ในขณะที่ความสุขกำลังก่อตัวขึ้นนั้นเอง ภัยร้ายของแผ่นดินต้าหมิงซึ่งถูกสั่งสมมาอย่างยาวนานก็เริ่มปะทุขึ้นโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
เนื่องจากด่านต้าถง อันเป็นปราการสำคัญซึ่งคอยป้องกันการรุกรานจากชาวมองโกลมานับร้อยปี และในวันนี้กลับถูกบุกโจมตีจากเผ่าวาลา ซึ่งเพิ่งจะมาจิ้มก้อง (進貢) ไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนมิใช่หรอกหรือ ?
ณ ราชธานีเป่ยจริง
เมื่อจักรพรรดิอิงจงทรงทราบเรื่องแล้ว จึงเรียกเสนาอํามาตย์และเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่มาประชุมกันโดยเร่งด่วนเพื่อหวังจะแก้ไขสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ให้จบสิ้นโดยเร็วที่สุด
ซึ่งขุนนางส่วนใหญ่ย่อมต้องการจะเจรจา มากยิ่งกว่าใช้กำลังทหารเข้าปะทะ
แต่ดูเหมือนราชครูหวังเจิ้งซึ่งเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ จะไม่ยอมให้เกิดการพูดคุยเพื่อลดข้อขัดแย้งนี้อย่างเด็ดขาด หาไม่แล้วย่อมถูกสาวไส้ออกจากเป่ยตี๋อ๋องจนทำให้ตนหมดสิ้นอำนาจลงได้ง่าย ๆ และแม้แต่ศีรษะบนบ่าก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ แล้วมิหนำซ้ำชัยภูมิของด่านต้าถงซึ่งอยู่แถวมณฑลชานซี (山西) ก็อยู่ไม่ไกลจากอำเภออี๋ว์โจว (蔚州) บ้านเกิดของตนซึ่งมีทรัพย์สมบัติของตนอยู่เป็นอันมาก จึงทูลขึ้นว่า
“คนเถื่อนเหล่านี้มิเคยเพียงพอมาตั้งแต่เดิม อีกทั้งภาษาก็สื่อสารกันยากทั้งวาจาก็ไม่มีความสุภาพ แต่เหตุใดพวกเราต้องว่ากล่าวกันมากความเล่า ซึ่งต้าหมิงก็มีทหารกล้าแข็งอยู่เป็นอันมากหากไม่ใช้ตอนนี้ฝีมือย่อมจะเข้าสนิมไปจนหมดสิ้นแล้ว”
อิงจงฮ่องเต้ทรงรับฟังแต่ละฝ่ายโต้เถียงกันไปกันมาก็ยังมิได้ข้อสรุป จึงรับสั่งให้สภาขุนนางให้ไปทำรายงานขึ้นมาถวายอีกครั้งในวันพรุ่งนี้
ฝ่ายหานเจียเจิง (韩家铮) ประธานสภาขุนนางและที่ปรึกษาสูงสุดขององค์จักรพรรดิ ย่อมไม่ปรารถนาสงครามตามนิสัยของบัณฑิตอย่างแน่นอน ครั้นทราบความสัมพันธ์ของจอหงวนใหม่กับองค์หญิงน้อยอันเป็นที่รักใคร่ของฮ่องเต้อิงจงผู้เป็นพระเชษฐานัก จึงคิดจะความสัมพันธ์ของชายหนุ่มเพื่อห้ามทัพต้าหมิง มิให้เข้าสู่สงครามที่ไม่จำเป็นเช่นนี้เลย
จึงได้ไปเยือนที่เรือนรับรองของหยางไคด้วยตนเอง โดยสั่งให้หยางหมิงเช่อซึ่งเป็นราชบัณฑิตตระกูลหยาง ติดตามมาพร้อมกัน
ฝ่ายหยางไคเห็นพี่ใหญ่อู๋มาเยือนถึงเรือนก็ยินดีนัก และเมื่อทราบว่าหานเจียเจิงซึ่งเป็นถึงประธานสภาฯ มาเยี่ยมเยือนด้วยตนเองก็ยิ่งรู้สึกเกรงใจนัก
ครั้นทราบวัตถุประสงค์ของคนทั้งสอง หยางไคก็ย่อมมีความเห็นด้วยถึง 9 ใน 10 ส่วน เพราะเชื่อว่าสันติสุขจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องใช้การทูตนำการทหารเท่านั้น จึงรับปากแล้วนัดหมายกันจะตนจะเป็นผู้นำหนังสือนี้เข้าไปถวายรายงานกับองค์จักรพรรดิพรุ่งนี้เช้าด้วยตนเอง
พอถึงยามซื่อ (巳 09.00) หยางไคจึงเป็นผู้ถือฎีกาขึ้นไปถวาย
ฝ่ายจักรพรรดิอิงจง ทอดพระเนตรเห็นหยางไคเข้ามาก็มีความยินดี ด้วยทรงทราบความสัมพันธ์ระหว่างพระขนิษฐากับจอหงวนผู้นี้จากเหล่าขันทีและนางกำนัลมาโดยตลอด ก็ย่อมมีวางพระทัยด้วยอีกฝ่ายกำลังจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว
ครั้นทรงอ่านรายงานจบแล้ว จึงทรงเห็นด้วยคำแนะนำของราชบัณฑิตยสภา ด้วยการส่งทูตไปเจรจากับเป๋ยตี๋อ๋องมากกว่าจะใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามให้เดือดร้อนกันทุกฝ่าย
แต่มหาขันทีหวังเจิ้งผู้มีเล่ห์เหลี่ยมรอบกาย ย่อมไม่อาจจะปล่อยให้เกิดเรื่องราวเช่นนั้นเป็นอันขาด จึงเอ่ยทูลว่า
“พระอาญาไม่พ้นเกล้า กระหม่อมมีเรื่องสำคัญที่ยังมิได้กราบทูลพระเจ้าข้า”
แม้อิงจงฮ่องเต้จะตัดสินพระทัยไปแล้วแต่ก็ยังมิได้ประกาศออกไป จึงทรงอนุญาตราชครูหวังเจิ้งเพื่ออธิบายเรื่องสำคัญที่ว่านั้น
หวังเจิ้งได้โอกาสแล้วจึงทูลว่า
“เป่ยตี๋อ๋องทูลขอสตรีสูงศักดิ์เพื่อเสกสมรสกับบุตรชายของตนเรื่องนี้พระองค์ทรงทราบดีอยู่แล้ว แต่มีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งพระองค์ยังมิทราบเรื่องก็คือ อีกฝ่ายมีประสงค์องค์หญิงหย่งชิงพระขนิษฐาในสมเด็จพระจักรพรรดิอิงจงเท่านั้นพระเจ้าข้า”
จากคำพูดเพียงฝ่ายเดียวของหวังเจิ้ง ย่อมสามารถสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นแก่อิงจงฮ่องเต้อย่างแน่นอน จนพระองค์กระแทกเสียงขึ้นว่า
“อ้ายคนเถื่อน มันช่างโอหังบังอาจ!! จงเตรียมกำลังทหาร แล้วเร่งยกทัพใหญ่ออกไปใน 7 วัน!!”
แต่สำหรับหยางไคซึ่งเฝ้าดูพฤติกรรมของหวังเจิ้งอยู่ ทั้งยังรู้สึกไม่เป็นมิตรต่อมหาขันทีผู้นี้มาตั้งแต่ต้น ย่อมมีความรู้สึก ต่อสิ่งที่อีกฝ่ายพูดขึ้นมาแตกต่างออกไป เพราะถ้อยคำดังกล่าวจะส่งผลต่อโดยความรู้สึกของตนที่มีต่อองค์หญิงหย่งชิงมากมายก็ตามที แต่ตนก็มิอาจให้ค่าของอารมณ์จนสูงส่งเหนือกว่าเหตุและผลเป็นอันขาด จึงทูลทัดทานไปว่า
“นับเป็นเรื่องแปลกที่เป๋ยตี๋อ๋องจะกล่าวเช่นนั้น และหากประสงค์เช่นนั้นจริงย่อมต้องทูลขอโดยตรงกับพระองค์มิใช่หรอกหรือพระเจ้าข้า”
อิงจงฮ่องได้เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ครุ่นคิดในพระทัยอยู่
แต่ฝ่ายหวังเจิ้งเดิมทีเดียวยังคาดหวังว่าจอหงวนซึ่งสมควรจะเป็นฝ่ายดิ้นรนเพื่อปกป้ององค์หญิงหย่งชิงเสียมากกว่ากลับกล่าวทันทานเช่นนั้นก็ให้ประหลาดใจ จึงเริ่มปรับเปลี่ยนอุบายจากการชักจูงเป็นการทำลายในทันที
แล้วจึงตอบไปว่า
“การเจรจาเป็นการลับ ซึ่งข้าพเจ้าผู้ภักดีย่อมมิต้องการให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท จึงมิได้กราบทูลแต่แรก ท่านจอหงวนซึ่งไม่มีความเดือดร้อนเจ็บแค้นในเรื่องนี้ ย่อมมิอาจเข้าใจได้ดอก!!”
หยางไคได้ฟังอีกฝ่ายเจรจาเช่นนั้นก็เร่งเห็นเห็นจุดอ่อนของมหาขันที จึงถามจี้ไปอีกว่า
“การเจรจาที่รู้แต่เพียงท่านผู้เดียว ย่อมจะขาดน้ำหนักเป็นอันมาก ซึ่งเรื่องนี้สำคัญต่อราชการแผ่นดินนัก ข้าพเจ้าแม้เจ็บแค้นแต่ขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว!!”
แต่หวังเจิ้งเจ้าแผนการนั้น ย่อมเชี่ยวชาญในการทำทุจริตทั้งยังไม่ถือคุณธรรมใด ๆ มาตั้งแต่แรก จึงยืนยันด้วยวาจาและแววตาอันซื่อตรงว่า
“ข้าพเจ้าขอยืนยันคำพูดนั้น อีกทั้งยังมีพยานซึ่งอ้างอิงได้ด้วย !!”
กล่าวจบก็มีขันทีน้อยใหญ่อีก 5 - 6 คน ออกหน้ายืนยันว่าตนก็ได้ยินเช่นเดียวกัน
หยางไคซึ่งรู้ดีว่าเผ่าวาลานั้นมีภาษาเป็นของตนเองและมีชาวฮั่นเพียงน้อยคนเท่านั้นจะพูดได้และฟังออก แต่ขณะจะถามออกไป อิงจงฮ่องเต้กลับตรัสถามหยางไคด้วยพระองค์เองก่อนว่า
“จอหงวนรู้จักชายที่ชื่อ ‘หยางจื่อเหา’ หรือไม่ ?”
หยางจื่อเหาคือจอมยุทธสองแห่งตระกูลหยางซึ่งหยางไคย่อมรู้จักและสนิทสนมกันเป็นอย่างดี ทั้งตนยังเคยเป็นผู้สอนกวดวิชาเพื่อใช้การสอบถงชื่อแก่เขาอีกด้วย หยางไคจึงพยักหน้ารับว่ารู้จักแล้วทูลว่า
“หยางจื่อเหานั้นประหนึ่งพี่ชายของเกล้าหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”
อิงจงฮ่องเต้ เมื่อได้ฟังคำตอบจึงตรัสว่า
“หยางจื่อเหาเป็นนายด่านต้าถงและได้ขอความช่วยเหลือมายังราชธานี หากแม้นเราล่าช้าไปกว่านี้ย่อมมีอันตราย แล้วจอหงวนจะยังมิยอมให้เรายกทัพไปช่วยเหลืออีกเช่นนั้นหรือ ?”
แต่หยางไคซึ่งถูกปลูกฝังความรักชาติมาตั้งแต่เด็ก จึงทูลตอบไปว่า
“คนตระกูลหยางสละชีพเพื่อชาติถือเป็นเรื่องอันมีเกียรติ พระองค์อย่าทรงกังวลเลยพระเจ้าข้า”
ฮ่องเต้อิงจงเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ทรงกริ้วนัก จึงตวาดไปว่า
“เจ้าไม่ปกป้องพี่น้องของข้า แต่ข้าจะปกป้องพี่น้องของเจ้าให้เอง!!”
จากนั้นจักรพรรดิอิงจงจึงประกาศว่าจะทรงนำทัพด้วยพระองค์เอง และจะเคลื่อนทัพเร็วยิ่งขึ้นจาก 7 วัน เหลือเพียง 3 วันเท่านั้น!!
ฝ่ายหวังเจิ้งนั้นเห็นเจ้าชีวิตรับสั่งแข็งขันก็ได้ทีแล้ว จึงทูลขึ้นอีกว่า
“กำลังทหารของเผ่าวาลานั้นมีเพียง 4 หมื่นนาย ข้าพเจ้าขออาสาเกณฑ์ทัพ 40 หมื่น เพื่อพระองค์ได้ทรงกรีธาทัพใหญ่ให้สมดังพระเกียรติภูมิของพระองค์พระเจ้าข้า”
อิงจงฮ่องได้ได้ฟังราชครูหวังเจิ้งกล่าวเช่นนั้นก็รู้สึกมีพระทัยฮึกเหิมนัก
แต่แม้นหยางไคจะสำนึกว่า ‘ผิดท่า’ แต่ยังไม่ยอมแพ้ จึงทูลทัดทานขึ้นอีกว่า
“พระอาญาไม่พ้นเกล้า ขอพระองค์ทรงพิจารณาใหม่ด้วยเถิดพระเจ้าข้า”
ฝ่ายขุนนางทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ล้วนก้มศีรษะกราบกรานลงไปทุกคน เพื่อทูลทัดทานเจ้าชีวิตซึ่งทรงตัดสินพระทัยเช่นนี้
แต่หวังเจิ้งย่อมไม่ปล่อยโอกาสดี ๆ เช่นนี้หลุดลอยไปเป็นอันขาด จึงวิ่งเข้าไปยังกลุ่มขุนนางแล้วกล่าวยุยงขึ้นอีกว่า
“จงรีบลุกขึ้นเถิด ด้วยพวกท่านล้วนมิใช่ ‘คนพิเศษ’ หากแม้นก้าวก่ายข้อวินิจฉัย ย่อมต้องถูกลงอาญาหนักเป็นแน่”
อิงจงฮ่องเต้ย่อมทราบความนัยจากราชครูเป็นอย่างดี และหากปล่อยให้จอหงวนก้าวล่วงพระราชอำนาจมากไปกว่านี้ ย่อมเป็นเรื่องเสื่อมพระเกียรติจนจอหงวนไม่อาจพ้นโทษตายเป็นแต่ จึงจำเป็นต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลมไปว่า
“องครักษ์ จงเอาตัวจอหงวนไปคุมขังไว้ หากเราเสร็จจากศึกใหญ่กลับมาแล้วจึงจะค่อยพิจารณาโทษ!!”
หยางไคซึ่งเคยปีนป่ายจากจุดต่ำสุดจากการเป็นเพียงคนทำสวน สู่จุดสูงสุดด้วยการเป็นถึงจอหงวนของแผ่นดิน แต่บัดนี้ก็ร่วงหล่นจากจุดสูงสุดลงมาสู่จุดต่ำที่สุด ด้วยการเป็นผู้ต้องโทษและถูกคุมขังในวังหลวงในวันนี้แล้ว..