อากาศในปลายฤดูใบไม้ร่วงแปรเปลี่ยนไม่แน่นอนดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างเมื่อครู่ วินาทีต่อมากลับถูกบดบังไปด้วยเมฆครึ้มเดิมท้องฟ้าสีสว่างพลันแปรเปลี่ยนเป็มืดมัวไปทั่วแสงฟ้าแลบกะพริบในหมอกเมฆทะมึนที่ซ้อนตัวกันเป็ชั้น
ตูม...
สายฟ้าแลบสว่างวาบฝ่าผ่านความมืดมิดแสงสว่างสะท้อนไปทั่วผืนแผ่นดิน
ลานจัตุรัสตำหนักส่วนที่สองของสาขาลัวซาชายหนุ่มสีหน้าเรียบขรึมเยือกเย็นสะบัดดาบในมือลง ครั้นกลับคมกระบี่เืสดสีแดงเข้มก็ไหลตามสันทีละหยดลงบนพื้น ด้านหลังของเขามีศิษย์หน่วยควบคุมกฎหลายคนนอนเกลื่อนอยู่บนพื้น
“เหลิงอู่เหยียนเ้าเลิกดื้อด้านแล้วรีบวางกระบี่ในมือลงซะ เ้าไม่มีทางหนีรอดได้แล้ว!” ศิษย์ผู้เป็หัวหน้าหน่วยควบคุมกฎะโขึ้น ดวงตาฉายแววแห่งความหวาดกลัวศิษย์ของหน่วยควบคุมกฎคนอื่นล้อมรอบด้านไว้พลางจดจ้องเฝ้าระวังเหลิงอู่เหยียน
ศิษย์ของหน่วยควบคุมกฎเหล่านี้ล้วนจัดตั้งมาจากเหล่าศิษย์รุ่นก่อนแม้พลังจะเทียบเท่ากับศิษย์รุ่นเดียวกัน แต่หากอยู่ท่ามกลางศิษย์รุ่นใหม่แล้วพวกเขากลับเป็ระดับสูงสุดทว่าศิษย์ใหม่รูปงามเกินบรรยายตรงหน้า พลังกลับน่าหวาดกลัวอย่างขีดสุดตลอดทางที่สู้ั้แ่ลานจัตุรัสตำหนักส่วนแรกกระทั่งถึงที่นี่ศิษย์หน่วยควบคุมกฎถูกโจมตีไปมากกว่าสิบแปดคนแล้ว
ตูม!
เสียงพายุสายฟ้าดังสนั่นอึกทึกไปทั่ว
เหลิงอู่เหยียนก้าวออกมาหนึ่งก้าว
“ขวางเขาเอาไว้” ศิษย์หัวหน้าหน่วยควบคุมกฎะโสั่ง
เหล่าศิษย์คนอื่นที่ฟื้นพลังเตรียมพร้อมแล้วต่างพุ่งกายไปยังเหลิงอู่เหยียนกระบองบังคับในมือพลันกระหน่ำทุบลงมาจากทั่วสารทิศ
เหลิงอู่เหยียนเงยหน้าใบหน้างดงามแทบหยุดหายใจนั้นแผ่อายความเย็นะเืขึ้นพร้อมกับสายฟ้าแลบสว่างวาบไปทั้งผืนฟ้าลำแสงแหลมคมทะลุผ่านกระบองบังคับอันหนาไป
ศิษย์หน่วยควบคุมกฎสองคนพลันแข็งทื่อไปทั้งร่างสิ้นเสียงกระทบของกระบองบังคับในมือ ทั้งสองก็ร่วงลงกับพื้นไปแล้ว
เหล่าศิษย์หน่วยควบคุมกฎคนอื่นที่เห็นเหตุการณ์พลันรีบถอยห่างออกถึงหนึ่งระยะอย่างรวดเร็วใบหน้าตึงแน่น เฝ้ามองเหลิงอู่เหยียนด้วยท่าทางเตรียมรับมือบางสายตาเผยให้เห็นถึงความหวาดกลัวอยู่ลึกๆ คาดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มรูปงามไร้ที่เปรียบคนนี้ทั้งที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ได้รับาเ็ แต่พลังรบก็ยังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
“ไร้ประโยชน์ทั้งกลุ่ม!แม้แต่ศิษย์ใหม่ก็จับไว้ไม่ได้”
เสียงะโบันดาลโทสะดังขึ้นจากที่ไกลๆ ครั้นเห็นชายสองคนและหญิงหนึ่งคนกำลังพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงผู้ที่นำหน้าคือชายหนุ่มจมูกโด่งงุ้มปลายทรงจะงอยปากอินทรี ดวงหน้าหล่อเหล่าแต่ดวงตาแคบยาวเล็กน้อย ให้ความรู้สึกเหมือนทำหน้าบึ้งตึงตลอดเวลา
“ศิษย์พี่สวี่อี้เสวียน...”
เมื่อศิษย์หัวหน้าหน่วยควบคุมกฎเห็นคนที่กำลังมาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา
สวี่อี้เสวียนกับอีกสามคนคือหนึ่งในศิษย์ของหน่วยควบคุมกฎทั้งยังดำรงตำแหน่งผู้พิทักษ์กฎของตำหนักกฎหมายและเป็ศิษย์ของรุ่นก่อนเช่นกันอีกด้วยทั้งสามคนนี้อยู่ที่สาขาลัวซา แต่กลับมีชื่อเสียงในระดับสูง ซึ่งความแข็งแกร่งนั้นจัดอยู่ในระดับชั้นหนึ่งของสาขาลัวซาเลยก็ว่าได้
“เ้าจะคุกเข่าลงด้วยตัวเองแล้วยอมให้จับเสียดีๆ หรือจะให้จับเ้าด้วยมือของผู้พิทักษ์กฏ?”สวี่อี้เสวียนปราดตามองเหลิงอู่เหยียนทีหนึ่ง
แขนที่ห้อยลงของเหลิงอู่เหยียนค่อยๆยกขึ้น ปลายดาบเอียงชี้ลงพื้น ท่าทางเช่นนี้บ่งบอกถึงการตัดสินใจของเขาเป็ที่เรียบร้อย
“พูดถึงเพียงนี้เ้ายังคิดจะบุกต่อสินะ ช่างเป็เด็กหนุ่มที่ไม่รู้จักที่ตายเสียจริงบรรลุการฝึกร่างถึงขั้นที่แปดได้เล็กน้อยก็ริอาจวางแผนบุกเข้าสายในอย่างบ้าระห่ำเสียแล้ว”
สวี่อี้เสวียนเผยสีหน้าเหยียดหยาม สองมือค่อยๆ แผ่ออกชายหนุ่มยืนอยู่บนบันไดลานจัตุรัส สายตาทอดลงจดจ้องเหลิงอู่เหยียน “ดี ข้าจะมอบโอกาสให้เ้า หากภายในห้าจังหวะ เ้าทำให้ข้าถอยได้หนึ่งก้าวเช่นนั้นข้าจะปล่อยให้เ้าผ่านไป”
สองคนที่เหลือไม่ได้เอ่ยอันใดทว่ายืนขนาบข้างเอาไว้ พวกเขาเผยท่าทางหยอกล้อขึ้น
ฟุบ!
เหลิงอู่เหยียนขยับกายกระบี่ในมือนำพากลิ่นอายเยือกเย็นอันเหน็บหนาว สร้างเกล็ดน้ำแข็งเย็นะเืราวกับมรสุมพายุปกคลุมร่างสวี่อี้เสวียนไว้อย่างบ้าคลั่ง
เมื่อปะทะกับการโจมตีครั้งนี้ ใบหน้าของสวี่อี้เสวียนกลับเผยความโอหังขึ้นครั้นสะบัดมือแนวขวาง พลังเจินหยวนที่แฝงในฝ่ามือพลันทะลวงออกจากเงากระบี่อย่างรุนแรงปะทะเข้าใส่ไหล่ของเหลิงอู่เหยียน
กร็อบ!
ตามมาด้วยเสียงแตกร้าวของกระดูกเหลิงอู่เหยียนกระเด็นออกแล้วกระแทกลงพื้นอย่างรุนแรงพริบตาก็กระอักพ่นเืออกจากปากอย่างห้ามไม่ได้ความเ็ปเจียนตายของกระดูกที่แตกละเอียดพลันชัดเจนขึ้นทว่าก็ไม่ได้ทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ชายหนุ่มส่ายหัวเบาๆ พลางใช้แขนขวาที่เหลืออยู่ยันกายลุกขึ้น ใบหน้างดงามไร้ที่เปรียบของเหลิงอู่เหยียนยังคงราบเรียบราวกับเหมันต์หมื่นปีทว่าแววตากลับมั่นคงหนักแน่นจนน่าใ
“ช่างเป็เด็กหนุ่มที่เข้มแข็งเสียจริงแต่นั่นจะมีประโยชน์อันใดกัน อย่าพูดว่าเ้าเพิ่งฝึกร่างถึงขั้นที่แปดต่อให้เป็ขั้นที่เก้า ก็อย่าได้คิดว่าจะเขย่าข้าได้เพียงสักนิดเถอะเ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ? ความห่างชั้นระหว่างระดับหลอมปราณขั้นต้นกับระดับฝึกร่างน่ะอย่างไรก็ไม่มีทางเสริมให้เทียบกันได้อยู่แล้ว” สวี่อี้เสวียนที่ยืนบนบันไดลานจัตุรัสก้มมองเหลิงอู่เหยียนด้วยความหยิ่งยโส
เหลิงอู่เหยียนะโขึ้น คมดาบพลันเผยลำแสงเย็นะเือันน่าสะพรึงกลัว
“ดื้อดึงยิ่งนักไสหัวไปให้พ้นข้า!” สวี่อี้เสวียนคำรามเสียงต่ำพลันกวาดมือตบอากาศออกไปพลังเจินหยวนพวยพุ่งสร้างะเิกระแสอากาศรุนแรงไปรอบทิศ
กร็อบ!
กระดูกแขนขวาแตกหักแล้วร่างของเหลิงอู่เหยียนถูกโยนลอยสูงขึ้น กระบี่เล่มยาวหลุดออกจากมือทั้งคนทั้งกระบี่ต่างกระแทกลงสู่พื้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง
“ครานี้คงยืนขึ้นอีกไม่ได้แล้วสินะ?”ศิษย์ของหน่วยควบคุมกฎเอ่ยขึ้น
เพิ่งสิ้นเสียงเอ่ยเหลิงอู่เหยีนที่ล้มกองอยู่กับพื้นกำลังยันตัวขึ้นอย่างยากลำบากอีกครั้งเขาในยามนี้กำลังกัดริมฝีปากล่างแน่น แต่เพราะใช้แรงมากไปริมฝีปากจึงถูกกัดจนแตกเืสดสีแดงฉานไหลลงจากมุมปาก
“แขนทั้งสองถูกทำลายไปสิ้นแล้วเ้ายังจะดื้อด้านเช่นนี้อยู่อีก”
เห็นได้ชัดว่าสวี่อี้เสวียนหมดความอดทนลงสีหน้าพลันเ็า ดวงตายาวแคบทอประกายแห่งความเกลียดชังชั่วร้ายขึ้น ในฐานะที่เป็ผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณขั้นต้นการจัดการศิษย์รุ่นใหม่คนหนึ่ง โจมตีเพียงครั้งก็เพียงพอแล้วทว่าท้ายสุดเหลิงอู่เหยียนกลับรับการโจมตีได้ถึงสองคราทั้งยังสามารถยืนหยัดขึ้นได้อีกครั้ง หากเื่แพร่ออกไปเช่นนั้นหน้าเขาต้องแหกไปเป็แน่
ตูม!
พร้อมด้วยฟ้าคะนองอันน่าหวาดกลัวสองขาของเหลิงอู่เหยียนพลันััลงอย่างบางเบา ขาเรียวยาวออกแรงถีบแล้วลอยไป
“ข้าจะทำลายขาทั้งสองของเ้าดูว่าเ้าจะยังยืนขึ้นได้อยู่อีกหรือไม่” สวี่อี้เสวียนคำรามอย่างไม่พอใจแขนทั้งสองยื่นออกมาราวกับกรงเล็บิญญา พลังเจินหยวนพลันกระเพื่อมสาดซัดออกเกี่ยวเชื่อมแทรกไปกับแขนทั้งสอง นิ้วทั้งสิบดูเหมือนแปรสภาพกลายเป็อาวุธ
ทันใดนั้นเหลิงอู่เหยียนเตะขาของตน พริบตาพลังน้ำและไฟสองธาตุอันน่าทึ่งพลันปรากฏขึ้น
จันทราสาดอาสัญ!
นี่คือหนึ่งในวรยุทธ์ของสาขาลัวซามีพลังอำนาจแข็งแกร่งสุดขีด ภายใต้ท่าทางที่แสดงออกของเหลิงอู่เหยียนส่วนขาของเขาแปรสภาพเป็คมกริบราวกับกลายเป็กระบี่ขนาดใหญ่เล่มหนึ่งตามด้วยการปลดปล่อยพลังที่แข็งแกร่งที่สุดของปราณิญญาธาตุคู่น้ำและไฟพุ่งเข้าฟาดฟันไปที่สวี่อี้เสวียน
สวี่อี้เสวียนที่ไม่ทันเตรียมป้องกันชั่วพริบตาก็ถูกเตะเข้าที่แขน แรงปะทะมหาศาลทำให้เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างควบคุมไม่ได้แม้เหลิงอู่เหยียนจะไม่ได้ทำร้ายหรือสร้างาแให้เขาทว่ากลับทำให้เขาะเิโทสะราวกับฟ้าผ่าขึ้น ั์ตาเต็มไปด้วยเส้นเื ในฐานะของผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณขั้นต้นนั้นไม่คาดคิดว่าจะถูกศิษย์ใหม่ที่อยู่ระดับฝึกร่างขั้นที่แปดคนหนึ่งคุกคามเสียจนถอยไปหนึ่งก้าวหากเื่นี้กระจายออกไป แม้แต่หน้าก็ไม่เหลือที่ไว้แล้ว
“เ้ารนหาที่ตายเอง!”แววตาของสวี่อี้เสวียนฉายแววชั่วร้าย พริบตาที่ยื่นสองแขนออกไปก็พลันฟาดอย่างรุนแรงลงบนสองขาของเหลิงอู่เหยียน
กร็อบ...
เหลิงอู่เหยียนถูกฟาดฟันกระเด็นลอยไปหลังร่วงลงกระแทกพื้นแล้วไถลไปไกลถึงหนึ่งระยะ บนพื้นมีเืสดเปรอะเปื้อนลากไปเป็ทางยาว เหลิงอู่เหยียนที่นอนหงายอยู่บนพื้นแน่นิ่งไม่ไหวติงไม่มีผู้ใดรู้ว่าเป็หรือตาย
“คิดวางแผนจะผ่านข้าตรงนี้ไปช่างเป็เด็กหนุ่มที่โง่เขลาเหลือเกิน” สวี่อี้เสวียนจดจ้องเหลิงอู่เหยียนที่แน่นิ่งไม่ไหวติงด้วยท่าทางเ็าั์ตาเต็มไปด้วยการดูถูกและเหยียดหยาม
ครืน ครืน...
เสียงฟ้าร้องดังต่อกันสองคราฝนเม็ดใหญ่พลันสาดลงมา น้ำฝนที่นองปะปนไปกับเืนั้นย้อมรอบด้านให้กลายเป็สีแดงฉานไปทั่ว
ท้องฟ้าและแผ่นดินท่ามกลางพายยุฝนโหมกระหน่ำแปรเปลี่ยนเป็ขมุกขมัวมืดยิ่งขึ้นสายฟ้าแลบกะพริบไม่ขาดสาย บางคราก็ทำลายความเงียบในความมืดมิดนั้น
ชายหนุ่มรูปงามที่ถูกทำลายอวัยวะทั้งสี่ทั้งร่างชักกระตุกพลางสั่นระริกขึ้นในวินาทีต่อมา เขาแหงนหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก ั์ตาแข็งกร้าวยังคงแน่วแน่แขนและขาของเขาไม่ขยับแล้ว ทว่าชายหนุ่มยังพยายามใช้แรงทั้งหมดอย่างสุดชีวิตใช้ไหล่ประคองค้ำเอาไว้แล้วคลานไปยังบันไดเืจากาแหลั่งไหลไปพร้อมกับสายฝน
เพื่อทวงความยุติธรรมให้แก่หลินโม่แม้เหลิงอู่เหยียนต้องแลกมันด้วยชีวิตเขาก็ไม่ลังเลสักนิดเขาไม่เอาศักดิ์ศรีของตัวเองก็ได้ทว่าจะไม่มีวันยอมให้หลินโม่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็ธรรมเป็แน่