เยว่หนานลู่ประหลาดใจ นางไม่เข้าใจคำพูดของหยวนหมิงเย่ที่เพิ่งกล่าวออกมา
“ เจ้าหมายความว่ายังไงที่บอกว่ากำลังปกป้องข้าอยู่? ถ้าหากเจ้าตอบคำถามไม่ดีเจ้าก็รอความตายได้เลย ” เยว่หนานลู่สงสัยพร้อมกับมองไปที่หยวนหมิงเย่ด้วยแววตาเย็นชา
“ เจ้ารู้สักลัทธิมารสีชาดไหมล่ะ? ” หยวนหมิงเย่ถามขึ้นพร้อมกับหันมามองเยว่หนานลู่
“ ลัทธิมารสีชาด? ” เยว่หนานลู่ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่จะส่ายหน้าเบาๆเป็นคำตอบว่านางไม่รู้จัก
“ ลัทธิมารสีชาดเป็นกองกำลังที่ชั่วร้าย พวกมันใช้ชีวิตของผู้บริสุทธ์เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง เมื่อประมาณหนึ่งพันปีก่อนพวกมันเกือบจะปกครองทวีปหมอกสวรรค์ได้สำเร็จ แต่สุดท้ายตัวตนระดับสูงทั่วทั้งทวีปหมอกสวรรค์จึงรวมกำลังกันและกำจัดลัทธิมารสีชาดออกไป แต่ถึงอย่างนั้นพวกมันก็ยังคงอยู่และรอการกลับมาอีกครั้ง ” น้ำเสียงที่ทรงพลังดังขึ้นจากด้านหลังของทุกๆคน
หยวนหมิงเย่และคนอื่นๆมองไปก็พบว่าเป็นจักรพรรดิเยว่เทียนซานและราชครูเหยียนเซิ่นที่ยืนอยู่
“ ท่านพ่อ ” เยว่หนานลู่เรียกขึ้น จากนั้นนางก็รีบตะโกนต่อว่า “ ท่านพ่อช่วยข้าด้วย เฉิงชีถูกเจ้าสารเลวนี้สังหาร ”
“ เงียบ ” เยว่เทียนซานตะโกนขึ้นก่อนที่จะมองไปยังหยวนหมิงเย่จากนั้นเขาก็โค้งคำนับให้เล็กน้อย
“ คุณชายหยวนได้โปรดยกโทษให้กับบุตรสาวที่โง่เขลาของข้าด้วย ” จักรพรรดิเยว่เทียนซานกล่าวพร้อมกับน้ำเสียงสั่นๆ เขากลัวว่าหยวนหมิงเย่จะสังหารเยว่หนานลู่
เมื่อเห็นภาพนี้ดวงตาของเยว่หนานลู่ก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ เพราะนางไม่คิดว่าท่านพ่อจะโค้งคำนับและขอโทษแทนางกับหยวนหมิงเย่ นี้แสดงว่าหยวนหมิงเย่นั้นต้องมีเบื้่องหลังที่ทรงพลังกว่าราชวงศ์เยว่อย่างแน่นอน
“ ทีนี้เจ้ารู้หรือยังว่าลัทธิมารสีชาดคืออะไร? ” หยวนหมิงเย่หันมาถามเยว่หนานลู่
เยว่หนานลู่จำคำพูดของท่านพ่อเมื่อครู่นางก็พยักหน้ารับ นางรู้สึกว่าลัทธิมารสีชาดนั้นเลวทรามมาก
“ แล้วมันเกี่ยวกับเฉิงชียังไง? ” เยว่หนานลู่ไม่ได้โกรธเหมือนกับตอนแรก
“ แล้วเจ้าจำชื่อเหราเหมินจิงได้ไหม? ” หยวนหมิงเย่ถามขึ้น
“ ข้าจำได้ ” เยว่หนานลู่พยักหน้า เพราะนี้เป็นชื่อที่หยวนหมิงเย่ถามเฉิงชี
“ เหราเหมินจิงคือหัวหน้าลัทธิมารสีชาดที่ประจำการอยู่ที่อาณาจักรแสงจันทร์ ” หยวนหมิงเย่เฉลย
ทันใดนั้นทุกๆคนที่อยู่รอบๆก็เข้าใจได้ทันที
“ คุณชายหยวนจะบอกว่าเฉิงชีเป็นสายให้กับลัทธิมารสีชาด? ” เยว่เทียนซานถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ ใช่ นางเป็นสายให้กับลัทธิมารสีชาด ความจริงแล้วลัทธิมารสีชาดได้ส่งคนของพวกมันแฝงตัวเข้ามาในพระราชวังแห่งนี้นานแล้ว เพียงแต่พวกมันปกปิดตัวเองได้อย่างดีทำให้พวกท่านไม่พบร่องลอยเท่านั้น พวกมันกำลังรอโอกาศที่จะทำลายราชวงศ์เยว่อยู่ ” หยวนหมิงเย่ตอบ
จากนั้นเยว่เทียนซานก็มองไปที่ราชครูเหยียน
ราชครูเหยียนไปที่ศพของเฉิงฉีก่อนที่เขาจะหยิบอุปกรณ์มิติจากศพของนางมาตรวจสอบ จากนั้นเขาก็พบกับจดหมายฉบับหนึ่งที่เขียนถึงข้อมูลต่างๆลงในจดหมายฉบับนี้ โดยที่ลงชื่อเหราเหมินจิงเอาไว้
เยว่หนานลู่ตัวสั่น นางไม่คิดเลยว่าคนที่นางไว้ใจมากที่สุดจะเป็นสายให้กับกองกำลังที่ชั่วร้ายและกำลังจะทำลายราชวงศ์ของนาง
จากนั้นนางก็จำคำพูดของหยวนหมิงเย่ที่บอกว่า เขากำลังปกป้องนางอยู่
‘ ที่แท้คุณชายหยวนก็หมายความอย่างนี้เอง ดูเหมือนว่าข้าจะเข้าใจคุณชายหยวนผิดไป ’ เยว่หนานลู่ถอนหายใจและส่ายหน้าเบาๆ เป็นนางเองที่โง่เขลา
“ คุณชายหยวนข้าขอโทษที่ทำเสียมารยาทเมื่อครู่ ” เยว่หนานลู่โค้งคำนับทันที
“ เรื่องเล็กน้อย เพราะการที่ข้ามาที่งานเลี้ยงนี้ก็เพื่อกำจัดคนของลัทธิมารสีชาดอยู่แล้ว ” หยวนหมิงเย่กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม
เยว่หนานลู่ไม่เข้าใจความหมายของหยวนหมิงเย่ แต่เป็นจักรพรรดิเยว่เทียนซานและราชครูเหยียนเซิ่นเข้าใจความหมายของคำกล่าวนี้ดี
“ คุณชายหยวนพวกเราไปที่งานเลี้ยงกันเลยไหม? ” เยว่เทียนซานถามขึ้น
หยวนหมิงเย่หลับตาลงครู่หนึ่งก่อนที่จะลืมตาขึ้นและเหยียดยิ้มออกมา
“ เอาสิตอนนี้นักแสดงมากันพร้อมแล้วถึงเวลาที่ข้าจะไปรับชมแล้วล่ะ ” หยวนหมิงเย่กล่าวออกมา
ทุกๆคนพากันสงสัยว่าอะไรคือการที่นักแสดงมาพร้อมแล้วและถึงเวลารับชม จะมีเพียงแค่เหม่ยเจียงเท่านั้นที่รู้
ที่ห้องโถงงานเลี้ยง
หลังจากที่ไป๋เหรินซี มู่อวิ๋นและลู่อิงเจี๋ยมาถึงห้องโถงงานเลี้ยง
ไป๋เหรินซีและลู่อิงเจี๋ยเดินไปยังที่ที่ตระกูลไป๋อยู่
“ คาระวะท่านลู่ ” ไป๋หยู่กงและไป๋ซิวกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเคารพ
ลู่อิงเจี๋ยพยักหน้ารับเบาๆ
ไป๋หยู่กงไม่ได้โกรธที่ลู่อิงเจี๋ยพยักหน้ารับเบาๆ
“ เก่งมากซีเอ๋อร์ของพ่อ ” ไป๋หยู่กงกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“ ข้าเก่งอยู่แล้วท่านพ่อ ” ไป๋เหรินซีหัวเราะคิกคัก
“ จริงสิลูกพ่อ ตระกูลมู่ได้ยื่นข้อเสนองานหมั้นของลูกกับมู่อวิ๋นมาแล้ว ไม่รู้ว่าลูกพ่อคิดเห็นอย่างไร? ” ไป๋หยู่กงถามขึ้น
“ ไม่เอาท่านพ่อ ข้าขอปฏิเสธ ” ไป๋เหรินซีส่ายหน้าปฏิเสธทันที
“ เหรินซี ข้าคิดว่ามันเป็นการดีเสียอีกที่ตระกูลของพวกเราจะยิ่งใหญ่ขึ้น ” ไป๋ซิวที่อยู่ด้านข้างเตือน
“ ปู่ซิว ท่านเชื่อข้าเถอะ พวกเราจะแข็งแกร่งขึ้นได้โดยที่ไม่ต้องใช้ตระกูลมู่” ไป๋เหรินซีกล่าวออกมา
ยังไม่ทันที่ไป๋หยู่กงหรือไป๋ซิวจะตอบ จู่ๆก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นจากด้านหลัง
ทุกๆคนหันไปก็พบว่าเป็นคนของตระกูลมู่
“ เหรินซีเจ้าจะบอกว่าตระกูลไป๋ของเจ้าจะแข็งแกร่งขึ้นโดยที่ไม่ต้องใช้ตระกูลมู่งั้นหรือ? ” มู่สือเฟิงกล่าวออกมาราวกับว่าเรื่องที่ได้ยินเป็นเรื่องที่ตลกที่สุด
คนอื่นๆในตระกูลมู่ก็หัวเราะออกมาเหมือนกัน
“ เหรินซีเจ้าคิดว่าเจ้าหยวนหมิงเย่นั้นจะช่วยเหลือตระกูลไป๋ของเจ้าและทำให้ตระกูลไป๋ของเจ้ายิ่งใหญ่ได้จริงๆงั้นหรือ? ” มู่อวิ๋นกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ แน่นอน หมิงเย่จะต้องทำให้ตระกูลไป๋ของข้ายิ่งใหญ่มากขึ้นกว่าที่ตระกูลมู่ของเจ้าจะจินตนาการเลยทีเดียวและพวกเจ้าก็อย่ามาคุกเข่าอ้อนวอนล่ะ ” ไป๋เหรินซีกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มที่เย็นชา
“ บังอาจ!! ” น้ำเสียงของมู่สือเฟิงดังขึ้น
เสียงตะโกนของมู่สือเฟิงทำให้แขกทุกๆคนพากันตกใจและหันมามองทันที
ไม่นานทุกๆคนก็รู้ว่าเป็นตระกูลมู่ที่กำลังข่มขู่ตระกูลไป๋อยู่ ซึ่งทุกๆคนก็รู้ดีว่าตระกูลไป๋นั้นแม้ว่าจะเป็นตระกูลใหญ่จากแคว้นกุ่นแต่มันก็ไม่สามารถเทียบได้กับตระกูลมู่จากเมืองหลวงแสงจันทร์
นอกจากนี้พวกเขาก็เพิ่งทราบว่าไป๋เหรินซีปฏิเสธที่จะหมั้นหมายกับมู่อวิ๋น นอกจากนี้นางก็ยังกล่าวว่าคนที่นางชอบจะทำให้ตระกูลไป๋รุ่งโรจน์มากกว่าตระกูลมู่ ด้วยเหตุนี้ทำให้มู่สือเฟิงโกรธ
แขกโดยรอบก็ไม่ได้แปลกใจที่มู่สือเฟิงจะโกรธ ถ้าหากมู่สือเฟิงไม่โกรธสิถึงจะแปลก นอกจากนี้พวกเขาก็ยังพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกด้วย
“ ลูกศิษย์ของข้าจะกล่าวอะไรก็เรื่องของนาง เจ้าจะมายุ่งอะไรด้วยมู่สือเฟิง? ” ลู่อิงเจี๋ยเดินออกมาด้านหน้าพร้อมกับมองไปที่มู่สือเฟิงด้วยรอยยิ้มและเน้นไปที่ชื่อของมู่สือเฟิงทีละคำ
“ ลู่อิงเจี๋ย เจ้าคิดดีแล้วหรือที่จะปกป้องนาง? ” มู่สือเฟิงหรี่ตามองลู่อิงเจี๋ยด้วยแววตาเย็นชา
“ ใช่ ก็ในเมื่อนางเป็นลูกศิษย์ของข้า ข้าย่อมต้องปกป้องนางอยู่แล้ว ” ลู่อิงเจี๋ยเหยียดยิ้มอย่างไม่เกรงกลัว
“ ลู่อิงเจี๋ย ท่านจะใช้ตัวท่านในการปกป้องไป๋เหรินซีหรือว่าจะใช้อำนาจของตำหนักหมื่นวิถีล่ะ? ” มู่สือเฟิงกล่าวออกมาด้วยความเย็นชา
“ แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องของข้าไม่เกี่ยวกับตำหนักหมื่นวิถี ” ลู่อิงเจี๋ยกล่าว
“ ดี ในเมื่อมันไม่เกี่ยวกับตำหนักหมื่นวิถี เช่นนั้นตำหนักหมื่นวิถีก็ไม่สามารถยื่นมือเข้ามายุ่งได้ ” มู่สือเฟิงกล่าวออกมาด้วยความเย็นชากว่าเดิมพร้อมกับจิตสังหารที่ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ ผู้อาวุโสลู่ ท่านคิดดีแล้วใช่ไหมที่จะปกป้องนาง ” มู่อวิ๋นถามขึ้นด้วยความไม่พอใจ
“ แน่นอนข้าย่อมคิดดีแล้ว ” ลู่อิงเจี๋ยพยักหน้ารับ
“ ดี!! เช่นนั้นพวกเจ้าก็ระวังตัวเอาไว้ให้ดี โดยเฉพาะตระกูลไป๋ ” มู่สือเฟิงมองไปที่ตระกูลไป๋พร้อมกับยิ้มออกมา
ไป๋หยู่กงและไป๋ซิวตัวสั่นด้วยความกลัว ใครๆก็รู้ว่าตระกูลมู่นั้นทรงพลังมากแค่ไหน พวกเขามีตัวตนระดับเทพยุทธ์หลายคน แค่นี้ก็สามารถทำลายตระกูลไป๋ได้แล้ว
“ พวกเจ้าคิดที่จะเอาตระกูลไป๋มาขู่ข้างั้นหรือ? ” ไป๋เหรินซีหรี่ตามองไปที่คนของตระกูลมู่ด้วยแววตาเกรี้ยวกราด
“ แน่นอนใครใช้ให้หมัดใครใหญ่กว่าล่ะ? เหรินซีเจ้าก็น่าจะรู้โลกใบนี้น่ะใครแข็งแกร่งคนนั้นรอด ใครอ่อนแอก็ต้องพ่ายแพ้ไป ” มู่อวิ๋นกล่าวออกมา
จากนั้นเสียงหัวเราะของไป๋เหรินซีก็ดังขึ้น
เสียงหัวเราะของนางทำให้ทุกๆคนประหลาดใจ
“ ใช่ เจ้ากล่าวถูกใครแข็งแกร่งกว่าคนนั้นรอด ส่วนใครอ่อนแอคนนั้นก็พ่ายแพ้ไป ชนะเป็นเจ้าแพ้เป็นกบฏ แต่เจ้าคิดจริงๆหรือว่าตระกูลมู่ของเจ้าแข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรแสงจันทร์หรือแม้แต่ในทวีปหมอกสวรรค์ พวกเจ้าคิดว่าตระกูลมู่ของเจ้าอยู่ในระดับไหนของทวีปหมอกสวรรค์ ” ไป๋เหรินซีหัวเราะออกมา
ตอนนี้นางรู้แล้วว่าที่ผ่านมาทุกคนในอาณาจักรแสงจันทร์นั้นโง่งมแค่ไหนที่คิดว่าตัวเองแข็งแกร่งที่สุด คิดว่ามือของพวกเขาสามารถปิดฟ้าได้ด้วยมือเดียว
“ มันเป็นอย่างที่คุณชายหยวนบอกจริงๆ พวกเราเป็นเพียงแค่กบในกะลาเท่านั้น ” ลู่อิงเจี๋ยถอนหายใจ ถ้าหากนางไม่เคยเจอหยวนหมิงเย่ นางก็คิดว่าห้าตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงนั้นแข็งแกร่งและทรงพลัง คิดว่าราชวงศ์เยว่นั้นแข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรแสงจันทร์ แต่เมื่อเทียบกับอาณาจักรอื่นๆล่ะ? ไม่สามารถเทียบกันได้เลย
เมื่อทุกๆคนได้ยินคำพูดของไป๋เหรินซี ทุกๆคนก็ได้แต่ถอนหายใจ เพราะทุกคนรู้ดีว่าทวีปหมอกสวรรค์ อาณาจักรของพวกเขาเป็นอาณาจักรที่เล็กที่สุดแถมยังอ่อนแอที่สุด แม้แต่คนของราชวงศ์ที่ได้ยินคำกล่าวของไป๋เหรินซีพวกเขาก็ได้แต่ถอนหายใจ
“ แล้วเจ้าคิดว่าเจ้าหยวนหมิงเย่นั้นแข็งแกร่งมากงั้นหรือ? คิดว่าเบื้องหลังของมันเหนือกว่าตระกูลมู่ด้วยสินะ ” มู่อวิ๋นกล่าวออกมาด้วยความโกรธ
“ แน่นอนหยวนหมิงเย่ของข้าแข็งแกร่งกว่าที่พวกเจ้าทุกคนคิด ” ไป๋เหรินซียิ้มออกมา
เวลานี้ทุกๆคนพกันสงสัยว่าหยวนหมิงเย่คือใครกันแน่
ห่างออกไปไม่ไกล องค์ชายใหญ่เยว่หลงอี้ที่ได้ยินชื่อของหยวนหมิงเย่ เขาก็รู้สึกสนใจขึ้นมาเพราะมันดันไปคล้ายกับคุณชายหยวนที่เขาเพิ่งเจอวันนี้ แถมคุณชายหยวนก็ดูเหมือนจะเชียร์ไป๋เหรินซีเป็นพิเศษอีกด้วย
“ เหอะ ข้าอยากจะรู้นักว่ามันจะแข็งแกร่งแค่ไหน!! ” มู่อวิ๋นกล่าวขึ้น
“ ถ้าหากเจ้าอยากรู้นักข้าจะบอกเจ้าเอง ” น้ำเสียงที่ไม่แยแสดังขึ้นที่ทางเข้าห้องโถงงานเลี้ยง
เมื่อทุกๆคนหันไปมองก็พบว่าเป็นกลุ่มคนขนาดไม่ใหญ่มาก มีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น แต่กลุ่มคนเหล่านั้นมีทั้งจักรพรรดิเยว่เทียนซานและราชครูเหยียนเซิ่น รวมไปถึงองค์หญิงสามเยว่หนานลู่ และชายหนุ่มและหญิงสาวที่ไม่มีใครรู้จักเดินเข้ามา
“ หยวนหมิงเย่!!! ” มู่อวิ๋นมองไปที่หยวนหมิงเย่และตะโกนออกมาด้วยความโกรธ
ทุกๆคนมองไปที่ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหน้าจักรพรรดิเยว่เทียนซานด้วยความประหลาดใจ พวกเขาไม่คิดเลยว่าหยวนหมิงเย่จะเป็นชายหนุ่มที่อายุน้อยขนาดนี้
เวลานี้เยว่หนานลู่มองไปที่ไป๋เหรินซีและหยวนหมิงเย่ก่อนที่จะหรี่ตาลง
“ พี่เหม่ยเจียง คุณชายหยวนและไป๋เหรินซีเป็นอะไรกัน? ” เยว่หนานลู่ถามขึ้นด้วยความสงสัยใคร่รู้
“ ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจแต่ข้ารู้ดีว่านายน้อยและคุณหนูไป๋มีใจให้กัน ” เหม่ยเจียงตอบ
“ หรือว่าสหายที่คุณชายหยวนกล่าวตอนนั้นก็คือไป๋เหรินซี? ” เยว่หนานลู่ถามขึ้นอีกครั้ง นางนึกถึงตอนที่พบกับคุณชายหยวนครั้งแรกและดูเหมือนว่าเขากำลังไปหาสหายของเขาในเมืองหลวงแสงจันทร์
“ ใช่แล้วล่ะ ” เหม่ยเจียงพยักหน้ารับ
เยว่หนานลู่มองดูทั้งสองก่อนที่จะยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์
หยวนหมิงเย่เดินตรงไปที่ไป๋เหรินซีก่อนที่จะหยุดอยู่ด้านข้างไป๋เหรินซี
หยวนหมิงเย่มองไปที่คนของตระกูลมู่ด้วยรอยยิ้มและถามขึ้นว่า “ ข้าได้ยินมาว่าพวกเจ้าข่มขู่ตระกูลไป๋สินะ ”
“ แล้วมันจะทำไม? เจ้าคิดว่าเจ้าจะปกป้องตระกูลไป๋ได้งั้นหรือ ” มู่อวิ๋นกล่าวออกมาด้วยความโกรธ
“ งั้นข้าก็จะข่มขู่ตระกูลมู่เหมือนกัน นับจากวันนี้ไปตระกูลมู่จะต้องอยู่แต่ในพื้นที่ของตัวเองถ้าหากใครกล้าออกมาแม้แต่ครึ่งก้าว ตายสถานเดียว!! ” หยวนหมิงเย่กล่าวขึ้น
ทันใดนั้นทุกๆคนในห้องโถงก็พากันประหลาดใจ พวกเขาไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มคนนี้จะหยิ่งผยองและโอหังถึงขั้นกล่าววาจาแบบนี้ออกมาต่อหน้าทุกๆคนแบบนี้
มู่สือเฟิงหัวเราะ
“ เจ้าหนูเจ้าบอกว่าถ้าหากคนของตระกูลมู่ออกมาจากพื้นที่ตัวเองตัวเท่ากับตาย เช่นนั้นข้าก็อยากรู้ว่าเจ้าเอาความกล้าอย่างนี้มาจากไหน? ” มู่สือเฟิงหัวเราะร่า