนเปิดออกจะมีการประชุมกันระหว่างตัวแทนขุมอำนาจที่ปกครองโลกนั้นๆเพื่อเลือกสถานที่ในการชุมนุมนอกจากนี้ในช่วงเวลาที่เขตแดนเปิดออกก็ยังเปิดโอกาสให้ผู้ฝึกตนสามารถเดินทางข้ามโลกได้อีกด้วย!
ภายในจักรวาลแห่งนี้ลำดับขั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆอย่างที่คิดโลกทั้งเก้านั้นฟังดูเรียบง่ายก็จริงแต่ความจริงแล้วการแข่งขันนั้นรุนแรงอย่างมากมันยังมีเหตุผลอยู่ว่าทำไมทั้งสวรรค์และนรกนั้นถูกรวมอยู่ในโลกระดับสูงและไม่ได้รับบรรดาศักดิ์ที่เหนือกว่าทั้งเก้าโลกเหตุผลเดียวก็คือสวรรค์เองก็ถือกำเนิดขึ้นจากโลกใบหนึ่งและถูกสร้างขึ้นโดยจักรพรรดิสวรรค์รุ่นแรกในยุครกร้าง!เป็นเพราะการสืบทอดที่เคร่งครัดและความแข็งแกร่งที่แท้จริงของจักรพรรดิสวรรค์แต่ละรุ่นจึงทำให้สวรรค์ทั้งสิบคงอำนาจมาถึงทุกวันนี้หากเปรียบเทียบกันจริงๆ แล้วสวรรค์ทั้งสิบชั้นก็คือโลกหนึ่งใบและดาวเก้าดวงที่เรียงต่อกัน!
ในจักรวาลนี้นอกจากโลกทั้งสิบเอ็ดใบแล้วยังเต็มไปด้วยดวงดาวมากมายที่ลอยวนอยู่ในความมืดมิดโลกระดับต่ำนั้นคือชื่อเรียกของโลกที่ไร้ดาวบริวารใดๆ โลกระดับกลางคือโลกที่มีดาวบริวารสี่ดวงไปจนถึงเก้าดวงส่วนโลกระดับสูงนั้นคือโลกที่มีดาวบริวารสิบดวงขึ้นไป!อย่างไรก็ตามสวรรค์และนรกนั้นเป็นข้อยกเว้นถึงแม้ว่าจะมีดาวบริวารไม่ครบจำนวนแต่ก็ยังถูกจัดให้เป็นหนึ่งในโลกระดับสูง!
อย่างไรก็ตามความจริงแล้วกฎของโลกและหมู่ดาวยังคงซับซ้อนกว่านี้อย่างมากส่วนเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกหลี่หลิงเทียนต้องเคร่งเครียดก็คือการเปิดเขตแดนครั้งนี้เสียงเจ็ดในสิบเอ็ดกลับเสนอให้จัดขึ้นที่โลกมนุษย์!ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป้าหมายก็คือมรดกของมหาปราชญ์บูรพาอย่างแน่นอนและด้วยเพราะเหตุนี้เห่ยหมิงซานหยานนั้นเป็นคนของหนึ่งในโลกระดับสูงจึงทำให้พวกเขาสนใจกับเรื่องนี้!
“พวกเจ้าเตรียมพร้อมเอาไว้อย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่มีทางแก้ไขได้แล้วเมื่อผลออกมาเป็นเช่นนี้ก็ต้องเตรียมรับมือกับเรื่องที่จะเกิดขึ้น!ไม่ว่าอย่างไรพวกเราจะปล่อยให้โลกมนุษย์ล่มสลายไม่ได้เด็ดขาด!”
หลี่หลิงเทียนกล่าวออกมาพร้อมกับลุกเดินออกไปจากตำหนักก่อนจะกลายเป็นรุ้งยาวหายลับไปสำหรับการต่อสู้ของชนชั้นปกครองโลกนั้นน่ากลัวเป็นอย่างมาก!ไม่ต้องกล่าวถึงว่าเพียงแค่ผู้นำของดาวบริวารหากพวกเขาสู้กันก็ยังสามารถส่งผลกระทบให้โลกระดับต่ำเสียหายได้อย่างหนัก!
“จะปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนั้นไม่ได้!การชุมนุมนั้นจะต้องมีระดับผู้นำดวงดาวมากกว่าร้อยคนเข้าร่วม...ถ้าหากเกิดการแย่งชิงกันโลกมนุษย์ได้ถึงคราวจบเห่แน่!”
ดวงตาของหลี่หลิงเทียนเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดขณะมุ่งหน้าไปยังปลายทางทว่าในดวงตาของเขาก็ยังมีความหวังอยู่สายหนึ่งเมื่อมองลงไปยังโลกมนุษย์สุดท้ายแล้วเขาก็ได้แต่หวังว่าคนก่อเรื่องจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้บ้าง...
เวลาไหลผ่านไปไม่เคยรั้งรอ...หลังจากกลับมาจากรอยแยกเปลือกโลกก็ผ่านไปสามเดือนแล้วเย่ฉีใช้เวลาเกือบทั้งหมดในการปิดด่านฝึกฝนอยู่ในสุสานมังกรจนสามารถให้ก่อกำเนิดดาราที่สามได้ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนการฝึกฝนของเย่ฉีนั้นดำเนินไปอย่างง่ายๆ แต่จริงๆแล้วกลับไม่ใช่เช่นนั้นทรัพยากรเกือบครึ่งของนิกายต้องสูญไปเพียงเพราะให้กำเนิดดาราดวงเดียวซึ่งมันเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้อาวุโสทั้งสามต้องหวาดกลัว!
อย่างไรก็ตามมันก็ยังนับว่าคุ้มค่า!ส่วนทางฝั่งเย่ฉีเองกลับไม่ได้คิดเช่นนั้นเพราะเขารู้ดีที่สุดว่ากว่าจะสร้างจันทราดวงแรกได้ก็ต้องก่อกำเนิดขึ้นมาถึงสิบแปดดาราดังนั้นด้วยทรัพยากรที่หมดไปในตอนนี้ถึงแม้จะเป็นตัวเขาเองก็ยังคิดไม่ออกเลยว่าการจะก่อกำเนิดโลกได้หนึ่งใบจะต้องใช้ทรัพยากรมากแค่ไหน? ความจริงแล้วหากฝึกฝนดูดซับปราณธรรมชาติก็สามารถบรรลุได้แต่เย่ฉีไม่ได้มีเวลาเช่นนั้นและเขาก็ไม่คิดว่าจะทำสำเร็จด้วย!จากการคำนวณของเขาวิธีการนี้หากจะสร้างโลกใบหนึ่งคงต้องใช้เวลากว่าร้อยล้านปี!
หลังจากสำเร็จดาราที่สามแล้วเย่ฉีก็ใช้เวลาที่เหลือในการปรับปรุงนิกายและทดลองใช้ค่ายกลต่างๆเพื่อเป็นการฝึกฝนและทำความเข้าใจวิชาลับสายเห่ยหมิงโดยมีนิกายเป็นสถานที่ทดลองสำหรับศิษย์ของนิกายเจ็ดร้อยกว่าคนที่ติดตามเขาไปยังรอยแยกเปลือกโลกนั้นล้วนถูกเย่ฉีคัดเลือกมาฝึกฝนด้วยตัวเองโดยเฉพาะความก้าวหน้าของพวกเขานั้นทำให้แม้แต่พวกกู่หยาเองก็ยังต้องตกตะลึง!
ด้วยการฝึกฝนของเย่ฉีและพรสวรรค์ของพวกเขาเมื่อรวมกับประสบการณ์ในโลกใต้พิภพเพียงเวลาไม่นานก็ทำให้ทั้งเจ็ดร้อยคนนี้กลายเป็นกลุ่มศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในนิกาย!ส่วนเวลาที่ผ่านมานั้นโลกภายนอกก็ยังคงดำเนินไปอย่างเงียบสงบนอกจากเรื่องของพระราชวังชนเผ่าโบราณแล้วขุมอำนาจอื่นๆก็ไม่ได้เคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย
สาเหตุก็เพราะพวกเขากำลังเฝ้ารออยู่...รอการเคลื่อนไหวของนิกายมังกรนพเก้า!
มาถึงวันนี้ในที่สุดเย่ฉีก็เรียกระดมกองกำลังส่วนตัวของเขาทั้งเจ็ดร้อยคนและศิษย์แนวหน้าของนิกายอีกหนึ่งหมื่นคน!ด้านหน้าของนิกายเวลานี้เต็มไปด้วยคนที่สวมชุดเกราะและถืออาวุธนับหมื่นดวงตาของพวกเขาสงบนิ่งราวกับน้ำลึกและแผ่กลิ่นอายที่น่าเกรงขามออกมาโดยเฉพาะศิษย์ทั้งเจ็ดร้อยคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าทั้งร่างของพวกเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟันที่ดุร้ายและปราณโลหิตที่ไหลเวียนอยู่จางๆ
ด้านบนของกำแพงใหญ่เย่ฉียืนอยู่โดยมีสามผู้อาวุโสติดตามอยู่เบื้องหลังสายตาของเขาจ้องไปยังสุดขอบฟ้าโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่...และในเวลานั้นเงาแสงกลุ่มหนึ่งก็พุ่งลงมาที่ด้านข้างของเขาก่อนจะกลายเป็นร่างของบุรุษหนุ่มชุดฟ้า...หลี่หลิงเทียน
“เจ้ายังมีเวลามาเล่นเช่นนี้? รู้หรือป่าวว่าตอนนี้ข้าต้องวุ่นวายแค่ไหนเพราะเรื่องที่เจ้าก่อขึ้น?”
เย่ฉีปรายตาไปมองที่เขาแวบหนึ่งก่อนจะกลับมามองไปยังกลุ่มศิษย์เบื้องล่าง
“หนี้โลหิตนี้ยังไงข้าก็ต้องทวงคืน!คนของข้าที่ตายไปจะเป็นสุขได้อย่างไรหากไม่ได้รับการชำระล้าง?”
หลี่หลิงเทียนส่ายหัวออกมาอย่างเบื่อหน่ายพร้อมกับที่เย่ฉีโบกมือให้สัญญาณกับกู่หยาทันใดนั้นด้วยการเปิดใช้งานของนิกายมังกรนพเก้าบนท้องฟ้าก็เริ่มสั่นสะเทือนก่อนจะเกิดเป็นรอยแยกสีดำขนาดใหญ่!ดวงตาของเย่ฉีเป็นประกายก่อนจะแผ่กลิ่นอายออกมาแล้วกล่าวออกไปเสียงดัง
“หลายเดือนก่อนพี่น้องของเราต้องหลั่งเลือดและเสียชีวิตไปเพียงเพราะความโลภของคนกลุ่มหนึ่งนับเป็นความสูญเสียทั้งเกียรติและชีวิตของนิกาย...มันคือความอัปยศ!เพื่อจะทวงคืนเกียรติของมังกรและเส้นสังเวยให้กับพี่น้องที่หลังโลหิตสู้รบในวันนั้น...จงติดตามข้าไปและทวงคืนหนี้โลหิตนี้!ทำให้พวกมันรับรู้ว่านิกายมังกรนพเก้าคือผู้ปกครองที่แท้จริง!”
“ฆ่า!” “ฆ่า!” “ฆ่า!” “ฆ่า!” “ฆ่า!”
เสียงตอบรับดังลั่นสะเทือนไปทั่วพร้อมกับปราณดุร้ายที่กระหายในการฆ่าฟันลอยคลุ้งไปทั่วทั้งบริเวณด้านหน้านิกาย...เย่ฉีดีดตัวพุ่งขึ้นไปยังรอยแยกโดยมีหลี่หลิงเทียนตีคู่ไปในระหว่างที่นำศิษย์เข้าสู่รอยแยกนั้นเย่ฉีก็หันมามองที่สหายด้านข้างและเห็นความตึงเครียดก็ทำให้เขาถอนหายใจออกมาครั้งนี้เขารู้ดีว่าเรื่องใหญ่ขนาดไหนสำหรับหลี่หลิงเทียน
ก่อนจะหายลับเข้าไปในรอยแยกนั้นเย่ฉีก็หันไปหาหลี่หลิงเทียนอีกครั้งก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เจ้าไม่ต้องกังวลขนาดนั้น...หน้าข้าไม่ได้เล็กๆเหมือนเจ้า!มารอดูกันว่าต่อหน้าเจ้านั่นใครยังจะกล้าสร้างความวุ่นวายที่โลกแห่งนี้ ?”