ติงเซิ้นซามีสีหน้าและน้ำเสียงได้ใจแบบสุดๆ “คนอย่างข้าแม้ไม่มีข้อดีอื่น แต่ก็รู้ว่าตัวเองต้องแก้ไขนิสัยที่ผิดไปและเรียนรู้ที่จะเลียนแบบคนที่เก่งกาจ หลังจากที่เจ้าสำนักอันล้มข้าข้าเจ็บปวดจนนึกขึ้นได้ รู้ว่าตัวเองสู้เจ้าไม่ได้จริง ๆฉะนั้นจึงอยากรีบก้าวตามเจ้าและเรียนรู้เหมือนเจ้า”
เขาชี้ไปยังแผ่นป้าย“เจ้าสอบเข้าสำนักวรยุทธ์ชาง ข้าก็เข้าสำนักวรยุทธ์ชาง เจ้าก่อตั้งสำนักของตัวเองข้าก็ก่อตั้งสำนักขึ้น เจ้าเลือกตั้งสำนักที่นี่ ข้าก็จะเลือกตำแหน่งที่ตั้งตรงนี้เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ระยะห่างระหว่างเราก็คงน้อยลงสินะ”
ตู้โซ่วโซ่วพุ่งไปด้านหน้า “มารดามันเถอะ”
อันเจิงยื่นมือออกไปขวางตู้โซ่วโซ่วเอาไว้ จากนั้นก็ยกมือคารวะ“อย่างนั้นก็ยินดีกับเจ้าสำนักติงด้วยละกัน”
ติงเซิ้นซาหัวเราะเสียงดัง “มิกล้า ๆขอบคุณ ๆ จริงด้วย เจ้าสำนักอันยังไม่ได้บอกเลยว่า ชื่อสำนักของข้าเป็นอย่างไร?”
อันเจิงชูนิ้วโป้ง “ไพเราะจริง ๆ”
ติงเซิ้นซายกมือคารวะ “ขอบคุณในเมื่อเจ้าสำนักอันบอกว่าไม่เลว นั่นก็แปลว่าชื่อนี้ดีจริง ๆ เมื่อเป็นแบบนี้ข้าจะให้คนรีบแขวนป้ายขึ้น เมื่อทุกคนเห็นก็คงสุขใจ ใช่หรือไม่?”
อันเจิงยื่นมือออกไปทำท่าเชิญจากนั้นก็ลากตู้โซ่วโซ่วเดินกลับเข้าไปด้านใน
ตู้โซ่วโซ่วพูดด้วยความโมโห “จะปล่อยไปอย่างนี้รึ? นี่มันหยามมาถึงหน้าสำนักเราแล้วนะ”
อันเจิงส่ายหน้า “ไม่รีบ ๆ”
“นี่ไม่เหมือนอันเจิงที่ข้ารู้จักสักนิดตอนที่อยู่โลกมายาพวกเรามีพละกำลังที่อ่อนแอแต่เมื่อมีคนมารังแกถึงที่พวกเราก็ไม่เคยอดกลั้นเจ้ายังจำเรื่องที่เจ้าอัดพวกกลุ่มอันธพาลนั่นได้หรือไม่ตอนนั้นเจ้าถือมีดอยู่หน้าประตูบ้าน มาคนหนึ่งก็ฆ่าคนหนึ่ง”
อันเจิงยิ้ม “เรื่องบ้า ๆแบบนั้นข้าจะลืมได้อย่างไร”
ตู้โซ่วโซ่วชี้ไปยังด้านนอก “แต่ตอนนี้เจ้านั่นรังแกเราถึงขั้นนี้แล้วนะเจ้าไม่โมโหได้อย่างไร ข้ารู้ว่าตอนนี้เจ้าบาดเจ็บอยู่ แต่จะอัดมันก็ไม่จำเป็นต้องถึงมือเจ้าต่อให้ข้าจะจัดการมันไม่ได้ก็ยังมีเชียนเยว่ ข้าไม่เชื่อว่าพลังที่เชียนเยว่มีจะอัดมันให้ตายไม่ได้”
อันเจิงพูดอย่างสงบ “รอเขามาหาเรื่องก่อนค่อยว่ากันเจ้าส่งคนไปตามเถ้าแก่ลี บอกให้พวกเขาอย่าเพิ่งรีบย้ายออกนอกเมือง ให้เขาหาที่พักก่อนหนึ่งคืนแล้ววันพรุ่งนี้ค่อยย้ายกลับเข้ามาก็พอ”
ตู้โซ่วโซ่วมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที“อัดมันคืนนี้?”
อันเจิงถอนหายใจ“ใช้คำพูดให้มันดูดีหน่อยได้หรือไม่?”
ตู้โซ่วโซ่วชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นก็เปลี่ยนน้ำเสียงในการพูด “อัดมันคืนนี้?”
อันเจิงส่ายหน้าหัวเราะพร้อมเดินจากไป
เมื่อเดินเข้าไปด้านใน อันเจิงก็เห็นว่าที่ใต้ต้นไม้มีเสี่ยวชีเต้ากำลังนั่งบนเก้าอี้และตั้งใจฟังในมือกู้เฉาโถงถือตำราอยู่และกำลังสอนอย่างตั้งใจ ด้านนอกวุ่นวายขนาดนั้นแต่ทว่าทั้งสองกลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย
อันเจิงเดินไปยืนข้างเขาครู่หนึ่งเมื่อกู้เฉาโถงหันมามองอันเจิงก็พูดขึ้น “เจ้าสำนักอัน มาตั้งแต่เมื่อไหร่”
อันเจิงยิ้ม “เพิ่งมาถึงเมื่อครู่อีกสองวันจะสอบคัดเลือกแล้ว?”
กู้เฉาโถงพูด “ใช่...ฉะนั้นจึงไม่กล้าทำให้การเรียนของเสี่ยวชีเต้าช้าใช้เวลาสองวันนี้ สอนได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี หากข้าไปแล้วก็ไม่รู้ว่าอีกกี่วันกว่าจะได้กลับมา”
อันเจิงถามขึ้น “หากเป็นวิทยาลัยขั้นสูงเกรงว่าจะไม่มีที่พักที่เหมาะสม กลับมาพักที่นี่เป็นอย่างไร? ข้าดูออกว่าเสี่ยวชีเต้าก็ชอบเจ้าเป็นพิเศษรออีกหน่อยเจ้ามีที่พักที่แน่นอนแล้วค่อยย้ายออกไปก็ยังไม่สาย”
กู้เฉาโถงลังเลครู่หนึ่ง “กลัวแต่จะเป็นการรบกวนเจ้าสำนักมากเกินไปข้าอยู่ที่นี่ กินอยู่ก็ไม่เสียเงิน...”
อันเจิงโบกมือ “ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นจริงด้วย ข้าได้ยินว่าเจ้ามักจะไปกินข้าวที่ร้านของคนที่เคยโกงเจ้า? ทำไม ไม่คิดแค้นคนที่เคยรังแกเจ้าหรือ?”
กู้เฉาโถงส่ายหน้า “พวกเขาก็ไม่นับว่าเป็นคนชั่วเจ้าสำนักอันหางานที่สุจริตให้ ช่วงนี้พวกเขาก็ลำบากไม่น้อยถึงแม้กับข้าวจะทำได้ไม่อร่อยนัก แต่ก็คงจะไม่ปล่อยให้พวกเขาค้าขายไม่ได้หรอกใช่หรือไม่ไปกินวันละมื้อ เงินที่เจ้าสำนักอันให้มาก็ยังใช้ไม่หมด”
อันเจิงพยักหน้า “อาจารย์ใจกว้างจริง ๆ”
กู้เฉาโถงยิ้มอย่างเขินอาย“ใจกว้างที่ไหนกัน เจ้าสำนักอันน่ะแหละที่ใจกว้าง”
ขณะกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นด้านนอกก็วุ่นวายอย่างกะทันหัน ผ่านไปไม่นาน ตู้โซ่วโซ่วก็พาตัวชายกำยำที่หน้าตาปูดบวมเข้ามาและนั่นก็คือชายกำยำที่เคยรังแกกู้เฉาโถงนั่นเอง ช่วงนี้คนเหล่านั้นเปิดร้านอาหารเล็กๆ และทำมาหากินอย่างสุจริต กิจการก็ถือว่าพอไปได้ แน่นอนว่าได้รับการดูแลจากคนในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์
หัวหน้าชายกำยำมีชื่อว่าหลิวเจาลู่ เขาเดินเข้ามาพร้อมกับตู้โซ่วโซ่วด้วยสภาพหน้าปูดบวมหนึ่งข้าง
“เกิดเรื่องอะไร?” อันเจิงถาม
หลิวเจาลู่อ้าปากค้าง “ท่านอัน...ข้ารู้ว่าเรื่องนี้ไม่ควรมาวุ่นวายกับท่านแต่ก็กลัวว่าหากจากไปแบบนี้จะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นที่ท่านมีต่อเรา ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่อยากทำการค้าอย่างสุจริตแต่เป็นเพราะไม่อาจอยู่ต่อได้ พวกที่เพิ่งย้ายมาไม่มีเหตุผลเอาเสียเลยเมื่อครู่พวกเขาบุกเข้ามาในร้านข้า บอกให้พวกข้าไสหัวไปในเร็ว ๆ นี้”
อันเจิงพยักหน้ารับ “เจ้ากลับไปคิดมาทั้งหมดนี้เกิดความเสียหายเป็นเงินเท่าไหร่”
กู้เฉาโถงพูด “ข้าไปกับพวกเขาดีกว่าจะได้คิดละเอียดขึ้น”
หลิวเจาลู่ยกมือคารวะ“ขอบคุณอาจารย์กู้...เมื่อก่อนเราทำแต่เรื่องที่เกินเลย ทำให้ผิดใจกับอาจารย์กู้ข้าคิดมาเสมอว่าวันหนึ่งจะมาขอโทษเจ้าด้วยตัวเอง หลังจากนี้ ข้าก็คิดว่าคงไม่มีโอกาสนั้นแล้ววันนี้จึงขอกล่าวขอบคุณเจ้าเลยแล้วกัน”
เขายกมือคารวะ “ขอโทษอาจารย์กู้”
กู้เฉาโถงรีบประคองตัวหลิวเจาลู่“ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้น ไปเถอะ ข้าจะไปช่วยเจ้าดูว่าเสียหายเท่าไหร่”
ทั้งสองเดินประคองกันออกไป ดูจากแผ่นหลังของหลิวเจาลู่ช่างดูราวกับคนพ่ายแพ้
ตู้โซ่วโซ่วพูดด้วยความโมโห“นี่เจ้ายังทนอยู่อีกหรือ? ด้านนอกไม่เพียงแค่ร้านอาหารของหลิวเจาลู่คนเดียวนะที่โดนไอ้ชั่วติงเซิ้นซานั่นพังเพียงแค่เป็นกิจการที่ได้รับการดูแลจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ คนพวกนั้นก็บุกเข้าไปทั้งนั้นและบังคับให้เถ้าแก่ย้ายออกหากไม่ยอมย้ายออก ทั้งร้านและคนก็จะถูกอัดเละ”
อันเจิงตอบรับ “เจ้าออกไปดูข้างนอกทั้งหมดมีกี่ร้านที่เสียหาย”
ตู้โซ่วโซ่วถาม “แล้วสรุปเจ้าสนใจหรือไม่”
อันเจิงพยักหน้า “เมื่อครู่ได้ข่าวมาเพราะคนส่วนใหญ่ในกรมพิธีการรับเงินใต้โต๊ะจากชาวโยว ทำให้ต่างก็ถูกลงโทษจนหมดคนเดียวที่หลงเหลืออยู่นั่นก็คือติงวู่ บิดาของติงเซิ้นซาและตอนนี้ก็เลื่อนขั้นเป็นเสนาบดีของกรมพิธีการแล้ว ข่าวนี้เพิ่งถูกปล่อยออกมาไม่นานติงเซิ้นซาก็ออกมาก่อกวนแล้ว ฉะนั้นข้าอยากรออีกหน่อย”
ตู้โซ่วโซ่วพูดด้วยความโมโห “นี่เหมือนไม่ใช่เจ้าเลย!”
อันเจิงยิ้มแล้วพูด“ยังจำคำที่ก่อนหน้านี้ข้าพูดกับเจ้าได้หรือไม่? เป้าหมายที่เราตั้งสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์คืออะไร?”
ตู้โซ่วโซ่วพูดเสียงดัง “จำได้ทุกคำเจ้าเคยบอกว่า ที่พวกเราตั้งสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เป้าหมายก็เพื่อให้คนที่ทำดีได้มีชีวิตที่ดี มีเนื้อกิน มีเหล้าชั้นดีดื่ม ได้สวมชุดใหม่ได้ใช้ชีวิตที่ดี จากนั้นก็ส่งคนชั่วลงนรก ไม่มีการไว้หน้าใครทั้งนั้น”
อันเจิงตบบ่าของตู้โซ่วโซ่ว “เชื่อข้าคำพูดพวกนี้ข้าก็ไม่เคยลืม”
ตู้โซ่วโซ่วพยักหน้า “ข้าก็แค่โมโห เจ้านั่นรังแกกันมากเกินไปหากเพียงแค่รังแกพวกเรา เจ้าบอกให้ทนข้าก็จะทน แต่ผู้คนที่เปิดกิจการด้านนอกนั้นผิดอะไร? ที่ที่พวกเขาเช่าก็คือที่ของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ไม่เคยค้างค่าเช่าสักครั้ง แต่ตอนนี้กลับต้องถูกไล่ไปอย่างไม่มีเหตุผล”
อันเจิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ “ข้าไปดูเตาหลอมโอสถของหลิวซีก่อนก็แล้วกันเจ้าไปดูพวกคนที่ถูกรังแก ทุกร้านเสียหายเป็นเงินเท่าไหร่ ให้อาจารย์กู้จดไว้ทั้งหมด”
เมื่อพูดจบเขาก็เดินจากไปเหลือเพียงแค่ตู้โซ่วโซ่วที่กำลังชะงักอยู่
ด้านในตราประทับท้าทายสวรรค์มีพลังอบอวลไปทั่วต่อให้ตราประทับท้าทายสวรรค์จะเป็นของวิเศษระดับสีม่วง แต่ก็ไม่อาจจะปิดกั้นกลิ่นอายเหล่านี้ได้ทั้งหมดยังมีกลิ่นอายบางส่วนที่หลุดรอดออกมา แต่โชคดีที่กลิ่นอายนี้จางมากแล้วไม่เช่นนั้น อาจนำมาซึ่งความสนใจจากผู้ฝึกพลังวัตรมากมาย
ขณะที่อันเจิงเข้าสู่ตราประทับท้าทายสวรรค์ ภายในก็เต็มไปด้วยหมอกครึ้มอันเจิงก้มหน้ามองพื้น มดน้อยที่แข็งแรงนั้นกำลังจะคลานผ่านเส้นทางนี้แล้วมันใช้เวลาหลายปี ในที่สุดก็จะข้ามผ่านมันไปได้ พลังที่อบอวลและพัดผ่านเหมือนดั่งคลื่นลมมดตัวนี้เกาะพื้นถนนแน่นจึงไม่ถูกซัดลอยออกไป
อันเจิงโค้งตัวลงและใช้มือบังคลื่นลมให้มดน้อยไม่นานคลื่นลมก็รุนแรงมากขึ้น ชุดของอันเจิงถูกพลังลมซัดจนปลิวไปมา ต้นหญ้ารอบ ๆก็ถูกคลื่นลมนี้ซัดจนถอนออกมาจนหมด พลังลมซัดอยู่ภายในตราประทับท้าทายสวรรค์ ทำให้ทั่วทั้งตราประทับเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย
หลังสี่ถึงห้านาทีผ่านไปคลื่นลมถึงจะจางลง อันเจิงยกมือขึ้นพลางมองมดเดินจากไปอย่างปลอดภัย หลายปีมานี้การฝึกพลังวัตรในตราประทับท้าทายสวรรค์ก็จะมีมดตัวนี้คอยอยู่ข้าง ๆ พวกเขาเสมอตรงกันข้าม ถือว่าอันเจิงและพวกก็เป็นเหมือนคนนอกส่วนมดตัวนี้ก็คือสัตว์ที่เกิดขึ้นในนี้ตั้งแต่แรกแล้ว
แม้กระทั่งผู้เฒ่าฮั่วก็ไม่มีทางเข้าใจว่าตราประทับท้าทายสวรรค์ที่เขาสร้างจะมีมดอยู่ได้อย่างไร
สิ่งของบางอย่างที่เปล่งประกายลำแสงสีม่วงกำลังลอยอยู่กลางอากาศเพราะแสงนี้แยงตามาก ฉะนั้นจึงดูไม่ออกว่ามันคืออะไรกันแน่มันดูเหมือนเป็นเด็กที่สะอาดและบริสุทธิ์ ล่องลอยอยู่กลางอากาศอย่างสงบแต่กลับส่งพลังที่น่าพิศวงออกไปรอบด้าน อันเจิงรู้สึกได้กระทั่งกลิ่นอายของชวีหลิวซีที่ปะปนอยู่ท่ามกลางลำแสงสีม่วงนั้น
ชวีหลิวซีที่มีใบหน้าตื่นเต้นยื่นมือออกไปแตะลำแสงสีม่วงลำแสงที่เปล่งประกายกะพริบทันที ราวกับเกรงกลัวอะไรบางอย่างสุดท้ายก็หล่นลงกลางมือของชวีหลิวซี
ลำแสงสีม่วงจางลงมากแล้วอันเจิงที่ยืนอยู่ไกลออกไปจึงดูออกว่านั่นคือเตาหลอมโอสถชิ้นเล็กที่มีลำแสงสีม่วงล้อมรอบก่อนหน้านี้เตาหลอมโอสถดาวทองขั้นสูงมีขนาดเจ็ดสิบเซนติเมตรโดยประมาณ แต่ตอนนี้เตาหลอมโอสถตรงหน้ามีขนาดเล็กกว่าสี่สิบเซนติเมตรมันมีรูปลักษณ์สวยงามและโดดเด่นจนไม่อาจเปรียบเปรยได้
ภายใต้ลำแสงสีม่วงจากเตาหลอมโอสถยังมีลำแสงสีทองปะปนอยู่บนเตาหลอมโอสถมีลายหงส์ฟ้า ซึ่งแตกต่างไปจากเตาหลอมโอสถในตอนแรกอย่างสิ้นเชิงหงส์ฟ้านั่นดูแล้วช่างเหมือนมีชีวิต คล้ายกับมันสามารถบินออกมาจากเตาหลอมโอสถแล้วพุ่งขึ้นฟ้าได้ตลอดเวลา
ผู้เฒ่าฮั่วที่ยืนด้านข้างมองด้วยความตื้นตันจนไม่รู้จะพูดอะไรมุมปากยังคงกระตุกขึ้นอย่างต่อเนื่อง “สำเร็จ...สำเร็จแล้ว! คิดไม่ถึงเลยว่ามันจะสำเร็จได้ในครั้งเดียว!ต้องรู้ว่าการหลอมของวิเศษระดับสีม่วงจะสำเร็จได้ไม่ใช่คนกำหนดแต่มันคือกำหนดจากฟ้า! หากฟ้าไม่ช่วยละก็ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ไม่อาจสำเร็จได้ตอนนั้น เพื่อเตรียมตัวสร้างของวิเศษระดับสีม่วง ข้าใช้เวลาหลายสิบปี ทั้งยังล้มเหลวหลายสิบครั้งกว่าจะสำเร็จได้แต่ครั้งนี้สำเร็จได้ในครั้งเดียว!”
ชวีหลิวซีก็ตื้นตันจนพูดไม่ออกเช่นกัน นางเพียงแค่ยื่นมือออกมาจับเตาหลอมโอสถรูปหงส์ฟ้าในมืออย่างแผ่วเบาในแววตาประกายความรู้สึกที่มิอาจพูดออกมาได้
อันเจิงเดินเข้าไป เขารู้สึกได้ถึงพลังความแข็งแกร่งจากเตาหลอมโอสถ“นี่เป็นโชคดีของชวีหลิวซี แม้จะปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิด”
ผู้เฒ่าฮั่วส่ายหน้า “ไม่ใช่หลิวซีแต่เป็นเจ้าข้าบอกแล้วว่าเจ้ามีโชคดียิ่งกว่าอะไรคนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าก็จะเปลี่ยนเป็นโชคดีตาม”
อันเจิงส่ายหน้า“ข้าจะวิเศษขนาดนั้นได้อย่างไร”
ผู้เฒ่าฮั่วพูด “จะไม่ใช่ได้อย่างไร!เจ้าลองคิดดู เดิมตู้โซ่วโซ่วฝึกพลังวัตรไม่ได้ แล้วตอนนี้ล่ะ? หากตอนนั้นหลิวซีเลือกเข้าหอสมุดมายาตอนนี้จะเป็นอย่างไร?”
อันเจิงส่ายหน้า “อย่าพูดเรื่องลึกลับอะไรอย่างนั้นเลยนี่เป็นผลจากการทำความดีของทุกคน”
ผู้เฒ่าฮั่วพยักหน้าเบา ๆ“ที่เจ้าพูดมาก็ถูก เป็นผลจากการทำความดี!”
อันเจิงยิ้มให้ชวีหลิวซี“ยังไม่ได้คิดว่าจะตั้งชื่ออะไรให้ของล้ำค่าชิ้นนี้ใช่หรือไม่?”
ชวีหลิวซีพยักหน้า “อืม...ตื่นเต้นมากไปหน่อยแล้วยังตื้นตันด้วย ไม่รู้จะพูดอะไรดี...อันเจิง เจ้าช่วยข้าคิดชื่อที่น่าฟัง ๆหน่อยได้หรือไม่”
อันเจิงมองไปยังเตาหลอมโอสถที่งดงาม“มันงดงามเช่นเดียวกันกับเจ้า แล้วยังมีรูปหงส์ฟ้าอีก เรียกมันว่าหงส์ฟ้าหลิวซีเป็นอย่างไร”
ราวกับรู้สึกว่าชื่อนี้ก็ไม่เลว ในเตาหลอมโอสถมีเสียงดังกังวานที่ไพเราะออกมาหงส์ฟ้าที่อยู่บนเตาหลอมโอสถก็กำลังเคลื่อนไหวอย่างสวยงาม ราวกับมันกำลังร้องเพลงช่างเป็นเหมือนเสียงดนตรีที่ไพเราะเหลือเกิน
ผู้เฒ่าฮั่วถอนหายใจแล้วพูด “หงส์ฟ้าหลิวซี...ของวิเศษขั้นเทพในใต้หล้าชิ้นที่สองร้อยหนึ่ง”