“ม้าเร็วนำสารมาจากหัวเมืองเหนือพ่ะย่ะค่ะ”น้ำเสียงคุ้นเคยเอ่ยขึ้นผ่านฉากกั้นในหน้าห้องทรงอักษร
“ว่าอย่างไร”พระเนตรที่คร่ำเคร่งอยู่กับตัวหนังสือตรงหน้า ฉายแววกระหายรู้ในความ
“ทัพแดนเหนือภายใต้การนำทัพของนายกองเซวียนจางหย่งได้ตีชนเผ่านอกด่านจนแตกสานซ่านเซ็น ไม่อาจกลับมารวมก๊กเหล่าได้อีกบัดนี้หัวเมืองแดนเหนือกลับสู่สภาพปกติแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ทันทีได้ยินเนื้อความ องค์ฮ่องเต้ก็ลุกออกจากห้องทรงอักษรอย่างรีบร้อน
“ข้าจะแต่งราชโองการ”น้ำเสียงเด็ดขาดแฝงด้วยความยินดีจนอู๋กงกงััได้ จึงรีบเอ่ยสั่งการอย่างเร่งรีบให้ขันทีในสังกัดได้ไปจัดแจง
“แจ้งราชบัณฑิตให้มาที่ท้องพระโรง”
“ขอรับกงกง”
…
“นายกองเซวียนจางหย่งรับราชโองการ”ม้าเร็วนายหนึ่งไถลตัวลงจากหลังมาสีดำก่อนที่เซวียนจางหย่งจะคุกเข่าลงต่อหน้ากระดาษผืนกว้างที่ประทับตราักำกับเอาไว้
ม้าเร็วคลี่กระดาษผืนกว้างออกเสียงอ่านราชโองการเซวียนจางหย่งก้มหน้าคำนับรับราชโองการและเมื่อม้าเร็วได้แจ้งราชโองการที่นำมาเป็การเรียบร้อยเขาก็ควบม้ากลับไปตามทางที่จากมา
…
การกลับเข้าเขตพระราชฐานครั้งแรกหลังจากแต่งทัพออกไปยังหัวเมืองเหนือของเซวียนจางหย่ง เรียกเสียงโห่ร้องสรรเสริญของราษฎรให้ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณประตูชัยในทันทีที่ขบวนทัพของวีรบุรุษของแคว้นจิ้งเคลื่อนผ่านทวารบาลประจำด่านจึงแต่งมหาดเล็กให้นำข่าวการมาของทัพเซวียนจางหย่งส่งเข้ายังวังหลวงในทันที
อู๋กงกงพยักหน้ารับรู้เมื่อรับสารที่มหาดเล็กนำมาบอกก่อนที่จะเร่งฝีเท้าของตนไปยังหออักษรที่ฮ่องเต้ทรงประทับอยู่
“เซวียนจางหย่งเคลื่อนทัพมาถึงประตูเมืองหลวงแล้วพ่ะย่ะค...”อู๋กงกงแจ้งข่าวต่อองค์ฮ่องเต้ในทันทีที่เขามาถึงหน้าห้องทรงอักษร
ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยได้จนจบชายผู้ทรงฉลองพระองค์สีทองริ้วลายัก็ปรากฏร่างต่อหน้าอู๋กงกงด้วยสีหน้าอิ่มสุขทั้งแววตาก็ส่อแววแย้มยิ้ม
“ท่านจงไปแจ้งไทเฮา”ยังไม่ทันที่อู๋กงกงจะค้อมตัวรับพระราชประสงค์ผู้ทรงฉลององค์ริ้วชายทองก็ก้าวพลิ้วไปข้างหน้าจนอู๋กงกงก้าวยาวตามแทบไม่ทัน
“ฝ่าา”
“ไม่ต้องละ ข้าจะไปหาไทเฮาเอง ท่านจงไปจัดแจงให้จางหย่งไปหาข้าทันทีที่เข้าเขตวังหลวงละกัน”อู๋กงกงค้อมตัวลงรับพระราชประสงค์อีกครั้งก่อนที่จะหันไปบอกกับมหาดเล็กให้ไปแจ้งแก่ทัพของเซวียนจางหย่งที่กำลังเคลื่อนเข้ามา
…
ฉลองพระองค์สีทองพลิ้วไหวตามจังหวะพระราชดำเนินอย่างเร่งร้อนมุ่งหน้าสู่วังโซ่วคังกงด้วยเส้นทางลัดเลาะอันคุ้นเคยที่ใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งก้านธูป
“ฮ่องเต้เสร็จ”เสียงออกขานของมหาดเล็กหน้าประตูวังเป็ไปอย่างประดักประเดิดรีบร้อนด้วยฮ่องเต้ทรงเสร็จอย่างฉุกละหุกไม่ทันได้ตั้งตัวพานให้หลี่กงกงเร่งฝีเท้าเข้าทูลแก่ไทเฮาแต่ก็ไม่ทันจะได้กราบทูลองค์ฮ่องเต้ก็เสร็จผ่านประตูเข้ามาปรากฏต่อหน้าองค์ไทเฮาในเวลาเดียวกัน
“ฝ่าาเร่งร้อนเช่นนี้มีเหตุอันใดกัน”พระพักตร์งามแจ่มของไทเฮาทรงแย้มพระโอษฐ์
“ไทเฮาขออภัยที่ลูกมาอย่างไม่ได้บอกกล่าว ลูกดีใจเสียจนไม่อาจรอให้อู๋กงกงมาแจ้งข่าวเื่ที่จางหย่งจะถึงวังหลวงในหนึ่งชั่วยามนี้”
“จางหย่ง” ไทเฮาทวนชื่อที่ได้ยินั์ตาของพระนางฉายประกายแวววาว ด้วยนานถึงสามหนาวแล้วที่นางไม่ได้พบเจอหลานชายตลอดเวลาที่ยกทัพไปกรำศึกยังหัวเมืองเหนือ
“ลูกจะจัดงานแต่งตั้งให้จางหย่งเป็ไท่เว่ย์[1]ท่านแม่คิดเห็นอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้ว...กั๋วกงล่ะฝ่าายังไม่ได้ปลดเขาออกจากตำแหน่งมิใช่หรือ”ถึงแม้สีหน้าของไทเฮาจะปริ่มไปด้วยรอยยิ้มแต่เมื่อได้ยินความประสงค์ขององค์ฮ่องเต้ก็อดที่จะค้านในสิ่งที่อาจจะผิดประเพณีจนอาจเป็เหตุให้เสนาบดีต่างๆ คัดค้านได้
“ลูกจะเรียกเสนาบดีเข้าสภาเพื่อชี้แจงการปลดไท่เว่ย์ก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
“ทำถูกแล้วฝ่าา”
และทันทีที่ฮ่องเต้เสด็จพระราชดำเนินออกจากตำหนักโซ่วคังกงจึงได้มีรับสั่งให้อู๋กงกงไปแจ้งแก่องค์ฮองเฮาให้ตระเตรียมงานฉลองเกียรติแต่งตั้งไท่เว่ย์ให้สำเร็จภายในสามวัน
…
วังหลวงถูกเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดราวกับเนรมิตหลังจากสามวันหลังจากที่เสนาบดีต่างก็เห็นพ้องกับพระราชประสงค์ขององค์ฮ่องเต้เขตพระราชฐานชั้นในจึงได้ถูกประดับประดาด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ที่สวยสดงดงามในยามต้องแสงอาทิตย์และเฉิดฉายสุกสว่างด้วยแสงจากโคมแดงในยามค่ำคืนทุกซอกมุมทุกหย่อมหญ้าล้วนสว่างราวกับสวน์ขององค์เง็กเซียนด้วยความใส่ใจขององค์ฮองเฮา
“พลุไฟถูกทยอยนำเข้ามาแล้วเ้าค่ะ”ลู่กงหนี่ว์[2]กราบทูลสิ่งที่ฮองเฮาตั้งใจจะมอบให้สมกับฐานะและความกล้าหาญของไท่เว่ย์คนใหม่
“หม่อมฉันสั่งพลุไฟมาจุดฉลองด้วยเพคะ”น้ำเสียงอ่อนเอ่ยพูดกับผู้เป็พระสวามี
“เพราะฮองเฮาใส่ใจงานจึงเป็ไปได้อย่างราบรื่นขอบใจเ้ายิ่งนัก”
“หามิได้เพคะฝ่าา”
…
“นับั้แ่เซวียนกั๋วกงขอพระราชทานพระาานุญาตไปกรำศึกยังหัวเมืองเหนือตำแหน่งไท่เว่ย์ก็ร้างอยู่เช่นนั้นเป็เวลายาวนานด้วยหามีผู้ใดสามารถเชี่ยวชาญชำนาญการรบได้เทียบเท่าข้าจึงไม่แต่งตั้งใครขึ้นแทนทว่าวันนี้เซวียนจางหย่งผู้เป็บุตรเติบใหญ่เชี่ยวชาญการรบและกล้าหาญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเซวียนกั๋วกงข้าฉินเยวี่ยจั้นฮ่องเต้แห่งแคว้นจิ้งจึงขอปลดเซวียนกั๋วกงจากตำแหน่งไท่เว่ย์และแต่งตั้งให้เซวียนจางหย่งขึ้นเป็ไท่เว่ย์แทน”พระสุรเสียงขององค์ฮ่องเต้ก้องดังลานพลับพลาที่บัดนี้คลาคล่ำไปด้วยเหล่าเสนาบดีราชบัณฑิต และตัวแทนจากแคว้นต่าง ๆ ที่มาร่วมเป็พยาน
[1]หรือสำเนียงฮกเกี้ยนเรียกไทอุย แปลตรงตัวว่า มหาเสนา (จีน: 太尉;พินอิน:Tàiwèi;อังกฤษ:GrandCommandant) เป็ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดในจีนโบราณ
[2] หรือนางกำนัลรับใช้ภายในวังหลวงคอยทำหน้าที่รับใช้องค์จักรพรรดิ พระภรรยาต่างๆ และเชื้อพระวงศ์ รวมถึงทำงานจิปาถะต่างๆทั้งหมดภายในวัง