ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 4 บทที่ 94 ความเปลี่ยนแปลงแห่งทรายโลหิต

            “ขอบคุณนายท่านที่เมตตา! ขอบพระคุณนายท่านอย่างสูงขอรับ!”

            ในตอนนั้นเองออสการ์ก็คุกเข่าคู่หน้าลงกับพื้นแล้วโขกศีรษะให้ลู่เซิ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าแสดงความซาบซึ้งใจออกมาอย่างปิดไม่มิด

            “ไม่ต้องเกรงใจ นี่คือสิ่งที่ฉันเคยรับปากแกไว้ตอนนี้ก็แค่ทำตามสัญญาเท่านั้น”

            ลู่เซิ่งยิ้มบางๆพลางก้าวเข้าไปพยุงมันขึ้นมา พร้อมกับเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า“อีกอย่าง หลังจากนี้ฉันยังมีเรื่องที่ต้องให้แกช่วยอีกมากหวังว่าแกจะตั้งใจทำงานให้ฉันนะ”

            “นายท่านโปรดวางใจ ข้า ออสการ์ขอให้คำสัตย์สาบาน ณ ที่แห่งนี้ว่านับจากนี้เป็นต้นไป ข้าพร้อมถวายหัวให้นายท่าน ไม่ว่านายท่านจะต้องการสิ่งใดข้าจะทุ่มเทสุดกำลัง ต่อให้ต้องตายก็จะไม่ทำให้นายท่านผิดหวังเด็ดขาด!”

            ออสการ์เอ่ยออกมาอย่างหนักแน่นบนศีรษะที่ดุร้ายน่าสยดสยองทั้งสามซึ่งเต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคมนั้นเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและจริงจังอย่างที่สุดเห็นได้ชัดว่าในวินาทีนี้หลังจากที่ลู่เซิ่งช่วยกำจัดผลจากเวทมนตร์ด้านลบบนตัวมันได้สำเร็จความเคารพและศรัทธาที่มันมีต่อลู่เซิ่งได้พุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุดแล้ว

            “ดี! มีคำพูดนี้ของแกก็พอแล้ว!”

            ในขณะเดียวกันลู่เซิ่งเอ่ยชมออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ามองนาฬิกาในห้องนอนราวกับไม่อยากจะเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว เขาจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า“เวลาล่วงเลยมามากแล้ว พวกเราควรออกเดินทางกันได้แล้ว!”

            “ออกเดินทาง? แต่พวกเราเพิ่งจะกลับมาเองไม่ใช่หรือขอรับ?”

            ออสการ์ขมวดคิ้วถามด้วยความฉงน

            “บอกแกตามตรงก็ได้ เมื่อกี้ตอนที่ฉันอยู่ที่วิหารเปลี่ยนอาชีพฉันเพิ่งรับภารกิจเปลี่ยนอาชีพ ระดับ 9 ดาวมา!”

            ลู่เซิ่งยิ้มอย่างไม่ทุกข์ร้อนและไม่ได้ปิดบังแต่อย่างใด

            ทว่าคำพูดนี้หากไม่พูดยังดีกว่าเพราะพอหลุดจากปากออกมา ออสการ์ก็แทบจะช็อกตายเสียให้ได้

            “อะไรนะ? ภารกิจเปลี่ยนอาชีพ... ระดับ 9 ดาวงั้นหรือขอรับ?”

            ออสการ์ถามเสียงสั่นมองลู่เซิ่งด้วยสายตาอย่างกับเห็นผี

            “ใช่! แถมภารกิจนี้ยังมีข้อจำกัดเรื่องเวลา ต้องทำให้สำเร็จภายในเจ็ดวันเพราะฉะนั้นหลังจากนี้ แม้แต่เพียงวินาทีเดียวก็มีค่าสำหรับพวกเรามาก!” ลู่เซิ่งสำทับต่อ

            “นายท่าน ขอดูม้วนคัมภีร์ภารกิจที่ท่านได้รับมาหน่อยได้หรือไม่?”

            ในที่สุดออสการ์ก็ตั้งสติได้และรีบถามลู่เซิ่งรัวเร็ว

            “ได้สิ!”

            ลู่เซิ่งพยักหน้าและไม่ได้ปฏิเสธเขาหยิบม้วนคัมภีร์ภารกิจระดับ 9 ดาวฉบับนั้นออกมาจากช่องเก็บของติดตัวแล้วยื่นให้ออสการ์

            เมื่อรับม้วนคัมภีร์ไปออสการ์เพียงแค่กวาดสายตาดูคร่าวๆ วินาทีต่อมามันก็ไม่อาจระงับความตื่นตะลึงได้อีกต่อไป ถึงกับอุทานเสียงหลงออกมาทันที

            “อะไรนะ? บุกยึดเขตสงครามทรายโลหิต? พับผ่าสิ! นายท่าน ท่านรู้ตัวไหมขอรับว่าครั้งนี้ท่านทำอะไรลงไป”

            “ทำไมล่ะ แม้แต่แกก็ไม่เชื่อมือฉันงั้นเหรอ?”

            เมื่อเห็นปฏิกิริยาของออสการ์ลู่เซิ่งก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ

            “นายท่านโปรดระงับโทสะ ข้าไม่ได้มีเจตนาจะดูหมิ่นท่าน แต่ภารกิจนี้...มันไม่ใช่ภารกิจที่คนเพียงคนเดียวจะทำสำเร็จได้เลยนะขอรับ!” ออสการ์รีบอธิบายอย่างลนลานพลางยิ้มขื่นซ้ำๆเห็นได้ชัดว่ามันไม่คาดคิดเลยว่าลู่เซิ่งจะบ้าบิ่นถึงขั้นรับภารกิจเปลี่ยนอาชีพระดับ9 ดาวมา

            ต้องรู้ก่อนว่าตอนนี้มันมีพันธสัญญานายบ่าวผูกพันอยู่กับลู่เซิ่งเรียกได้ว่ารุ่งเรืองด้วยกันพินาศด้วยกัน

            หากลู่เซิ่งไม่สามารถทำภารกิจเปลี่ยนอาชีพระดับ9ดาวนี้ให้สำเร็จตามเวลาที่กำหนด เขาก็จะต้องติดค้างอยู่ที่เลเวล 100ไปตลอดกาลและแม้แต่ออสการ์เองก็จะได้รับผลกระทบจากพลังแห่งพันธสัญญาจนไม่สามารถพัฒนาเลเวลเพิ่มขึ้นได้อีกเช่นกัน!

            นี่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของมันเอง

            จึงไม่แปลกที่ออสการ์จะแสดงอาการร้อนรนและจนปัญญาขนาดนี้

            “เอ่อ... ก็แค่บุกยึดเขตสงครามทรายโลหิตไม่ใช่เหรอ? มันจะยากเย็นอย่างที่แกว่าขนาดนั้นเลย?”

            ในตอนนั้นเองลู่เซิ่งถามกลับด้วยความไม่เข้าใจเห็นได้ชัดว่าเขายังไม่ตระหนักถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้

            “มันยิ่งกว่าคำว่ายากอีกขอรับ!”

            ออสการ์ได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มขมขื่นว่า “ต่อให้เป็นตอนที่ข้าเลเวล200 ยังไม่กล้าพูดเลยว่าจะสามารถบุกยึดเขตสงครามทรายโลหิตทั้งหมดได้ด้วยตัวคนเดียว”

            “อะไรนะ? ขนาดแกยังทำไม่ได้เลยเหรอ?”

            คำพูดนี้ทำให้ลู่เซิ่งใจดิ่งวูบทันที

            “ถ้าเป็นการไล่ฆ่าคนตามป่าตามเขาละก็ข้าน้อยที่เป็นถึงมังกรต้องห้ามย่อมไม่เกรงกลัวใครในระดับเดียวกันอยู่แล้ว”

            ออสการ์อธิบายด้วยสีหน้าจนปัญญา“แต่การจะยึดครองพื้นที่ที่เป็นกลางสักแห่งจำเป็นต้องทำลายเขตปลอดภัยของประเทศศัตรูให้ได้เสียก่อน”

            “และเขตปลอดภัยนั้น คือรากฐานสำคัญที่ประเทศนั้นๆจะใช้ยืนหยัดอยู่ในพื้นที่ที่เป็นกลางแห่งนี้ภายในนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ผู้ใช้อาชีพจากประเทศศัตรูรวมตัวกันอยู่อย่างมหาศาลเท่านั้นแต่ยังมีการสร้างป้อมปราการที่น่ากลัวเอาไว้มากมาย อย่างเช่น ‘ปืนใหญ่พลังเวท’ ที่สร้างความเสียหายสถานะมึนงงเป็นกลุ่ม‘ม่านพลังกลืนปีศาจ’ ที่สามารถดูดซับพลังเวทมนตร์ได้หรือ ‘ค่ายกลสายฟ้าฟาด’ ที่ทำให้เกิดอาการอัมพาตชั่วขณะและอื่นๆ อีกเพียบ...”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้มันจึงได้เผยรายละเอียดความยุ่งยากทั้งหมดออกมา

            “ภายใต้เงื่อนไขแบบนั้น ต่อให้ข้าจะเป็นเผ่าที่มีเกล็ดมังกรคอยป้องกันแต่ถ้าโดนของพวกนั้นโจมตีเข้าใส่จังๆต่อให้ไม่ตายก็ต้องบาดเจ็บสาหัสแน่นอนขอรับ...”

            “ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง”

            ลู่เซิ่งฟังแล้วจึงเข้าใจแจ้งและรู้ว่าสิ่งที่ออสการ์พูดนั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงเขตปลอดภัยของแต่ละประเทศย่อมมีการสร้างป้อมปราการเอาไว้มากมายจริงๆ

            และในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนอาชีพถ้วนหน้าเช่นนี้พลังทำลายล้างของป้อมปราการบางอย่างนั้นแข็งแกร่งจนเหลือเชื่อไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใช้อาชีพจะสามารถเข้าไปปะทะตรงๆ ได้เลย

            แต่โชคดีที่ลู่เซิ่งเองก็ไม่ได้คิดจะเอาตัวเข้าไปรับกระสุนปืนใหญ่ของฝั่งตรงข้ามอยู่แล้ว

            เพราะตั้งแต่ตอนที่เขาเห็นเงื่อนไขของภารกิจเปลี่ยนอาชีพ9ดาวนี้ ในใจของเขาก็ผุดแผนการร้ายกาจจนน่าขนลุกขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว

            ใช่แล้ว...มันคือแผนการที่ร้ายกาจสุดๆ

            “นั่นแหละขอรับ ข้าถึงได้บอกว่าภารกิจนี้มันไม่มีทางทำสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียวหรอก”

            ในขณะเดียวกันออสการ์ก็ถอนหายใจยาวอีกครั้งพลางมองลู่เซิ่งแล้วถามเสียงหนัก“นายท่าน พวกเราจะเอายังไงกันดี? หรือว่าภารกิจนี้เราจะไม่...”

            มันยังพูดไม่ทันจบลู่เซิ่งก็โบกมือตัดบทเสียก่อน

            “แน่นอนว่าต้องไปเขตสงครามทรายโลหิต” ลู่เซิ่งตอบอย่างเด็ดขาดโดยแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด

            “อะไรนะ? ข้าเพิ่งจะอธิบายไปชัดเจนขนาดนี้ท่านยังไม่ถอดใจอีกหรือขอรับ?” ออสการ์ถามด้วยความตกใจ

            “หึๆ แกเพิ่งจะทำพันธสัญญากับฉันได้ไม่นานการที่แกจะสงสัยในฝีมือของฉันมันก็เป็นเรื่องธรรมดา ฉันไม่ถือสาแกหรอก” ลู่เซิ่งยิ้มบางๆ

            พูดจบเขาก็เปลี่ยนน้ำเสียงทันที

            “แต่ว่านะ... สิ่งที่แกทำไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าฉันจะทำไม่ได้”

            ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นลู่เซิ่งก็ไม่สนใจปฏิกิริยาของออสการ์อีกเขาลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางสง่าผ่าเผยแล้วเอ่ยว่า “ไปกันเถอะเมื่อถึงเขตสงครามทรายโลหิตแล้ว ฉันจะทำให้แกได้เห็นเองว่าพรสวรรค์การต่อสู้ ระดับSSS ของจริงน่ะมันเป็นยังไง”

            “และเมื่อถึงตอนนั้น แกก็อาจจะได้รู้ว่าการได้ทำพันธสัญญานายบ่าวกับฉันนั้นมันเป็นเรื่องที่โชคดีขนาดไหน”

             

            ...

            ยามเที่ยงคืนดวงจันทร์กลมโตลอยเด่นกลางเวหา

            ณชายแดนทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเสินเซี่ย เขตสงครามทรายโลหิตภายในลานเคลื่อนย้ายของเมืองกระดูกโลหิต

            วูบ...วูบ...

            พร้อมกับการสั่นสะเทือนของพลังเวทมนตร์อันรุนแรงสองร่างก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นภายในวงเวท ร่างหนึ่งสวมชุดเกราะหนักครบชุดสะพายผ้าคลุมสีชาด ในมือถือเคียวยักษ์ จะเป็นใครได้อีกนอกจากลู่เซิ่ง?

            ส่วนอีกร่างหนึ่งนั้นมีขนาดตัวราวกับลูกวัวผิวกายดำสนิททั่วทั้งร่าง ศีรษะมหึมาทั้งสามดูดุร้ายน่าสยดสยองในปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมมีน้ำลายไหลเยิ้มออกมาชวนให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกหวาดกลัวตั้งแต่แรกเห็น จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากออสการ์!

            “เฮ้อ... ในที่สุดก็กลับมาสักทีสินะ?”

            ลู่เซิ่งพึมพำกับตัวเองขณะมองดูทัศนียภาพรอบกายที่คุ้นตาเขายังไม่ทันจะได้ยืนให้มั่นคงดีเสียด้วยซ้ำ

            และในตอนนั้นเอง...

             

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน