“คุณวัฒน์บอกว่าอยากจะเช่าซื้อบ้านหลังนี้ใช่ไหมคะ?”
อยู่ ๆ สุกัญญาก็เปลี่ยนเรื่องขึ้นมาฉับพลัน
“ครับ ผมอยากเช่าซื้อแต่ค่าแรกเข้าหนึ่งแสนผมเกรงว่ามันจะเกินกำลัง…”
“ห้าหมื่นจ่ายได้ไหมคะ” หญิงสาวซักก่อนที่ภานุวัฒน์จะตอบได้จบประโยค
“ถ้าห้าหมื่นก็ไหวเลยครับ” ชายหนุ่มพยักหน้าทันควัน
“โอเคค่ะงั้นพี่ลดค่าทำสัญญาแรกเข้าให้เหลือห้าหมื่นบาท ค่าเช่าซื้อเป็นรายเดือนกับรายปีเดือนละหกพันบาท ครบปีคุณวัฒน์ผ่อนเพิ่มปีละหนึ่งแสนบาทเป็นขั้นต่ำเงื่อนไขตามนี้จ่ายไหวไหมคะ?” หญิงสาวซัก
“คิดว่าไหวครับ” ภานุวัฒน์พยักหน้า
รายได้ของเขาในเวลานี้หากไม่มีอะไรผิดพลาดก็นับว่าเอาเรื่องอยู่ผ่อนจ่ายเดือนละหกพันแล้วหาเก็บผ่อนรายปีต่ออีกปีละแสนก็น่าจะยังพอหายใจได้สบายท้อง
ห่วงก็แต่ในช่วงปี 40 ที่ฟองสบู่แตกโรงพิมพ์จะต้องปิดตัวไปหลายแห่งอยู่ ถ้าเป็นอย่างนั้นรายได้จากเพลทก็จะน้อยลง…
เอาเถอะ ยังมีเวลาตั้งรับอีกตั้งหนึ่งปีระหว่างนี้ก็สะสมเงินไว้เพื่อคิดหาทางรอดในช่วงปี 40 ต่อไปก็แล้วกันว่าถ้าไม่มีเพลทจากโรงพิมพ์เอามาขายแล้ว เขาควรที่จะหารายได้ต่อไปอย่างไรดี
“โอเคค่ะ คุณวัฒน์คุยง่ายมากเลยพี่ชอบทำธุรกิจกับคนว่าง่ายแบบนี้แหละถ้าคุณวัฒน์พร้อมก็สามารถขนของย้ายเข้ามาอยู่ได้เลยนะคะพรุ่งนี้สักบ่ายสามพี่จะให้ทนายมาคุยเรื่องสัญญาเช่าซื้อคุณวัฒน์เตรียมค่าแรกเข้าห้าหมื่นมาจ่ายพี่เลยนะคะ อ้อ… รวมค่าเช่าเดือนแรก… นี่ปลายธันวาแล้วเราคิดค่าเช่าเดือนแรกกันที่เดือนมกราคมเลยก็แล้วกันนะคะ สรุปก็คือทั้งหมด 56,000บาท พรุ่งนี้สามารถเตรียมมาจ่ายพร้อมกับทำสัญญาเลยได้ไหมคะ”
หญิงสาวสรุปตกลงแล้วกลับจบประโยคด้วยการซักถาม
“ตกลงทันทีเลยครับ” ไตเติ้ลตอบไปในฉับพลัน
อะไรของชีวิตคนเรากันหว่าเนี่ยก่อนหน้านี้เขาสอบถามทะเวนหาห้องเช่าไปอยู่ก็หลายที่แต่ละที่ที่เจอก็ยังไม่เจอที่ถูกใจสักทีสุดท้ายก็เลยเสี่ยงลองกลับมาดูที่นี่โดยไม่ได้ตั้งความหวังอะไรมากนักแต่บทจะหาบ้านได้อยู่ดี ๆ ก็หามาได้ง่าย ๆ แบบทางโล่งโปร่งสบายอย่างนี้เลยเนี่ยนะ?
ทั้งยังเป็นการเช่าซื้อ... เป็นการซื้อบ้าน...
เฮ้ย! นี่มันคือการซื้อบ้านหนึ่งหลังเลยนะ อยู่ดี ๆ คนเราเงินเก็บก็ไม่ได้มีมากคนค้ำประกันรายได้ก็ไม่มี แต่อยู่ ๆ ทางกลับเปิดโล่งโปร่งสบายสามารถซื้อบ้านได้ง่าย ๆ หนึ่งหลังอย่างนี้เลยเนี่ยนะ?
จำได้ว่าในชีวิตก่อนเลือดตาแทบกระเด็นกว่าจะกล้าตัดสินใจซื้อบ้านที่เป็นบ้านจัดสรรในโครงการได้สักหลังแต่กับในชีวิตใหม่ที่ดันซวยมาเกิดในร่างของไอ้ขี้เมาสังคมรังเกียจไม่มีต้นทุนชีวิตอะไรเลยแท้ ๆ แต่กลับโชคดีหาซื้อบ้านมาได้ง่ายขนาดนี้หรือว่าฤกษ์เกิดในชีวิตใหม่ของภานุวัฒน์จะเป็นคนดวงดีสุด ๆ ไปเลยก็ไม่รู้
อยู่ดี ๆ ไตเติ้ลก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนลักกี้โชคดี และอารมณ์ดีขึ้นมาได้อย่างสุด ๆ
สุกัญญาเห็นคุณวัฒน์ของเฮียฮั้วตอบตกลงถึงค่าใช้จ่ายในการทำสัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องฉุกคิดก็ให้รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างเช่นกัน
อันที่จริงเธอคิดว่าภานุวัฒน์น่าจะไม่มีเงินมาจ่ายให้เธอได้อย่างฉุกเฉินเพียงแค่ข้ามวันจึงจบประโยคด้วยคำถามเพื่อหยั่งเชิงให้อีกฝ่ายได้ต่อรองหากการกลับกลายเป็นว่าชายหนุ่มรีบตกลงในทันที ทำให้หญิงสาวอดจะแปลกใจเล็ก ๆ ไม่ได้ว่าการขายของเก่านี่ท่าทางจะรายได้ดีกว่าที่เธอคิด
ถึงแม้ว่าคุณภานุวัฒน์จะไม่มีเงินแสนมาจ่ายให้เธอทันทีก็ตามแต่การตัดสินใจซื้อบ้านหนึ่งหลังได้ง่าย ๆ โดยไม่เกี่ยงงอนเรื่องเงินแบบนี้ก็แปลว่าคนคนนี้น่าจะมีความเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองอยู่มากพอสมควร ก็เชื่อมั่นได้เปลาะหนึ่งว่าการขายบ้านครั้งนี้สุกัญญาคงไม่ถูกเบี้ยวเงินเอาได้ง่ายๆ
“แต่คุณวัฒน์คะ พี่ไม่ได้ลดค่าแรกเข้าให้เปล่า ๆ นะคะพี่มีเรื่องอยากจะรบกวนคุณวัฒน์ด้วย”
‘นั่นไง! ของถูกและดีไม่มีอยู่จริงในโลกนี้จริง ๆ ด้วย’ไตเติ้ลลอบคิดอยู่ในใจ
“เอ่อ… ถ้าไม่ใช่เรื่องส่วนตัวครอบครัวผัวเมีย…”
“ไม่ใช่เรื่องนั้นแน่นอนค่ะ” หญิงสาวแทรกตอบทั้งที่หัวเราะคิก
“เรื่องนั้นลองหลักฐานจากคุณพ่อมาเต็มแบบนี้พี่จัดการได้สบายบรื๋อ[1]อยู่แล้วค่ะ”
อืม..ได้ยินสุกัญญาพูดจาภาษา Y2K ออกมาแบบนี้ไตเติ้ลก็ให้รู้สึกย้อนยุคระลึกชาติขึ้นมาได้ไอ้คำว่า ‘สบายบรื๋อ’ นี่ไม่เคยได้ยินใครพูดกันมานานแล้วทั้ง ๆ ที่เป็นวลีที่ใช้กันบ่อยในช่วงยุคนี้เลยแท้ ๆ
ซึ่งเอาจริง ๆ แล้วแม้กระทั่งตอนนี้ชายหนุ่มก็ยังคงสงสัยอยู่เลยว่าทำไมคำว่าสบายบรื๋อมันต้องมาคู่กับคำว่าสะดือโบ๋ด้วยฟะนี่ขนาดว่าคุณสุพูดแค่สบายบรื๋อแต่ในหัวของเขาก็กลับต่อท่อนหลังว่าสะดือโบ๋ให้โดยอัตโนมัติไปเสียอย่างนั้น
“ที่จะรบกวนก็คือพี่อยากจะฝากผีของคุณพ่อเอาไว้กับคุณวัฒน์อีกสักพักไม่ทราบว่าพอจะได้ไหมคะ” สุกัญญาเข้าเรื่อง
“ห๊ะ!?” ไตเติ้ลขมวดคิ้วทันควันฝากอะไรไม่ฝาก ยัยเจ๊นี่คิดจะฝากผีพ่อตัวเองที่พูดมากขนาดนี้เอาไว้กับเขาเนี่ยนะ!?
“ก็คือตอนนี้พี่ได้หลักฐานการนอกใจมาแล้วตามที่คุณพ่ออยากให้เป็นพี่กลัวว่าท่านจะหมดห่วงแล้วรีบหนีไปเกิดก่อนน่ะค่ะแต่ว่าพี่เองก็มีแต่เอกสารแค่นี้ ยังเคว้ง ๆ อยู่เลยตั้งใจว่าจะติดต่อกับคุณนักสืบ คุณทนายแล้วยื่นเรื่องฟ้องให้แน่นอนก่อนว่าพี่จะได้หย่าแล้วก็จะได้เงินชดเชยมาจริง ๆ อยากให้คุณพ่อเห็นอย่างนั้นท่านจะได้หมดห่วงแล้วไปเกิดได้อย่างไม่มีอะไรค้างคาใจน่ะค่ะ”หญิงสาวอธิบาย
ไตเติ้ลได้แต่อ้ำอึ้งอึกอักไม่รู้ว่าควรจะต้องตอบอย่างไรดีจึงเหล่ตาไปมองผีเจ้าของบ้านที่ยืนหน้ายิ้มแป้นชื่นชมลูกสาวตัวเอง
“ว่ายังไงคะ?” สุกัญญาซัก
“คือ… ไม่ใช่ว่าผมจะไม่รับฝากนะครับแต่คุณพ่อของคุณหมดห่วงแล้วก็จะไม่ใช่ผีติดที่อีกต่อไปถ้าคุณยังไม่อยากให้ท่านไปเกิด… เอ่อ ท่านบอกว่าช่วงนี้ก็ยังว่าง ๆ อยู่ยังไม่ไปเกิดก็ได้ แต่ก็คือท่านจะคอยติดตามดูแลคุณ จะไม่อยู่ที่นี่น่ะครับ”ชายหนุ่มตอบ
ก็นะ… อีกฝ่ายเป็นผีนะเฟ้ยไม่ใช่หมาหรือแมวที่พอคิดจะฝากเลี้ยงก็เอาใส่กรงไว้ให้อยู่นิ่งกับที่ได้น่ะ
“อย่างนั้นค่อยโล่งอกหน่อยงั้นต่อไปนี้ถ้าคุณพ่ออยากจะบอกอะไรกับพี่คุณวัฒน์ก็ช่วยแปลให้พี่ทราบด้วยก็แล้วกันนะคะพี่ไม่เชื่อหมอดู แต่พี่เชื่อคุณวัฒน์ และเชื่อด้วยว่าคงไม่หลอกพี่แน่นอน ใช่ไหมคะ”หญิงสาวดักคอ
‘นั่น… เห็นตูเป็น google translate โลกวิญญาณได้อีกแน่ะ’ ไตเติ้ลลอบถอนหายใจยาว
ก็เพราะแบบนี้ไงล่ะถึงได้พยายามไม่บอกให้คนอื่นรู้เรื่องที่เขามีญาณวิเศษสามารถมองเห็นพูดคุยกับพวกผีได้นะ
“เอ่อ…ถ้ายังไงผมขอรื้อกรอบประตูที่หน้าบ้านออกก่อนจะย้ายเข้ามาอยู่ได้ไหมครับ” ชายหนุ่มเปลี่ยนเรื่องคุยไปอย่างปลง ๆ
เอาเถอะอย่างน้อยก็นับว่าหาบ้านที่อยู่เป็นหลักแหล่งได้แล้วแต่ปัญหาก็คือพวกผีที่กรอบประตูกับซากผีคุณไสย์ตามจุดต่าง ๆ ของบ้านหลังนี้ที่ทำให้ลูกพลับที่น่ารักของเขากลัวมากพวกนั้นต่างหากอย่างไรเสียเขาต้องจัดการพวกมันให้หมดก่อนที่จะพาลูกพลับย้ายเข้ามาอยู่ให้ได้
“ตามใจเลยค่ะหลังเซ็นสัญญาเช่าซื้อในวันพรุ่งนี้บ้านหลังนี้ก็จะถือว่าเป็นของคุณวัฒน์แล้วอยากจะทำอะไร ไล่ผีที่ตรงไหน จะเปลี่ยนศาลพระภูมิหรือไม่ยังไงเชิญคุณวัฒน์จัดการได้ตามสบายเลยค่ะ"
[1]สบายบรื๋อสะดือโบ๋ วลียุคเก้าศูนย์บางทีก็พูดกันแค่สบายบรื๋อหรือบางทีก็มาครบเป็นสบายบรื๋อ สะดือโบ๋ แปลว่า สบายมาก