สามเดือนผ่านไปร่างกายของหนิงเฟยหลงฟื้นฟูกลับมาได้สมบูรณ์
“ผู้อาวุโสผู้เยาว์ขอบคุณท่านมากที่ให้ที่พัก และช่วยในการรักษาไอทมิฬ บุญคุณครั้งนี้หากมีโอกาสข้าจะต้องทดแทนแน่”หนิงเฟยหลงประสานมือคารวะไปทางที่ชายวัยกลางคนยืนอยู่
ชายผู้นั้นมีผมสีแดงเป็นเอกลักษณ์เขาก็คือ โต่วหงเหว่ยนั่นเอง
“ไม่จำเป็นหรอก เจ้าได้ตอบแทนข้าแล้วบัวเกิดชีพนั่นทำให้ฮูหยินของข้ากลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้งนั่นเทียบไม่ได้เลยกับการช่วยเจ้าเพียงเล็กน้อย ต่อให้ข้าไม่ช่วยอย่างไรเสียปีหรือ สองปีเจ้าก็สามารถขจัดไอทมิฬนั่นได้อยู่แล้วเพราะงั้นเรื่องตอบแทนนั่นไม่จำเป็นเลย”
โต่วหงเหว่ยรู้สึกขอบคุณชายหนุ่มมาก ด้วยการมอบดอกบัวเกิดชีพให้กับบุตรสาวของเขานำมารักษาภรรยาภรรยาอันเป็นที่รักยิ่งของเขาจึงสามารถลุกออกจากเตียงได้และกลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงคนปกติ นั่นคือความสุขที่สุดของเขาแล้วการตอบแทนของหนิงเฟยหลงนับเป็นอะไรได้ในสายตาของเขา
“ฉวี่เอ๋อร์บอกข้าว่า เจ้ามีพลังที่แข็งแกร่งมากสามารถจัดการกับอสรพิษเกล็ดเลื่อยได้ไม่รู้ว่านั่นเป็นจริงหรือไม่? แต่เท่าที่ข้ารู้มาการที่เจ้าหลบหนีจากเฒ่าผีได้เป็นเวลานานนั่นก็เท่ากับยืนยันความสามารถของเจ้าแล้ว”
“ท่านอยากจะพูดอะไรกันแน่ ?”หนิงเฟยหลงเข้าใจว่าโต่วหงเหว่ยมีเจตนาบางอย่างแน่นอนไม่นั้นคงไม่เอ่ยปูเรื่องราวมาเช่นนี้
“ที่ข้าอยากบอกเจ้าก็คืออีกสามเดือนข้างหน้าเจ็ดสำนักใหญ่จะมีทำการทดสอบคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักผู้คนทั่วแผ่นดินล้วนต้องการเป็นศิษย์ไม่รู้ว่าเจ้าสนใจหรือไม่ ?”
หนิงเฟยหลงพยักหน้า ‘การทดสอบเข้าใกล้มาแล้ว แต่เวลานี้ข้าเองก็พร้อมแล้วไม่มีอะไรน่ากังวล’
“ดี อีกสามวันเตรียมตัวออกเดินทางเจ้าและฉวี่เอ๋อร์ต้องเดินทางข้ามสมุทรไปที่เป่ยโจวการทดสอบจะเริ่มจากที่นั่นเตรียมตัวให้พร้อมข้าฝากเจ้าช่วยดูแลฉวี่เอ๋อร์ด้วย อย่าได้ปฏิเสธ”โต่วหงเหว่ยเดินเข้ามาตบไหล่ชายหนุ่มแล้วก็เดินออกจากห้องไปปล่อยให้หนิงเฟยหลงอ้ำอึ้งอยู่อย่างนั้น
“นางไปด้วยหรือเนี่ย สวรรค์...”
...
สามวันถัดมาหนิงเฟยหลงพร้อมที่จะออกเดินทางแล้วและข้างกายของเขาก็มีสตรีนางหนึ่งเดินทางไปด้วยสีหน้าท่าทางของนางก็ยังคงเย็นชากับเขาไม่เปลี่ยนแปลง แต่การพาทีกลับมีมากขึ้นนั่นเป็นสิ่งที่ดี ความสัมพันธ์ของทั้งสองดีขึ้นตามลำดับ
โต่วหงเหว่ยได้จัดแจงตั๋วให้ทั้งสองคนแล้วในครั้งนี้เขาได้ตัดสินใจให้บุตรสาวร่วมเดินทางกับหนิงเฟยหลงด้วยการขึ้นเรือเดินสมุทรถึงแม้ว่าจะสามารถใช้ประตูเคลื่อนย้ายได้ก็ตามแต่ประสบการณ์ของบุตรก็จะขาดหายไปจากการเดินทาง สุดท้ายจึงเลือกใช้การเดินเรือสมุทรนี้แทน
เรือเดินสมุทรมีขนาดค่อนข้างใหญ่จุคนได้หลายหมื่นคน ทั้งเสบียงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้ต่อต้านทางทะเลก็ครบครัน มิขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อยด้วยความใหญ่โตของมันจะเรียกว่าเกาะลอยน้ำก็ว่าได้
แน่นอนว่าถึงการเดินทางนี้จะยาวนาน แต่ด้วยฐานะตำแหน่งของโต่วหงเหว่ยแล้วโต่วเยี่ยนฉวี่สมควรได้การรับรองในเรือเป็นอย่างดี หนิงเฟยหลงจึงได้อานิสงค์ไปด้วย
“นั่นแม่นางโต่วนี่ แล้วก็สหาย...ยินดีที่ได้พบ”ชายหนุ่มผู้แต่งอาภรณ์สะอาดสะอ้านเดินเข้ามาทักเขาคือบุตรชายของหัวหน้าทหารรับจ้างผู้มีชื่อเสียง ‘เฟิงเหลย’
“ดีจริงที่ท่านทั้งสองก็ไปด้วย คราวนี้ทวีปหยินเราคงมีหวังได้เป็นศิษย์ของเจ็ดสำนักใหญ่มากขึ้นโดยเฉพาะท่านเลยสหาย ไม่ทราบว่าสหายมีนามว่าอะไร ?”
“ข้ามีชื่อเหวินเหลียง” หนิงเฟยหลงกล่าวตอบ
“สหายเหวินแม่นางโต่วเอางี้เป็นไงพวกเรามาร่วมกันผ่านบททดสอบเจ็ดสำนักกันเถอะ”เฟิงเหลยยื่นข้อเสนอที่ดีไหนเลยหนิงเฟยหลงจะไม่รับไว้ “ได้เลย”
“เช่นนั้นข้าไม่รบกวนพวกท่านแล้ว ขอตัวก่อน”เฟิงเหลยไม่ได้กล่าวถามเรื่องราวของทั้งสองชัดเจนว่า ข่าวการตามล่าของเฒ่าผีและการช่วยชีวิตของโต่วหงเหว่ยไปถึงหูชายหนุ่มผู้นี้แล้วนั่นทำให้เขาประเมินหนิงเฟยหลงไว้สูงขึ้นไปอีก
พวกเขาทั้งหมดต้องอยู่บนเรือนี่นานถึงหนึ่งเดือนจึงจะไปถึงเป่ยโจวได้หากให้อยู่เฉย ๆ หนิงเฟยหลงคงได้เบื่อตาย ตอนนี้เขาต้องการพัฒนาฝีมือให้มากขึ้นอย่างน้อยก็ต้องมีความสามารถให้พอกับการหลบหนีผู้ฝึกยุทธ์เขตแดนพิภพเข้าสู่พิภพขั้นที่เจ็ด
เขาอยากจะใช้โอสถเพิ่มพลังยุทธ์ของตนแต่มันช่างน่าเสียดายโอสถรวมปราณของเขาได้หมดไปแล้วและวัตถุดิบในการทำโอสถก็ไม่มีเสียด้วยโชคร้ายที่เขาไม่ได้ตรวจดูก่อนที่จะออกเดินทางไม่เช่นนั้นคงได้ซื้อจากสมาพันธ์การค้าก่อนจะขึ้นเรือนี่แล้ว
“คงได้แต่ฝึกฝนไปเรื่อยทักษะเล็ดวิชาไปก่อน”เขาตัดสินใจที่จะพัฒนาทักษะวิชาของตนเอง
มิติปริศนา
“วิชากระบี่สายลมดูเหมือนว่าจะไม่ได้ขัดเกลามันเลยกระบี่สายลมอานุภาพจะเพิ่มตามการพลิกแพลง และพลังลมปราณหากว่าได้เปิดหูเปิดตาเสียหน่อยก็อาจพลิกแพลงได้มากกว่านี้ แต่น่าเสียดายเร็ว ๆนี้คงเป็นไปไม่ได้ กระบี่คมวายุผสานจิตก็ยากจะเพิ่มอานุภาพต่อได้ สองวิชานี้เราคิดค้นขึ้นมาเวลานี้มาถึงทางตันแล้ว ที่ฝึกได้ในช่วงเวลานี้เห็นจะเป็น ร่างลมหวน ก้าวชมจันทร์และฝ่ามือทลายบรรพตเท่านั้น ต้องเสริมพลังการโจมตีกับความว่องไวให้มากขึ้น”
“กระทิงโลหิต เสี่ยวลี่ พวกเจ้าช่วยมาเป็นคู่ซ้อมให้ข้าที”ทั้งสองไม่ได้ปฏิเสธ โดยเฉพาะเจ้ากระทิงโลหิตที่ดูจะลิงโลดเป็นพิเศษ มันเองก็อยากอัดเจ้านายของมันมานานแล้ว!
...
ช่วงเวลาในโลกปกติผ่านไปยี่สิบวันโต่วเยี่ยนฉวี่ก็มาหาหนิงเฟยหลงที่ห้องหลายวันที่ผ่านมาหนิงเฟยหลงไม่ได้ออกไปนอกห้องแม้แต่ครั้งเดียวจนกระทั่งเป็นที่สังเกตได้ก่อนหน้านี้โต่วเยี่ยนฉวี่ก็มาหาเขาถึงสองครั้งแต่ก็ไร้ซึ่งการโต้ตอบ รอบนี้นางจึงตัดสินใจทลายประตูเข้ามา
“เหวินเหลียง...เจ้า เจ้าไม่เป็นไร ?” โต่วเยี่ยนฉวี่เห็นชายหนุ่มฌานอยู่ก็คลายใจ
“แม่นางโต่วท่านมีธุระอะไรหรือ ?” หนิงเฟยหลงลืมตาขึ้นมาโชคดีนักเมื่อครู่เขาออกจากมิติปริศนามาได้ทันไม่เช่นนั้นคงเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นแน่ ต่อไปคงต้องระวังตัวมากกว่านี้
ใบหน้าหญิงสาวก็เริ่มแดงขึ้น แต่นางก็ยังฝืนทำหน้านิ่งเชิดหน้าใส่ชายหนุ่มอย่างทุกครั้งที่พบเจอ“เอ่อ..ข้าแค่มาดูเจ้า เจ้าไม่เป็นไรข้าก็วางใจ อย่าได้เข้าใจผิดข้าเพียงแต่ไม่อยากให้คนในกลุ่มทวีปเดียวกันต้องมีอันตรายใช่ว่าเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนะ ข้าจะบอกเจ้า...”
หนิงเฟยหลงลอบหัวเราะในใจ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มที่หยอกเย้า “เอาล่ะ ๆข้าเข้าใจแล้วแม่นางท่านไม่ต้องอธิบายให้มากความหรอก ขอบคุณท่านที่เป็นห่วง”
“ไม่ใช่นะ ใครเป็นห่วงเจ้ากัน ข้ามีธุระไปก่อนล่ะ” โต่วเยี่ยนฉวี่กล่าวจบก็สะบัดหน้าหนีเดินกระฟัดกระเฟียดออกจากตัวห้องจนหนิงเฟยหลงกลั้นเสียงหัวเราะมิได้หลุดขำออกมา
แต่ทันใดนั้นห้องของเขาก็เต็มไปด้วยเปลวเพลิงลุกไหม้หนิงเฟยหลงหน้าตาตื่นหุบยิ้มโดยพลัน เสียงหัวเราะชะงักค้าง “แย่แล้ว...ข้าแค่หัวเราะเองนะ....”
เจ้าหน้าที่รีบเข้ามาดับไฟ และเชิญหนิงเฟยหลงไปพักอีกห้องนึงแทน
“มันน่าโมโหนัก ข้าแค่หัวเราะ ข้าผิดรึไง ? ใครกันที่ไม่หัวเราะ ? โธ่เอ๊ยหากนางมีปัญญาทำไมไม่เผาเรือนี้ไปเลยเล่า !” หนิงเฟยหลงหงุดหงิดเล็กน้อย เลือกที่จะพึมพำตัดพ้อออกมาแทนที่จะเก็บไว้ในใจ เรื่องสตรีนี่เขาไม่ถนัดเอาเลยจริง ๆแค่น้องสาวก็ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว ยิ่งเจอสตรีนางอื่นเข้าไปก็ถึงกับไปไม่ถูกเลย
โชคดีที่นางไม่ได้ยินที่ชายหนุ่มกล่าวไม่เช่นนั้นด้วยปัญญาของนางคงต้องหาวิธีเผาเรือนี้ได้แน่!
หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้พบหน้านางอีกเลยจนถึงวันที่เรือจอดเทียบท่าเป่ยโจวคนทั้งหมดต้องลงจากเรือทันทีทั้งสองเจอกันทุกอย่างก็กลับเป็นเหมือนเดิมอย่างไม่น่าเชื่อโต่วเยี่ยนฉวี่นางไม่โกรธเขาแล้ว
เฟิงเหลยเดินเข้ามาหาคนทั้งสองทั้งสามเดินทางต่อด้วยรถม้าจนมุ่งตรงสู่อาณาจักรหนึ่งเดียวของทวีป อาณาจักรเว่ย !
“สหายเฟิงท่านทราบข้อมูลเกี่ยวกับบทวีปเป่ยโจวนี่บ้างหรือไม่ ?” หนิงเฟยหลงเอ่ยถามเขาต้องการเก็บเกี่ยวข้อมูลก่อนที่การทดสอบจะเริ่มขึ้น
“แน่นอน ข้าเคยสอบถามนักเดินทางที่ชอบสัญจรพวกเขาเล่าว่าทวีปเป่ยโจวเป็นทวีปที่อันตรายไม่แพ้ มหาทวีปรกร้างเลย”
“อันตราย ? ก็ไม่เห็นว่าจะมีอันตรายใดเลยนี่ ?”โต่วเยี่ยนฉวี่เอ่ยแทรกขึ้นมา หนิงเฟยหลงเองก็สงสัยระหว่างที่มาไร้ซึ่งอันตรายใดไฉนถึงว่าอันตรายมาก
“พวกท่านฟังข้าก่อน ที่ว่าอันตรายไม่ใช่ที่นี้หรอกในทวีปแห่งนี้มีอาณาจักรเว่ยปกครองเป็นศูนย์กลางของทวีปที่นี่จึงไม่มีอันตรายใด”
“เช่นนั้นอาณาจักรเว่ยก็คงจะยิ่งใหญ่มาก”หนิงเฟยหลงนึกภาพอาณาจักรฉู่ขึ้นมาในหัว หากว่าอาณาจักรฉู่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้นแล้วอาณาจักรเว่ยเล่า ?
“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก อาณาจักรเว่ยไม่ได้ยิ่งใหญ่ถึงขั้นครอบครองทวีปแต่เพียงผู้เดียวได้แต่เป็นเพราะว่ามันเหลืออาณาจักรแห่งเดียวในทวีปนี้ตั้งหาก”
“!!!!!!!!” หนิงเฟยหลงและโต่วเยี่ยนฉวี่คิดว่าตนฟังผิด รีบหันมาจ้องหน้าเฟิงเหลยทันทีทว่าเฟิงเหลยกลับพยักหน้ายืนยัน คำพูดนั้นเป็นจริง !
“อาณาจักรเดียวที่เหลือรอด ! โอ้องค์เทพ !!”