ตอนที่ 4 เยี่ยมคุณตา (1)
จิ่นหฺวาหลี่ วิลล่าที่แพงที่สุดในเมืองหลวง ตั้งอยู่บนถนนชิงซานที่เงียบสงัดที่สุดซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเมือง รอบวิลล่าโอบล้อมด้วยร่มไม้ ไม่รบกวนก้าวก่ายซึ่งกันและกัน เป็ตัวเลือกอันดับแรกของที่พักในหมู่เศรษฐี
หลังจากกู้อู๋เหยียนกลับประเทศ บ้านที่คุณตาเตรียมไว้ให้เขาก็คือที่นี่ ทั้งห่างไกลและเงียบสงบ
เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาการนอนแบบเขา
พ่อบ้านหยางสวินมองกู้อู๋เหยียนที่เดินลงมาด้วยใต้ตาดำคล้ำ สีหน้าอ่อนเพลีย ั์ตาสีขุ่นเล็กน้อยจึงฉายแววสงสาร
“คุณเหยียน มากินอาหารเช้าเถอะครับ”
“ได้ ลุงหยาง” น้ำเสียงเขาแหบพร่าเล็กน้อย
หยางสวินจับสังเกตได้ว่าน้ำเสียงของเขาผิดปกติ จึงถามด้วยความห่วงใย “เป็หวัดแล้วเหรอครับ ให้ผมตามหมอประจำครอบครัวมาดูสักหน่อยนะครับ”
“ลุงหยาง ไม่ต้องหรอก แค่ตื่นมายังไม่ได้ดื่มน้ำ เลยคอแห้งนิดหน่อยน่ะ”
กู้อู๋เหยียนเพิ่งพูดจบ หยางสวินก็รินน้ำเดินเข้ามา
“ลุงหยาง วันนี้ผมต้องไปบ้านคุณตา ลุงช่วยเรียกรถให้มาตอน 11 โมงด้วยนะ”
“ได้ครับ คุณกินอาหารเช้าก่อนเถอะครับ”
หยางสวินโทรศัพท์เสร็จก็เดินกลับเข้ามา เวลานี้กู้อู๋เหยียนกินอาหารเช้าเสร็จแล้ว กำลังนั่งบนโซฟาในห้องรับแขก พลางอ่านวารสารธุรกิจรายสัปดาห์ของวันนี้
“คุณเหยียน ผมทราบว่าคุณไม่ชอบให้ที่บ้านมีคนมากเกินไป
“เลยรับคนใช้แค่คนเดียวมาดูแลบ้าน แล้วคนขับรถก็เป็ลูกชายของเพื่อนสนิทตอนที่ผมอยู่สกุลม่อเมื่อก่อน เอาการเอางานและซื่อสัตย์แน่นอนครับ”
กู้อู๋เหยียนปิดวารสารในมือลงแล้วพูดอย่างเรียบเฉย “ลุงหยาง ที่ลุงจัดการเป็ธุระให้ ผมวางใจ
“ผมขึ้นไปจัดการธุระนิดหน่อยก่อนนะ รถมาถึงแล้วบอกผมด้วย”
********************
รถยนต์สีดำคันหนึ่งหยุดตรงหน้าประตูบ้านเก่าสกุลม่อ ประตูเหล็กฉลุลายดอกไม้เปิดเข้ามาทางด้านในช้าๆ ทันทีที่คนรับใช้ตรงประตูเห็นกู้อู๋เหยียนลงจากรถ ก็ตรงเข้าไปพาเขาเดินเข้าด้านในอย่างนอบน้อม
“คุณชายกู้ คุณท่านรอคุณอยู่ที่ห้องหนังสือค่ะ”
“ได้ นำทางไปเถอะ...” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเ็า
คนรับใช้พากู้อู๋เหยียนหยุดลงหน้าห้องหนังสือของผู้าุโแล้วเคาะประตูเบาๆ ทันใดนั้นเสียงของผู้สูงวัยที่กระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวาก็ดังออกมา “เข้ามาเถอะ...”
คนรับใช้เปิดประตูแล้วยืนอยู่ด้านข้าง รอจนกู้อู๋เหยียนเข้าไปในห้องหนังสือ จึงปิดประตูลงอย่างเบามือแล้วหมุนตัวเดินจากไป
ผู้าุโม่อนั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะหนังสือ พอเห็นกู้อู๋เหยียนเข้ามา ใบหน้าก็ประดับรอยยิ้มรักใคร่เมตตา “เสี่ยวเหยียน หลานนั่งที่โซฟาสักเดี๋ยว ตาใกล้จะสะสางงานเสร็จแล้ว”
“ครับ คุณตาจัดการธุระก่อนเถอะครับ ผมไม่รีบ”
ม่อเฉิงอู่ขีดเขียนบนเอกสารไม่กี่ทีอย่างรวดเร็วแล้วปิดลง ก่อนหยิบไม้เท้าหัวกลมสีทองที่อยู่ด้านข้างมา แล้วค่อยๆ หยัดตัวลุกจากเก้าอี้มานั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้ามกู้อู๋เหยียน
“ตอนนี้สกุลกู้เป็ยังไงบ้าง”
“เหมือนเดิมแหละครับ แต่สภาพดีกว่าตอนที่ผมเพิ่งกลับมาหน่อย
“คุณตาก็ทราบว่ากู้เฉิงเฟิงคนนี้เจนจัดเ้าเล่ห์ แผนการแยบยล จิตใจคดเคี้ยว คงไม่คลายความระแวงเร็วขนาดนั้นหรอกครับ
“ถึงยังไงปีนั้นผมก็เกือบตายด้วยน้ำมือเขา แม้ตอนนี้ผมจะแกล้งเล่นละครตบตาว่าจำเื่ในอดีตไม่ได้ แต่ด้วยนิสัยขี้ระแวงของเขา ไม่ได้ปักใจเชื่อเร็วขนาดนั้น...”
ผู้าุโม่อพยักหน้าอย่างเห็นด้วย พูดด้วยน้ำเสียงเจือริ้วอารมณ์เล็กน้อย “หลานเพิ่งกลับมา ที่มีคือเวลา เื่ราวบางอย่างต้องค่อยๆ วางแผน จะใจร้อนไม่ได้...
“แต่ตายังกังวลว่าโรคของหลานจะกำเริบ...” พูดจบ สีหน้าผู้าุโก็เคร่งขรึมขึ้นมาก
ม่อเฉิงอู่คิดถึงภาพของาแเต็มร่าง เืสดๆ ไหลนองในปีนั้น จิตใจก็กระสับกระส่ายเป็ทุกข์
กู้อู๋เหยียนรู้ว่าคุณตาสงสารตัวเขา ทนไม่ได้ที่จะเห็นเขาไปััเื่ราวในอดีตพวกนั้นอีก แต่ถ้าไม่กำจัดความชั่วร้ายไปเสีย จะสามารถเริ่มต้นใหม่ได้อย่างไร แม้จะรู้ว่าหนทางนี้เต็มไปด้วยขวากหนาม เขาก็เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้อย่างดุเดือดแล้ว
“คุณตา ไม่ต้องกังวลใจ หมอบอกว่าขอแค่ผมกินยาตามเวลา ให้ความร่วมมือในการบำบัดทางจิต ก็ไม่มีปัญหาใหญ่อะไรหรอกครับ
“แถมตอนนี้ผมไม่ใช่เด็กน้อยวัยแปดขวบแล้วนะครับ ความสามารถในการรับแรงกดดันแกร่งกว่าตอนนั้นตั้งไม่รู้เท่าไร...
“คุณตาเชื่อผมนะ!!!”
ม่อเฉิงอู่จับจ้องความแน่วแน่ในแววตาและความหนักแน่นบนใบหน้าอันเยียบเย็นของกู้อู๋เหยียนแล้วรู้สึกหนักใจ เขารู้ว่าขอแค่เป็เื่ที่อีกฝ่ายตัดสินใจจะทำ ก็ไม่มีใครไปสั่นคลอนได้
“ได้ แต่ถ้าจิตใจของหลานเกิดปัญหาใดๆ ขึ้นมา ตาไม่สนว่าหลานจะทำสำเร็จตามแผนของหลานหรือเปล่า หลานจะต้องหยุดมือแล้วรับการรักษาทันทีเลยนะ”