บทที่50 ภายใต้เหตุการณ์ที่เงียบสงบ
รายามรณะจุติ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือร่างกำเนิดแห่งแดนปรโลกร่างที่ก่อให้เกิดเขตแดนปรโลกขึ้นบนผืนปฐพีแห่งนี้ เมื่อปรากฏขึ้นกฎเกณฑ์ธรรมชาติที่ควรจะเป็นจึงแตกต่างออกไป รัศมีโดยรอบที่ก่อเกิดรายามรณะจึงเปรียบดั่งแดนปรโลกขนาดย่อม เมื่อพลังญาณไม่ว่าจะแข็งแกร่งปานใด หากคืบคลานเข้าสู่เขตแดนปรโลกแห่งนี้ย่อมสูญสลายหายไปสิ้น เป็นเหตุให้ทุกการโจมตีที่กู่เชวี่ยเทียนตี้ใช้ออกอย่างบ้าคลั่งจึงมิอาจสร้างอันตรายแก่เฟยหลงได้แม้แต่ปลายเล็บ รายามรณะจุติ ที่พญามัจจุราชมอบเป็นของกำนัลแก่เฟยหลงจึงนับได้ว่าเป็นของขวัญที่สะท้านสะเทือนไปถึงสามภพอย่างแท้จริง ทว่ารายามรณะจุตินี้เฟยหลงกลับสามารถใช้ได้เพียงสามครั้งเท่านั้น และมันก็พึ่งใช้ครั้งที่หนึ่งไปแล้วเมื่อครู่
ฟิ้ววว ฉึกกก กระบี่โปร่งแสงบินฝ่าอากาศกลับคืนมาก่อนปักลงที่พื้นดินเบื้องหน้าของผู้เป็นนายพร้อมทั้งคืนรูปลักษณ์กลับกลายเป็นกระบี่สีดำมะเมื่อมเช่นเดิม พลังสีดำทมึนลึกล้ำรอบกายเฟยหลงก็เริ่มเลือนหายไปก่อนที่ชายหนุ่มจะทิ้งตัวลงคุกเข่าหอบหายใจอย่างหนักหน่วง การใช้รายามรณะจุติของมันในครั้งนี้กลับกินแรงเป็นอย่างยิ่งทั้งมันยังรักษาสภาวะการคงอยู่ได้เพียงไม่นาน แต่นี่ก็เพียงพอให้มันจัดการกู่เชวี่ยเทียนตี้ลงได้เมื่อรายามรณะจุติเลือนหายไปหมดสิ้น บรรยากาศรอบตัวเฟยหลงก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งพลังธรรมชาติรวมทั้งแก่นฐานพลังชีวิตที่หายไป บัดนี้คืนกลับจนหมดสิ้น แต่เฟยหลงก็ไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้อีกต่อไปคนรู้สึกว่าร่างกายกำลังหนักอึ้งคล้ายโลกทั้งใบวางทับอยู่บนร่างของมัน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่คือผลข้างเคียงจากการใช้ร่างรายามรณะจุติเช่นนั้นจึงส่งให้ชายหนุ่มต้องสลบเหมือดทั้งที่ยังคุกเข่าอยู่
เมื่อเหตุการณ์ปรากฏมาเช่นนี้เป็นเหยียนจินอวี้ที่วิ่งเข้าหาเฟยหลงเป็นคนแรก ก่อนยื่นมืออันขาวผ่องทั้งสองข้างโอบรับร่างของเฟยหลงไว้เมื่อนางตรวจดูอาการบาดเจ็บของมัน พบว่าไม่เป็นอะไรมาก นางก็คลายใจลง ก่อนจ้องมองใบหน้าอันหล่อเหลาที่หลับพริ้มอยู่ในอ้อมแขนปากรูปกระจับอมชมพูของนางก็กล่าวออกมาอย่างแผ่วเบา
“ขอบคุณ ขอบคุณสวรรค์ที่ท่านส่งเสริมให้ข้าได้พบพานกับมัน”
“เฟยหลง….\\\”
ข่าวคราวการตายของกู่เชวี่ยเทียนตี้ และแผนการอันเลวร้ายของมันที่วางไว้ร่วมกับพรรคพวกเพื่อหวังยึดครองราชวงศ์เหยียนก็ได้แพร่กระจายไปทั่วแคว้นเหยียนเฉกเช่นเดียวกันชื่อเสียงของเฟยหลง บุรุษผู้ที่มีด่านญาณยังมิทันจะถึงระดับเหนือธรรมชาติกลับสามารถสังหารผู้ที่ด่านญาณสูงส่งกว่า และยังเป็นถึงบุตรชายของประมุขนิกายสุริยันจันทราอย่างมิหวั่นเกรงทำให้ชื่อเสียงของชายหนุ่มตอนนี้ต่างเป็นที่โจษขานของคนทั่วแคว้นแล้ว
ณ ตำหนักหลังใหญ่ นิกายสุริยันจันทรา
ปัง!!! โครมมม เสียงทุบโต๊ะดังสนั่นลั่นไปทั่วตำหนักใหญ่เมื่อบุรุษวัยห้าสิบปี รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมเข้มผู้หนึ่งบันดาลโทสะออกมา มันผู้นี้แม้จะอายุห้าสิบแต่ใบหน้ายังแดงปลั่งคล้ายคนอายุสามสิบเศษผมทุกเส้นของมันยังดำขลับไม่มีสีขาวปะปนให้เห็นแม้แต่น้อย มันผู้นี้ก็คือ กู่เชวี่ยซานฮงประมุขนิกายสุริยันจันทรา ผู้ที่ยืนอยู่ในจุดสูงสุดของแคว้นเหยียนนั่นเอง
เมื่อเห็นประมุขนิกายมีท่าทีที่โกรธขึงจนสุดขีด ยากสงบจิตใจลงได้บุรุษหนุ่มวัยยี่สิบเก้าปีผู้หนึ่ง รูปร่างหน้าตาคล้ายกู่เชวี่ยเทียนตี้ก็กล่าวขึ้น
“ท่านพ่อโปรดสงบอารมณ์ไว้ก่อน เรื่องนี้เป็นน้องรองที่กระทำผิดการกระทำของมันส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของนิกายเป็นอย่างมาก การที่เรื่องจบลงเช่นนี้ถือว่า…”
“มันจะผิดจะถูกอย่างไรก็เป็นบุตรของข้า เป็นน้องชายของเจ้า ถ้าจะลงโทษก็ต้องเป็นข้าหรือไม่ก็เจ้าถึงจะมีสิทธิ์แต่มิใช่ลงเอยด้วยความตายเช่นนี้”
“เช่นนั้นท่านพ่อจะทำอย่างไรกับราชวงศ์เหยียน”
“นี่ไม่เกี่ยวกับราชวงศ์เหยียน ทั้งนี้ปู่เจ้าก็ได้กำชับมาแล้วว่าอย่าได้ให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก”
“เมื่อไม่เกี่ยวข้องอันใดกับราชวงศ์เหยียน เช่นนั้น…..”
“ไปลากคอบุรุษหนุ่มผู้นั้นมา ข้าจะให้มันได้ชดใช้อย่างสาสมมม”
“ทราบแล้ว”
คลื่นระลอกแรกยังไม่สร่างซา คลื่นลูกใหญ่ระลอกใหม่ก็ถ่าโถมเข้าใส่เฟยหลงอีกครั้งครั้งนี้ชายหนุ่มกำลังจะตกเป็นเป้าหมายของคนจากนิกายสุริยันจันทราแล้ว บุรุษหนุ่มที่รับคำสั่งจากประมุขนิกายสุริยันจันทราเมื่อครู่ก็คือกู่เชวี่ยซางเก๋อ บุตรชายคนโตของประมุขนิกาย และเป็นบุตรในภรรยาหลวง เป็นคนของตระกูลหลักนั่นเองมันแท้จริงกลับรู้สึกขอบคุณเฟยหลงเสียด้วยซ้ำ ที่สามารถกำจัดเสี้ยนหนามตัวสำคัญของมันลงได้ทำให้ตอนนี้ตำแหน่งนายน้อยของนิกายก็ไม่มีผู้ใดสามารถเทียบเคียงมันได้อีกแล้ว แต่เนื่องด้วยบิดาที่ออกคำสั่งมาแล้วคนจะไม่ปฏิบัติตามก็มิได้เช่นนั้นมันจึงมีคำสั่งให้ไล่ล่าเฟยหลงออกไป แต่ถึงแม้จะมีคำสั่ง ทว่าแท้จริงมันกับคนตระกูลหลักก็มิคิดที่จะออกไล่ล่าเฟยหลงอย่างจิงจังอยู่ดีเช่นนั้นตอนนี้จึงมีเพียงคนของตระกูลรองส่วนน้อยที่จะไล่ล่าเฟยหลงจนสุดชีวิต เพียงแต่ตอนนี้เรื่องราวยังไม่เลือนหายดีหากลงมือต่อเฟยหลงในเร็ววันย่อมตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งแคว้น อีกทั้งมันยังอยู่ในการดูแลของวังหลวงหากผลีผลามลงมือ ปรมาจารย์สุริยันจันทราที่ออกปากสั่งห้ามไว้คงมิอยู่เฉยแน่ คนจากนิกายสุริยันจันทราเกรงกลัวปรมาจารย์สุริยันจันทราซึ่งเป็นประมุขคนเก่ามากกว่ากู่เชวี่ยซานฮง ประมุขนิกายคนใหม่เสียอีก เช่นนั้นเวลาแห่งความสงบสุขของเฟยหลงจึงยืดขยายออกไปอีกเล็กน้อย
เฟยหลงลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่รวดร้าวไปทั่วสรรพางค์กายชายหนุ่มค่อยๆ ลุกกายขึ้นนั่งจากเตียงนอนที่นุ่มสบายทั้งมีกลิ่นหอมอบอวลแห่งนี้ คนตื่นขึ้นมาก็พบว่ามีดรุณีสะคราญโฉมนางหนึ่งหลับฟุบอยู่ข้างเตียงของมันนี้เองเฟยหลงพินิจมองดรุณีเบื้องหน้าซึ่งก็คือองค์หญิงเหยียนจินอวี้ด้วยแววตาที่ซับซ้อน ภาพของดรุณีสะคราญโฉมทั้งยังเปี่ยมไปด้วยความทระนง ถือดีของฟานลี่หลินก็ผุดขึ้นมาในห่วงแห่งความนึกคิด คนจึงกล่าวออกมาอย่างแผ่วเบา“ลี่หลิน”
เสียงพึมพรำที่แผ่วเบาของเฟยหลงปลุกให้เหยียนจินอวี้ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมานางเมื่อเห็นเฟยหลงนั่งอยู่ คนก็กล่าวขึ้นด้วยความยินดี “เฟยหลงท่านฟื้นแล้ว”
“กระหม่อมดีขึ้นมากแล้วพะยะค่ะ”
“ท่านต้องการสิ่งใดหรือไม่”
เฟยหลงส่ายหน้าเล็กน้อย แล้วกล่าว “เพียงเท่านี้ก็ลำบากพระองค์มากแล้ว”
“นี่ยังไม่เทียบเท่าที่ท่านช่วยเหลือราชวงศ์เหยียนเรา”
ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากัน พลันมีบุรุษผู้มีสง่าราศีผู้หนึ่งเดินเข้ามาก่อนมันจะกล่าวกลั้วหัวเราะขึ้น “นี่ข้ามาขัดจังหวะพวกเจ้าหรือไม่”มันผู้นี้ก็คือเหยียนโจวหยวนนั่นเอง ไม่รอให้คนทั้งสองได้กล่าวตอบ มันก็กล่าวต่อขึ้นทันที“ดูท่าเจ้าจะไม่เป็นอะไรแล้ว”
“ข้า…กระหม่อมดีขึ้นแล้ว ขอบพระทัยที่เป็นห่วง”
“คนที่ห่วงมิใช่ข้า แต่เป็นผู้ที่นั่งอยู่ข้างเจ้าต่างหาก ตั้งแต่ที่เจ้าสลบเหมือดไปสองวันนางก็ไม่เคยห่างจากห้องนี้แม้เพียงก้าว”
“ท่านพี่…”
“ฮ่าฮ่าฮ่า น้องหญิงหรือว่าพี่ชายเจ้าผู้นี้กล่าวผิดไป”
เหยียนจินอวี้ก้มหน้าหงุดด้วยใบหน้าที่แดงก่ำจรดใบหู ก่อนนางจะกล่าววาจาเปลี่ยนบทสนทนาในครั้งนี้
“เฟยหลง เราพึ่งได้รับรายงายจากหน่วยข่าวกรองที่อยู่ในชายแดนแคว้นเรื่องเกี่ยวกับสหายของเจ้า”
เฟยหลงหันขวับมาทางเหยียนจินอวี้ก่อนกล่าว “มันอยู่ที่ใด”
“นั่นยังระบุได้มิแน่ชัดเพียงแต่ข่าวคราวนี้ได้มาจากเหล่าโจรภูเขา ค่ายภูพยัคฆ์ อีกที”
“โจรภูเขา? นี่เกี่ยวข้องอันใดกับโจรภูเขา”
“กล่าวไปอาจจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ที่ชายแดนแคว้นตอนนี้มีเหล่าคนที่อ้างตนว่าเป็นลูกสมุนโจรภูเขาค่ายภูพยัคฆ์ค่ายโจรที่มีชื่อแถวชายแดนแคว้นเหยียนแห่งนี้ ต่างมามอบตัวและสารภาพผิดกับทางการกันอย่างมากมายโดยให้เหตุผลว่า…หากไม่มามอบตัว พวกมันกลัวที่จะถูกบุรุษนามหลงเหอ ไล่สังหาร”
เฟยหลงทำหน้างุนงง “หลงเหอ? ไล่สังหารเหล่าโจรภูเขา?”
“คราแรกที่เราได้รับทราบเรื่องราวก็ยังมิอาจทำใจเชื่อได้ แต่เหล่าโจรภูเขาต่างบอกรูปพรรณสัณฐานของบุรุษนามหลงเหอได้ตรงกันทุกรายและก็ตรงกลับรูปลักษณ์ของสหายท่านด้วย”
เฟยหลง “………..”
“ทั้งนี้เราได้ส่งทหารให้ไปค้นหามัน ณ สถานที่สุดท้ายที่เหล่าโจรภูเขาบอกกล่าวแต่สุดท้ายก็ไม่พบร่องรอยของมันแล้ว แต่คาดว่ามันยังคงอยู่แถวชายแดนแคว้น”
“เช่นนั้นกระหม่อมต้องรีบออกไปตามหามันแล้ว”
เหยียนโจวหยวนที่เงียบฟังคนทั้งสองสนทนากันครู่ใหญ่พลันกล่าวสอดแทรกขึ้น“ข้าขอร้องให้เจ้าอยู่ต่ออีกซักวันสองวัน อย่างน้อยให้ร่างกายเจ้าได้พักฟื้นก่อนเพราะถ้าหากเจ้าฝืนออกไปตอนนี้นอกจากจะทำร้ายร่างกายตนเองแล้ว เจ้ายังจะทำให้น้องหญิงข้ามิสบายใจไปด้วยหรือเจ้าคิดทำร้ายจิตใจนาง”
เฟยหลงจ้องมองไปยังดรุณีสะคราญโฉมเบื้องหน้า เมื่อเห็นแววตาที่เศร้าหมองของนางคนก็รู้สึกว่าจิตใจอ่อนลงไปถึงหกส่วน และถ้าหากคิดให้ถี่ถ้วนอีกที คำพูดของเหยียนโจวหยวนก็กล่าวได้ไม่ผิดแม้แต่น้อยเช่นนั้นชายหนุ่มจึงพยักหน้าก่อนกล่าว
“เช่นนั้นกระหม่อมจะพักรักษาตัวอยู่ที่นี่ไปอีกซักวันสองวัน เพียงแต่…”
เหยียนโจวหยวนขมวดคิ้วแล้วกล่าว “เพียงแต่อะไร”
“ถ้าให้กระหม่อมนอนอยู่แต่ในห้องเช่นนี้ พักอีกห้าวันสิบวันก็มิแน่ว่าจะหายหากได้องค์หญิงนำเที่ยวเปิดหูเปิดตาในเมืองหลวงซักวัน พรุ่งนี้ก็คงหายดีแล้ว”
เหยียนโจวหยวนยกยิ้ม แล้วกล่าว “เจ้านี่เห็นหน้าซื่อๆแต่ร้ายกาจมิเบา”
บุรุษทั้งสองต่างหัวเราะขึ้นมาพร้อมเพรียง “ฮ่าฮ่าฮ่า” ก่อนที่เหยียนโจวหยวนจะกล่าวต่อ
“คืนวันพรุ่งนี้จะมีเทศกาลชมดอกไม้ไฟ ประจำปีรัชสมัยหลงซานที่สิบเอ็ดซึ่งเป็นเทศกาลประจำปี จัดขึ้นเฉพาะในเมืองหลวงแคว้นเหยียน ข้าคิดว่านางก็คงตั้งใจจะชวนเจ้าอยู่ก่อนแล้ว”
“ท่านพี่…”
เฟยหลงกลับมีท่าทีครุ่นคิด“รัชสมัยหลงซานที่สิบเอ็ด? นี่พึ่งรัชสมัยหลงซานที่เก้ามิใช่รึ….แล้วกันไปเถอะ”
ในค่ำคืนที่จันทร์กระจ่างฟ้าไร้พยัพเมฆณ เมืองหลวงของแคว้นเหยียนกลับคึกคักจอแจไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา เสียงเฮฮาคละเคล้ากับเสียงปะทัดที่ดังระรัวมามิขาดสายทำให้ค่ำคืนแห่งเทศกาลชมดอกไม้ไฟดูครื้นเครงเป็นอย่างยิ่ง
ตามข้างถนนสองฝากฝั่งต่างมีร้านรวงมากมายตั้งอยู่บ้างจำหน่ายสินค้าที่ระลึกประจำปี บ้างจำหน่ายสุราอาหารให้ผู้มาเที่ยวชมงานได้ดื่มกินบ้างจำหน่ายเครื่องเล่นหลอกล่อเด็กวัยเยาว์ให้เข้ามาดูชม ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งเสริมให้ค่ำคืนดูมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น
ท่ามกลางความอึกทึกครึกโครมเหล่านี้ที่สะพานหินห่างออกไปไม่ไกล ยืนไว้ด้วยหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี ซึ่งก็คือเฟยหลง และเหยียนจินอวี้นั่นเองค่ำคืนนี้เหยียนจินอวี้ได้ประทินโฉมจนงดงามราวกับเทพธิดามาจุติ เฟยหลงเองก็ได้สวมชุดคลุมผืนใหม่ที่วังหลวงจัดเตรียมให้ส่งให้บุรุษที่หล่อเหล่าเป็นทุนเดิม ยิ่งหล่อเหลาขึ้นราวกลับเทพเซียนก็ปาน ทั้งสองยืนอยู่บนสะพานหินจ้องมองท้องนภาที่มีจันทราส่องกระจ่างต้องนัยน์ตาเป็นเหยียนจินอวี้ที่เลื่อนสายตาจากจันทรามาที่ใบหน้าของเฟยหลง และเป็นจังหวะที่เฟยหลงหันหน้ามาจ้องมองนางทำให้ดวงตาทั้งสองสบประสานกันพอดี
ตูม ตูม ตูม ตูม ตูมเสียงกึกก้องสะท้านไปทั่วท้องนภา ดอกไม้ไฟหลากหลายสีสันก็ได้แต่งแต้มขึ้นจนสว่างไสวไปทั่วบริเวณแต่ถึงแม้ดอกไม้ไฟเหล่านี้จะสว่างไสวสวยงามเพียงใด ก็ยังมิอาจดึงสายตาของคนทั้งสองให้ละออกจากกันได้มินานน้ำอันใสกระจ่างก็เริ่มรวยรินออกจากนัยน์ตาคู่งามระหงส์ของเหยียนจินอวี้
“ผ่านพ้นคืนนี้ท่านต้องจากไปแล้วเราท่านยังจะมีโอกาสได้พบพานกันอีกหรือไม่”
“กระหม่อมขอถือวิสาสะ”กล่าวจบเฟยหลงพลันล้วงผ้าผืนหนึ่งมาซับน้ำตาให้แก่นาง แล้วกล่าวต่อ“หากกระหม่อมยังมิตาย…..”
เหยียนจินอวี้ยกมือขึ้นปิดปากของเฟยหลง“ท่านอย่าพูดเป็นลางเช่นนี้”
“เช่นนั้นกระหม่อมสัญญาว่าจะกลับมาเยี่ยมเยียนพระองค์อีกครั้งหากกระหม่อมสะสางเรื่องราวได้หมดสิ้น”
“เช่นนั้นเราก็จะรอท่าน…..ถึงแม้จะต้องรอชั่วชีวิตก็ตาม”
เฟยหลงเมื่ออยู่ต่อหน้าสายตาและใบหน้าของนางคนยิ่งมีอาการสับสน ความรู้สึกประการหนึ่งคล้ายถ่าโถมเข้าสู่จิตใจมันระลอกใหญ่ ความรู้สึกนี้คล้ายเป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่มันมีให้ต่อฟานลี่หลินเช่นนั้นการที่มันกำลังจะลาจากนางในคืนนี้ กลับส่งผลต่อจิตใจมันมากนัก
เฟยหลงสะบัดความคิดอันฟุ้งซ่านให้เลือนหายไปตอนนี้มันได้เพาะสร้างศัตรูไว้มากเกินไป โดยเฉพาะนิกายสุริยันจันทราต้องหมายหัวมันไว้แล้วเป็นแน่เช่นนั้นหากมันยังอยู่ที่นี่ต่อไป อาจสร้างปัญหาให้สตรีเบื้องหน้าไม่รู้จบ ทั้งสิ่งที่มันต้องกระทำนั้นมีมากมายยิ่งนักมิอาจให้เรื่องสตรีหรือเรื่องความรักใคร่มาก่อกวนทำลายสมาธิได้ดังนั้นหากมันอยากให้ทุกอย่างลงเอยไปด้วยดี มันต้องแข็งแกร่งเหนือทุกผู้คนเสียก่อนคิดเช่นนี้ชายหนุ่มจึงกล่าวขึ้น
“กระหม่อมจะมิให้พระองค์ต้องทรงรอนาน”
อันมนุษย์เมื่อมีพานพบต้องมีลาจาก ไม่มีสิ่งใดที่จะอยู่ร่วมกันอย่างจีรังยั่งยืนได้ เพราะแม้แต่คู่ชีวิตที่ถูกสวรรค์สรรสร้างให้เกิดมาคู่กันสุดท้ายยังต้องถูกกาลเวลาพลัดพรากให้เลือนหายไปจากกัน ฉันท์ใด ฉันนั้น