หนิงเฟยหลงที่รอขบวนตัวแทนพระองค์นานก็เริ่มรำคาญใจขอตัวไปเข้าห้องน้ำแต่ที่จริงแล้วก็หายเข้าไปยังมิติปริศนาอีกเช่นเคยมันอยากที่ขัดเกลาฝีมือฝึกฝนต่อจนแทบจะทนไม่ไหวมันกลับมาฝึกฝนได้ทั้งทีก็ต้องทุ่มเทเป็ธรรมดา
ก่อนหน้าที่มันจะตามขบวนตระกูลหนิงออกมาก็ได้แวบเข้าไปยังหอสมุดตระกูลตรงดิ่งไปยังชั้นที่หกเพื่อหยิบเอาวิชาระดับห้ามาฝึกตามจริงแล้วมันไม่สามารถขึ้นไปชั้นที่หกได้แต่เพราะมันมีเคล็ดวิชาลมปราณแปรผันจึงปิดบังตัวตนจากผู้คุมทุกชั้นได้ พวกผู้คุมอย่างมากก็อยู่ระดับแก่นพลังขั้นปลายกันซึ่งหนิงเฟยหลงสามารถปกปิดตัวตนได้ระดับที่แก่นแท้พลังไม่อาจรับรู้ได้แล้วจึงไม่เป็ปัญหา
ชายหนุ่มหยิบเอาคัมภีร์ขั้นมาดู “วิชาหมัดพิฆาต”มันเปิดพลิกไปมาอ่านดูสักพักก็เริ่มลองวิชา “หมัดพิฆาต! พิฆาตศัตรู!ผู้ใดหาญกล้าพิฆาตให้สิ้น! ใจนิ่งหมัดตรง ใจตรงหมัดเที่ยง ใจเที่ยงหมัดร้อน ปล่อยหมัดสู่ความว่างเปล่า ก้าวย่างเสมอเหมือน”หนิงเฟยหลงท่องเคล็ดวิชาออกมา แต่ก็ยังเข้าใจไม่หมด
“ใจนิ่งหมัดตรงข้ายังพอเข้าใจใจตรงหมัดเที่ยงก็เข้าใจ ใจเที่ยงหมัดร้อนก็เข้าใจ แต่อะไรคือปล่อยหมัดสู่ความว่างเปล่าถ้าปล่อยหมัดสู่ความว่างเปล่าจะปล่อยอย่างไร? แล้วมันจะพิฆาตได้อย่างไรกัน?”
ชายหนุ่มยังคงนั่งเพ่งสมาธิจดจ่ออยู่กับ “ปล่อยหมัดสู่ความว่างเปล่า”มันนั่งอยู่เป็เวลามากกว่ายี่สิบวันในมิติปริศนาก็ยังไม่สามารถแก้ปริศนานี้ได้มันจึงตัดสินใจฝึกฝนกระบวนท่า ปล่อยหมัดออกไปด้วยจิตใจที่แน่วแน่ด้วยจิตใจที่มั่นคงยิ่งใจมั่นคงเท่าไหร่ก็ยิ่งออกหมัดได้รวดเร็วเท่านั้น
ไม่นานมันก็เข้าสู่ใจรัวนั้นคือแน่วแน่อย่างถึงที่สุด ไอความร้อนแผดเผาออกมาจากร่างกายพลังหยวนในตัวพุ่งพล่าน หมัดที่ละหมัดที่ปล่อยออกไปเกิดการปะทุพลังหยวนที่รุนแรงดั่งหินหนืดร้อนระอุหนักสามหมื่นชั่งพุ่งชนออกไป
หนิงเฟยหลงพยายามซัดหมัดออกไปเรื่อยๆจนเริ่มที่จะเหนื่อยล้าจึงหยุดเป็เช่นนี้ตลอดสามวันในวันที่สี่มันลองไม่หยุดซัดหมัดแรงเริ่มหมดลงๆ แต่ก็ยังคงมีสติที่แน่วแน่ จวบจนสติเริ่มหลุดลอยออกไปบางส่วนแรงหมดลงมันลองปล่อยวางความแข็งกร้าวลงปล่อยหมัดไปข้างหน้า
ตู้ม!
เสียงอากาศถูกแหวก! หมัดนั่นเกือบเป็ดั่งใจนึก! ความรวดเร็วช้าไปหน่อยความรุนแรงลดลงจากเดิม ก้าวย่างเปลี่ยนแปร ยังขาดความสมบูรณ์ไปหน่อยชายหนุ่มสั่นสะท้านด้วยความยินดี!
ยืนนิ่งสงบอยู่เป็เวลานาน หมัดแต่ละหมัดที่ถูกปล่อยออกไป ขาดอะไรไป? ใช่แล้ว! ที่แท้จุดขาดหายคือหมัดพิฆาต! พิฆาตศัตรู! ผู้ใดหาญกล้าพิฆาตให้สิ้น! คำว่าพิฆาตก็ต้องรุนแรงรวดเร็วเป็ธรรมชาติ หมัดสังหาร!
หนิงเฟยหลงปล่อยหมัดออกไปอีกครั้งปรากฏหมัดหยวนที่ทรงพลังที่ใหญ่โตกว่าร้อยจั้งพุ่งผ่านอากาศ วี๊ด….ตู้ม!!!! “หมัด....หมัดทรงพลัง!!” พลังทำลายล้างเหมือนจะทำลายล้างพื้นพสุธาให้ถล่มทลาย! พิฆาต! “ฮ่าๆ ในที่สุดข้าก็พิฆาตสำเร็จ!”
ชายหนุ่มยังคงไม่ออกจากมิตินี่ มันตั้งใจจะบ่มเพาะพลังขึ้นอีกั้แ่มันปล่อยหมัดออกไปก็รับรู้ได้ถึงพลังหยวนที่พุ่งพล่านในร่างที่พร้อมจะเลื่อนขั้นแล้วการเลื่อนขั้นของระดับกำเนิดพลังไม่นับว่าซับซ้อนเพียงฝึกฝนจนมีพลังเพียงพอก็สามารถทะลวงระดับได้แล้วจะยุ่งยากอีกทีตอนที่จะทะลวงเข้าสู่ระดับแก่นแท้พลัง
หนิงเฟยหลงใช้เวลาไม่นานก็สำเร็จ เข้าสู่ขั้นที่ห้าระดับกำเนิดพลัง!แต่มันยังคงไม่รีบร้อนเดินผ่อนคลายดูต้นไม้ใบหญ้าดูดซับพลังชีวิตมันยังไม่กล้าที่จะเข้าไปในเรือนโบราณหลังนั้นหากจะเข้าไปคงไม่วายต้องถูกดีดออกไปเป็แน่
เวลานี้ล่วงเลยมาจะจวบครบสามสิบวันแล้วก็เกือบจะหนึ่งชั่วยามในเวลาปกติ หนิงเฟยหลงจึงตัดสินใจออกมาจากมิติปริศนาเดินกลับไปยังจวนเพราะคาดว่าตัวแทนพระองค์คงจะไปที่จวนแล้ว
..........
“ท่านอ๋องเดินทางมาไกลคงลำบากแย่ นี่เป็ชาที่ขึ้นชื่อของเมืองเซียงลองชิมดูขอรับ” หนิงเทียนทำการรองรับอ๋องอี้และคนในขบวนอย่างดีเตรียมงานต้อนรับให้สมเกียรติ
“ขอบคุณท่านมาก อย่าได้เกรงใจข้าเลยท่านเป็ถึงขุนนางคนสำคัญทำงานรับใช้แผ่นดิน ข้าจึงสมควรเกรงใจท่านถึงจะถูก”เยว่หวงรู้ว่าหนิงเทียนเป็คนดีมีฝีมือ จึงมีความเกรงใจให้มาแต่ต้น
แต่แล้วความสงบก็อยู่ได้ไม่นาน“เหตุใดเ้าถึงมาช้าเช่นนี้! เสียมารยาทนัก! ออกไป!”หนิงเฟิงที่เห็นหนิงเฟยหลงมาช้าก็อดไม่ได้ที่จะซ้ำเติมมันได้สลัดความกลัวในใจก่อนหน้าทิ้งไปพี่ชายมันหนิงจินได้เข้ามาปลอบหลังจากที่ออกขบวนไปต้อนรับอ๋องอี้มันจึงได้รู้ว่าหนิงจินอยู่ขั้นสิบแล้ว จึงไม่เกรงกลัวหนิงเฟยหลงอีกต่อไป
หนิงเฟยหลงไม่ได้สนใจเดินตรงเข้าไปในห้องโถงเช่นเดิม“ข้าน้อยหนิงเฟยหลงคำนับท่านอ๋องอี้”
“ตามสบายเถอะ เราเป็สหายกันใยต้องทำเช่นนี้ด้วยเล่า”
ในอดีตหนิงเฟยหลงได้รับฉายายอดอัจฉริยะนั้นมันก็ได้มาแสดงความยินดีด้วย ทั้งสองได้อยู่เล่นด้วยกันเป็เวลาเกือบสองเดือนในเวลานั้นทั้งสองเป็เพื่อนสนิทกันแต่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นองค์จักรพรรดิทรงประชวร จึงมีรับสั่งให้อ๋องน้อยเข้าเฝ้าเพราะมันเป็หลานคนโปรดของจักรพรรดิในเวลานั้นทั้งสองจึงไม่ได้พบกันอีกจนมาถึงวันนี้ที่อ๋องอี้รับพระบัญชาให้เดินทางมายังตระกูลหนิง
“งั้นก็ขอบใจนะ”หนิงเฟยหลงพลั้งปากออกมาทำให้ทุกคนในห้องโถงต่างต้องตะลึงไม่เว้นแม้แต่หนิงเทียนที่ส่งสายตาดุใส่
“ฮ่าๆ ใช่เ้าจริงๆเฟยหลงมานั่งใกล้ๆข้ามา” เยว่หวงไม่ได้ใส่ใจกับมารยาทเช่นนั้นมันสนใจมิตรภาพที่ดีมากกว่า
ชายหนุ่มทั้งพูดคุยกันออกรสอย่างสนุกสนานมันไม่ได้เจอกันหลายปีย่อมคิดถึงกันเป็ธรรมดา “เ้าสนใจจะรับราชการหรือไม่ข้าแนะนำให้ได้นะสหายรัก” เยว่หวง้าให้เฟยหลงรับราชการจะได้เป็กำลังให้กับฝ่ายตน
“ข้าขอคิดดูก่อนแล้วกัน”หนิงเฟยหลงไม่ได้สนใจจะเข้ารับราชการเลยแม้แต่น้อยมันอยากที่จะท่องเที่ยวเสียมากกว่า
เมื่อชวนไม่ได้เยว่หวงจึงเปลี่ยนเื่เป็การสอบเข้าสำนักยุทธ์หลวงแทนมันบอกเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ฟังหนิงเฟยหลงเริ่มจะสนอกสนใจเื่รางวัลที่จะได้เข้าหอคัมภีร์ยุทธ์หลวงเพียงแต่เยว่หวงไม่ได้บอกเื่รางวัลทั้งหมดนอกจากจะได้เข้าหอคัมภีร์ยุทธ์หลวงแล้วยังจะได้ถูกแต่งตั้งเป็ขุนนาง
หลังงานเลี้ยงจบลงเยว่หวงก็เดินทางกลับนครหลวงเหอผิงส่วนหนิงเฟยหลงได้ขอหนิงเทียนเข้าไปยังชั้นที่เจ็ดของหอสมุดตระกูลเพื่อที่จะฝึกฝนวิชาระดับปฐี ตอนแรกหนิงเทียนยังไม่ยอมให้มันเข้าไปเพราะระดับยุทธ์ของหลานชายต่ำเกินไปหนิงเฟยหลงจึงต้องแสดงระดับพลังยุทธ์ที่แท้จริงให้ดู หนิงเทียนถึงกับตะลึง! มันอดไม่ได้ที่จะไม่ดีใจออกมาหัวเราะลั่นด้วยความอิ่มเอิบใจ
ใครจะรู้ว่าหลังพบพานอุปสรรคความยากลำบากมานานจากจุดสูงสุดสู่ต่ำสุดจะสามารถผ่านพ้นเคราะห์กรรมนั้นมาได้ จนสามารถกลับมายืนตำแหน่งที่สูงกว่าเดิมได้ในที่สุดยอดอัจฉริยะก็ปรากฏกายอีกครั้ง ย่อมเป็ผลดีต่อตระกูลหนิงถึงที่สุด
เดิมทีตำแหน่งนายน้อยอันดับหนึ่งยังว่างอยู่แต่ตอนนี้นั้นหนิงเทียนตั้งใจจะยกตำแหน่งนี้กลับคืนให้ผู้เป็เ้าของเดิมเพียงแต่ว่าหนิงเฟยหลงได้ปฏิเสธไว้และให้เหตุผลว่า“หากยังไม่มีผลงานตำแหน่งนี้ก็ไม่คู่ควร”หนิงเทียนยิ่งเกิดความชื่นชมในตัวหลานชายคนนี้มากขึ้น
“เหมาะนัก เ้าเหมาะสมจริงๆ ข้าจะไม่บังคับเ้าทำตามที่ใจปรารถนาเถิด”หนิงเทียนได้แต่ยิ้มและพยักหน้าให้กับหลานชาย แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมหนิงเทียนยื่นป้ายทองตัวแทนของประมุขตระกูลหนิงให้หนิงเฟยหลงไม่อยากเสียเวลานานรับป้ายแล้วจึงลาปู่ของตนไปยังหอสมุด
ระหว่างทางก็ได้พบเข้ากับบุรุษผู้หนึ่งร่างกายสูงล่ำสมเป็ชายชาตรีใบหน้าหมดจดคิ้วเข้มจอนยาวกำลังเดินไปยังหอสมุดเช่นเดียวกับมัน“คารวะพี่หนิงเจี้ยน”บุรุษผู้นั้นไม่ได้ตอบรับประการใดชำเลืองมองเล็กน้อยแล้วออกเดินนำไป
หนิงเจี้ยนเป็บุตรชายของหนิงหลินลุงใหญ่ของมันมันเองก็เคารพพี่ชายคนนี้อยู่ไม่น้อยใน่ที่มันลำบากหนิงเจี้ยนก็มักจะช่วยเหลืออยู่เสมอเพียงแต่ไม่ค่อยแสดงให้เห็นก็เท่านั้น
นิสัยของหนิงเจี้ยนค่อยข้างแปลกประหลาด มันเป็คนหยิ่งทะนงรักในศักดิ์ศรีแต่ก็ไม่เคร่งในเื่มารยาทในสังคม แต่กลับทำตัวให้ดูดีอยู่เสมอสวมใส่อาภรณ์อย่างเรียบง่าย ทรงผมไม่ยุ่งเหยิงถูกจัดไว้ให้เหมาะสมก้าวย่างอย่างสง่างาม ในมือถือกระบี่ไม่ห่างกาย สายตามองไปข้างหน้าไม่หวนกลับการชำเลืองมองสำหรับมันก็ถือว่ายอมรับ หรือตอบรับแล้ว
หนิงเฟยหลงรอให้หนิงเจี้ยนเดินผ่านไปแล้วจึงเดินตามทั้งสองไม่ได้กล่าวสนทนากันแต่อย่างใด เข้าไปถึงหอสมุดก็แยกย้ายกันไปทำกิจของตน
หอสมุดชั้นที่เจ็ด
“หยุดก่อน!หนิงเฟยหลงเ้าไม่อาจเข้าห้องชั้นนี้ได้”ชายชราผู้หนึ่งหลังค่อมผมและเคราขาวโพลนตาหยีจนเหมือนเปลือกตาปิดตลอดเวลากล่าวห้ามไม่ให้มันเข้าไป
“คารวะท่านาุโข้าน้อยได้ขออนุญาตท่านประมุขเพื่อที่จะเข้ามายังห้องนี้แล้วขอรับ”หนิงเฟยหลงไม่รอช้านำแผ่นป้ายให้ชายชราดู
“อืม...ของจริง แต่ยังเข้าไปไม่ได้”ชายชรายังคงไม่ยอมให้ชายหนุ่มเข้าไป มันยืนมองดูหนิงเฟยหลงอยู่เพียงพักเดียวแต่กลับทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าถูกสายตามากมายจ้องมองและยังเป็สายตาที่ดูลึกล้ำ เหมือนดั่งว่าตัวมันเองถูกมองดูทะลุจนปรุโปร่ง ไม่สามารถปิดซ่อนสิ่งใดได้ เพียงแต่ด้อยกว่าสายตาของปักษาเพลิงก็เท่านั้น “อืม...วิชาดี เข้าไปได้”
หนิงเฟยหลงนิ่งงงไปสักพักแล้วจึงกล่าวขอบคุณมันเดินเข้าไปก็พบกับม้วนคัมภีร์เพียงห้าเล่มเท่านั้น วางไว้ตามมุมห้องห้องนี้จัดวางเป็รูปดาวห้าแฉก หนิงเฟยหลงเดินดูวิชาที่จะฝึกฝนมันเดินวนอยู่สองรอบก็พบวิชาที่ตนสนใจคือวิชาฝ่ามือทลายบรรพต และวิชาก้าวย่างชมจันทร์ฝ่ามือทลายบรรพตจะช่วยให้มันต่อสู้กับยอดยุทธ์ที่เหนือกว่าได้และก้าวย่างชมจันทร์จะช่วยในการเคลื่อนที่ได้ฉับไว ใช้ลอบโจมตีและหนีเอาตัวรอดได้มันจึงเลือกที่จะฝึกสองวิชานี้
ปู่ของมันได้กำชับไว้ว่าเวลาในการฝึกฝนมีเพียงสิบวันเท่านั้นถ้าครบกำหนดแล้วจะต้องออกจากห้องจะไม่สามารถเข้าไปได้อีกจนกว่าจะทำคุณให้แก่ตระกูลจึงจะเข้าไปได้อีกหรือฝ่าด่านผู้คุมหอทั้งเจ็ดชั้นจึงจะเข้าไปได้เวลาที่มันมีคงไม่พอให้ฝึกฝนได้ครบทั้งห้าวิชา แม้จะเข้าไปในมิติปริศนาก็ตามมันมีเวลาจำกัดกว่านั้นเพราะอีกหนึ่งเดือนเศษจะต้องไปร่วมสอบเข้าสำนักยุทธ์หลวงแล้วจึงมีเวลาฝึกฝนได้เพียงห้าวันเท่านั้น