ตอนที่2 สำนักเหมันต์
“อาณาจักรเซียนเทียนอาณาจักรอี้ซาง อาณาจักรหลงและอาณาจักรเหมียน โดยทั้งสี่อาณาจักรจะถูกแบ่งออกด้วยทะเล
ถูจ่ายซึ่งต้องเดินทางโดยใช้เรือชนิดพิเศษข้ามระหว่างอาณาจักรเพราะว่าทะเลถูจ่ายไม่ใช่แค่กระแสน้ำเชี่ยวกรากเท่านั้น
แต่ยังมีสัตว์ร้ายที่ไม่มีผู้แข็งแกร่งคนใดสามารถต่อกรกับมันได้”
หลิวเย่พยักหน้าเข้าใจกับข้อมูลเบื้องต้นของโลกเทียนถังและเขาถามเื่อื่นเพิ่มเติม“การปกครองล่ะ?”
“ทั้งสี่อาณาจักรปกครองโดยท่านเ้าสำนักและผู้าุโที่ได้รับมอบหมายขอรับอาณาจักรอี้ซางปกครองโดยสำนักวิหค
เพลิง อาณาจักรเซียนเทียนปกครองโดยสำนักเหมันต์อาณาจักรเซี๊ยะปกครองโดยสำนักัคราม และอาณาจักรเหมียน
ปกครองโดยสำนักจินกุ้ย”
เมื่อหลิวเย่ได้ยินชื่อจินกุ้ยเขาพลันนึกถึงเ้าเต่าทองคำจินกุ้ยที่อยู่โลกโบราณกับนกอินทรีั์โยวจี้
ไม่รู้ว่าป่านนี้พวกมันทั้งสองตัวจะเป็อย่างไรบ้าง?
หลิวเย่ลอบถอนหายใจอย่างทำใจยอมรับภารกิจช่วยเหลือจักรพรรดิะหลิวเย่หรืออาจารย์ของตนเอง
เขาต้องหาแหล่งข้อมูลที่สามารถบอกได้ว่าอาจารย์อยู่ที่ใด?!
“แล้วเ้าชื่ออะไร? ทำไมถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้ล่ะ?”หลิวเย่ถามสิ่งที่สงสัยออกมาโดยตรง
“ข้าชื่อหลินจางขอรับพวกเราได้รับการฝึกฝนจากศิษย์นอกของท่านเ้าเมืองหยงกันท่านเ้าเมืองเป็ศิษย์สายในของ
สำนักเหมันต์ที่ปกครองอาณาจักรเซียนเทียนขอรับ”
หลินจางตอบตามจริงเมื่อเห็นว่าหลิวเย่ไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ
“คนที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่อาณาจักรไหน?”หลิวเย่ถามด้วยความสนใจ
“เอ่อ ข้าไม่แน่ใจขอรับแต่ทุกสำนักจะมีการประลองฝีมือและคัดเลือกศิษย์ใหม่กันทุกปีนี่ก็ใกล้ถึงวันครบรอบการประลอง
แล้วขอรับ”
“ท่านมาจากที่ใดหรือขอรับ?”หลินจางถามหลิวเย่อย่างตรงไปตรงมาเมื่อเห็นเขาสนใจข้อมูลของโลกเทียนถัง
หลิวเย่เห็นท่าทางของหลินจางที่ทำท่าคล้ายกับตนเป็คนร้ายเขาหัวเราะชอบใจทันที
“ฮ่ะฮ่าฮ่าข้าไม่ได้เป็โจรหรอกน่า แค่เป็พ่อค้าบางครั้ง นักเดินทางบางที ก็เท่านั้นเอง”
หลิวเย่โบกมือตอบอย่างไม่ใส่ใจและสังเกตท่าทีของหลินจาง
“สำนักเหมันต์อยู่ห่างจากเมืองนี้มากแค่ไหน?”
หลิวเย่สนใจที่จะไปสืบค้นข้อมูลของอาจารย์ในสำนักที่ปกครองอาณาจักรแห่งนี้
หลินจางก้มหน้าครุ่นคิดหนักก่อนที่จะเงยหน้าตอบหลิวเย่ตามจริง
“ข้าไม่เคยเดินทางไปไกลนอกจากอีกเมืองที่อยู่ใกล้ๆกันแต่ได้ยินลูกค้าคนอื่นพูดกันว่าใช้เวลาเดินทางโดยขี่ม้าสองวัน
แต่หากแข็งแกร่งขั้นขอบเขตแกนทองคำจะใช้เวลาแค่สองชั่วยามขอรับ”
หลิวเย่พยักหน้าเข้าใจกับคำบอกเล่าของหลินจาง
เขากวาดสายตามองรอบด้านและแหงนหน้ามองแสงแดดและท้องฟ้าครู่หนึ่ง
พบว่าเวลานี้น่าจะเป็่ยามเว่ยจึงบอกกับหลินจางว่า
“เ้าไปนำอาหารขึ้นชื่อสัก2-3 อย่างมาให้ข้าก่อน หากข้าอยากรู้อะไรเพิ่มเติมจะถามเ้าอีกที”
หลิวเย่ปล่อยให้หลินจางไปนำอาหารมาบริการเขาก่อน
“ขอรับนายท่าน”หลินจางยิ้มและรีบเดินออกจากห้องพิเศษทันที
เวลานี้มีนักแสดงเริ่มทำการร้องรำอย่างครึกครื้นที่เวทีด้านล่าง
ผู้คนในห้องโถงด้านล่างมีมากกว่าเดิมเป็สองเท่าจากก่อนหน้าที่หลิวเย่จะมาที่ห้องพิเศษนี้
เมื่อใช้ัั์ตรวจสอบโดยรอบเขาพบว่ามีลูกค้าอยู่ในห้องพิเศษจำนวน10 ห้องครบทั้งหมดแล้ว
หลิวเย่อาศัย่เวลาทานข้าวคิดวางแผนการที่จะทำในโลกเทียนถังนี้
อย่างแรกคือการสืบค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์
เพราะการที่เขาเดินทางผ่านประตูเวลาโดยกำหนดพิกัดจากความทรงจำที่หลงเหลืออยู่
แสดงให้เห็นว่าดาวเคราะห์นี้อาจารย์ต้องเคยเดินทางผ่านมาอย่างแน่นอน
แต่จะเป็สถานที่ที่อาจารย์ให้เขามาช่วยหรือไม่นั้นต้องพิสูจน์อีกที
อย่างที่สองคือค้นหาประตูเวลาเพื่อเดินทางต่อไปหากพบว่าอาจารย์ไม่ได้อยู่บนดาวเคราะห์นี้
“เฮ้อ! มีแต่งานหินที่ทำให้มืดแปดด้านเทเลพอร์ตก็ใช้ไม่ได้ จิติญญาของอาจารย์ก็หายเงียบไปเลย ไม่รู้จะถามใคร
ตัวอักษรของโลกนี้ก็อ่านไม่ออกเฮ้อ!”
หลิวเย่ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาที่ยากจะแก้ไข
แต่เมื่อเขาเลือกที่จะตอบแทนบุญคุณของจักรพรรดิะหลิวเย่ซึ่งเขาเคารพให้เป็อาจารย์นั้น
หลิวเย่จำต้องก้มหน้าทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด
“นายท่านจะไม่พักผ่อนอยู่ที่นี่สักคืนสองคืนก่อนหรือขอรับ?” หลินจางถามหลิวเย่อย่างคาดหวัง
“ทำไมมีอะไรน่าสนใจที่นี่เหรอ?”เขาถามกลับอย่างสงสัย
“เอ่อไม่มีขอรับ เผื่อว่านายท่านจะใช้บริการข้าน้อยอีก”
หลินจางเกาหัวยิ้มตอบอย่างเขินอายที่โลภอยากได้หินพลังงานจากหลิวเย่อีก
แต่หลิวเย่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะบินไปที่เมืองหลวงของอาณาจักรเซียนเทียนเพื่อไปเยี่ยมเยียนสำนักเหมันต์ก่อน
ดังนั้นจึงไม่ได้สนใจเมืองหยงกันแห่งนี้อีก
“ข้าจะไปแล้วเก็บเงินด้วย”หลิวเย่บอกหลินจางเมื่อเขาทานอิ่มแล้ว
“ทั้งหมด70 จินขอรับ” หลินจางบอกหลิวเย่ตามตรงแต่เมื่อมองเห็นสีหน้างุนงงของหลิวเย่
หลินจางจึงอธิบายเพิ่มเติมอย่างใจเย็นว่า“100 จินเท่ากับ 1 หลัน เอ่อ...หลันที่ท่านให้ข้าน้อยน่ะขอรับ”
จากนั้นหลินจางค้นกระเป๋าที่ซ่อนอยู่ในกางเกงใต้ชายเสื้อยาวและหยิบออกมา
มันเป็เหรียญวงกลมมีรูสี่เหลี่ยมตรงกลางสีเงินขนาดเท่ากับหินพลังงานก้อนเล็กของหลิวเย่
“อ๋อนี่คือจินหรือ?”หลิวเย่พยักหน้าเข้าใจเมื่อเห็นเหรียญจินนั่น
“ใช่แล้วขอรับเหรียญจินนี่เป็หน่วยเงินที่เล็กที่สุดของที่นี่และใช้เหมือนกันทุกอาณาจักรขอรับ”
หลิวเย่มีสีหน้าเข้าใจมากขึ้นเมื่อย้อนกลับนึกถึงท่าทีตื่นเต้นของหลินจางที่ได้รับหินพลังงานจากเขา2 ก้อนเล็กๆ
“แล้วหน่วยเงินที่มีค่ามากที่สุดล่ะ?” เขาถามต่ออย่างสงสัย
“อ้อเป็หลันชิ้นใหญ่ ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็กี่เท่าของหลันปกติน่ะขอรับสูงสุดที่ข้าน้อยเคยเห็นจากลูกค้าคือขนาดเท่านี้
ขอรับ”หลินจางทำมือเป็วงกลมขนาดเท่ากำปั้นผู้ใหญ่ซึ่งเป็ก้อนปกติที่หลิวเย่มี
“เข้าใจแล้วงั้นไม่ต้องทอน แล้วที่นี่มีร้านขายตำราไหม?”หลิวเย่แสดงความใจกว้างกับหลินจางอีกครั้ง
โดยการหยิบหินพลังงานหรือหลันออกมาหนึ่งก้อนและวางบนโต๊ะอย่างสบายใจ
“มีตรงหัวมุมด้านทิศเหนือขอรับ”หลินจางตอบอย่างนอบน้อมมากยิ่งขึ้นเมื่อมองเห็นเงินที่เขาจะได้รับเพิ่ม
เมื่อออกจากโรงน้ำชาหลิวเย่จ้องมองไปทิศทางที่หลินจางบอกตำแหน่งของร้านขายตำรา
หลิวเย่เดินตรงไปยังตำแหน่งนั้นทันที
ครู่หนึ่งเขามาอยู่หน้าร้านขายตำราพลางลุ้นในใจขอให้มีแบบตัวอักษรที่เขาสามารถอ่านรู้เื่
“นายท่าน้าตำราแบบใดขอรับ?”
ชายวัยกลางคนท่าทางอัธยาศัยดีคนหนึ่งเดินมาถามเมื่อเห็นหลิวเย่กวาดสายตามองภายในร้านตนเอง
“เอ่อมีแบบตำราอ่านเขียนแบบเริ่มแรกไหม?”เนื่องจากเขาอ่านไม่ออกจึงต้องกล้าถามอย่างลืมอายชั่วคราว
“อ้อมีทางนี้ขอรับ มีหลายแบบเชิญท่านเลือกดูก่อนได้แต่เป็แบบเริ่มต้นเหมือนเด็กๆก็เป็แบบเล่มนี้ขอรับ”
ชายวัยกลางคนพยักหน้าเข้าใจและเดินนำหลิวเย่เข้าไปในร้านพร้อมทั้งอธิบายอย่างใจเย็น
เขาไม่มีท่าทางดูแคลนหลิวเย่ที่อ่านหนังสือไม่ได้ทำให้หลิวเย่โล่งใจ
หลิวเย่หยิบดูหลายเล่มแต่สะดุดตาเล่มหนึ่งที่เป็การแปลภาษาต่อภาษา
นั่นคือระหว่างภาษาของดาวเทียนถังกับภาษาหนึ่งที่หลิวเย่เคยเรียนรู้มาจากฮัท
“เล่มนี้ไม่ได้ขายมานานแล้วขอรับไม่มีใครอ่านภาษาประหลาดนั้นได้ ถ้านายท่านจะเอา ข้าขายให้ราคาถูกๆ”
ชายวัยกลางคนเหลือบมองเห็นเล่มปกเก่าที่หลิวเย่หยิบขึ้นมาดูจึงพูดอย่างจริงใจ
แต่ทว่าหลิวเย่กลับดีใจที่เป็ภาษาที่เขาสามารถอ่านได้อย่างรู้เื่
ทั้งที่เขาสามารถพูดคุยกับคนอื่นๆได้แต่การเขียนอักษรของโลกนี้กลับแตกต่างจากโลกเดิมของเขาอย่างสิ้นเชิง
“ข้าเอาเล่มนี้”หลิวเย่บอกตามตรงและจ่ายเงินตามจำนวนที่เ้าของร้านแจ้งราคา
เมื่อได้ตำราเรียนจำนวน3 เล่มซึ่งประกอบด้วย
หนึ่งตำราอ่านเขียนพื้นฐาน
สองตำราประวัติศาสตร์ดาวเทียนถัง
สามตำราประวัติศาสตร์อาณาจักรเซียนเทียน
จากนั้นหลิวเย่เก็บตำราเข้าไว้ในมิติพื้นที่และเดินออกไปจากร้านหนังสือครู่หนึ่ง
ก่อนเหินตัวบินตรงไปยังทิศทางของเมืองหลวงอาณาจักรเซียนเทียนตามที่ได้รับรู้ข้อมูลมาจากหลินจาง
..........
ครึ่งชั่วยามต่อมา
หลิวเย่มองเห็นเมืองขนาดใหญ่กว่าเมืองหยงกันถึงสิบเท่าซึ่งอยู่ห่างออกไป2 ลี้
เขาเหินตัวลงจอดอย่างนิ่มนวลในชายป่าใกล้กับร้านขายน้ำชาเล็กๆก่อนถึงทางเข้าประตูเมือง
เวลานี้มีผู้คนพลุกพล่านโดยผู้คนสวมเสื้อผ้าหลากสีสันและสวมเครื่องประดับหยกและเพชรพลอยจำนวนมาก
บ่งบอกถึงเศรษฐานะที่มั่งคั่งของชาวเมือง
“โอ๊ะ! มีคนแข็งแกร่งมากกว่าเมืองหยงกันเสียอีก”
หลิวเย่ใช้ัั์ตรวจสอบสถานการณ์ภายในเมืองหลวงซึ่งมีอาณาเขตใหญ่โตเกินพลังตรวจสอบของเขา
พบว่ามีชายหญิงที่แข็งแกร่งในขอบเขตแกนสร้างฐานรากและแกนเสมือนจำนวนมาก
ขอบเขตแกนทองคำมีประมาณหนึ่งในสิบและขอบเขตแกน์อีกสิบกว่าคน
“พลังฉีเข้มข้นขนาดนี้ถ้าไม่แข็งแกร่งสิจะแปลกมาก”เขาพยักหน้าทำความเข้าใจด้วยตนเองเงียบๆ
พลันหลิวเย่ได้ยินเสียงพูดคุยกันระหว่างทหาร4 คนยืนถือหอกรักษาประตูเมืองซึ่งกำลังเก็บค่าผ่านทาง
“อาโจวพรุ่งนี้มีการคัดเลือกศิษย์สายนอกของสำนักเหมันต์ เ้าจะเข้าร่วมไหม?”
ชายหนุ่มหน้าเข้มถามเพื่อนที่ยืนข้างๆตนเองอย่างสนใจ
“ไปสิถ้าข้าได้รับคัดเลือกเป็ศิษย์สายนอก ข้าก็จะมีหลันและสามารถแต่งภรรยาได้”
อาโจวชายหนุ่มอีกคนพูดอย่างมีความหวัง
“ดีแล้วล่ะข้าเองก็อยากไปแต่ติดที่ว่าอายุข้าเกินแล้วนี่สิ น่าเสียดายนัก” ชายหนุ่มอีกคนกล่าวอย่างเสียดาย
“ข้าก็อายุเกินเหมือนกันมีพวกเ้าสองคนที่ยังพอมีโอกาสอยู่บ้าง รีบไปเสีย”
ชายอีกคนบ่นอย่างเสียดายและกระตุ้นให้รุ่นน้องสองคนไปเข้ารับการคัดเลือก
“ได้พวกเราจะไปแน่นอน” อาโจวและชายหนุ่มอีกคนพยักหน้ายืนยันหนักแน่น
หลิวเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินการสนทนาระหว่างทหารทั้งสี่คน
จากนั้นเขาตัดสินเหินตัวบินสำรวจเหนือเมืองหลวงอาณาจักรเซียนเทียนโดยตรง
เมื่อกำลังบินเข้าใกล้เขตประตูเมืองพลันเกิดกำแพงโปร่งใสและตัวหลิวเย่ชนเข้ากับกำแพงโดยตรง
“ปั๊ง! โอ๊ะ!บ้าจริง!”
หัวของหลิวเย่โหม่งชนกำแพงโปร่งใสเข้าอย่างจังจนรู้สึกมึนเล็กน้อยและร่างกระเด็นห่างออกไปอีก10 จั้ง
เขาจึงหันหลังบินกลับด้วยความรู้สึกอับอายขายหน้าพลางบ่นพึมพำด้วยความโมโหว่า
“บ้าชิบ!.....นี่มันแข็งแกร่งมากกว่าขอบเขตแกนเทพเสียอีก”
หลิวเย่เหินตัวลงจอดที่ชายป่าตำแหน่งเดิมด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่ตนเองพลาดไปอย่างบอกไม่ถูก
“กำแพงป้องกันนี่ถูกสร้างโดยใครกัน? ช่างแข็งแกร่งเสียจริงแต่แปลก...ทำไมัั์สามารถผ่านเข้าไปได้?”
หลิวเย่ไม่รู้เลยว่าัั์มีขอบเขตระดับแกนะระดับบรมหรือระดับปลายซึ่งเหนือกว่ากำแพงโปร่งใสที่ถูกสร้าง
โดยผู้แข็งแกร่งในขอบเขตแกนเทพระดับสูงสุด
ดังนั้นัั์ของหลิวเย่จึงสามารถลอดผ่านและตรงเข้าสำรวจตรวจสอบภายในเมืองหลวงได้อย่างง่ายดาย
“เอาวะจ่ายค่าผ่านทางเหมือนคนอื่นๆก็ได้ เฮ้อ!.....กรรมของหลิวเย่”
เขาบ่นพึมพำด้วยอาการเสียหน้าอย่างหนักยังดีที่ไม่มีคนมาหัวเราะเยาะซ้ำเติมตนเอง
ผู้คนเข้าแถวรอเข้าเมืองเริ่มยาวเหยียดมากขึ้น
เนื่องจากผู้แข็งแกร่งหลายคนจากสำนักย่อยและตระกูลต่างๆทยอยกันเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อรับการคัดเลือกเป็ศิษย์
ของสำนักเหมันต์
โชคดีที่อากาศของเมืองหลวงเย็นสบายไม่ร้อนอบอ้าว
แต่ถึงอย่างนั้นก็มีชาวบ้านบางคนเป็ลมหมดสติเนื่องจากร่างกายอ่อนแอและมีโรคที่กำลังเจ็บป่วยอยู่
หลิวเย่ตั้งใจจะเข้าไปช่วย
แต่เมื่อมองเห็นชายชราที่เป็แพทย์และมีกล่องไม้ขนาดใหญ่สะพายข้างเดินเข้าไปตรวจรักษาคนป่วย
หลิวเย่จึงแค่สังเกตสถานการณ์ตรงหน้าต่อไปอย่างเงียบๆ
“ทักษะหมอชราคนนี้ไม่เลวฝังเข็มเก่งและจัดยาได้ดี เยี่ยมมาก”
หลิวเย่ชื่นชมหมอชราที่ให้การรักษาคนป่วยสองคนอย่างรวดเร็ว
เมื่อถึงคิวของหลิวเย่เขาได้หยิบหลันออกมาเตรียมไว้แล้ว1 ก้อนเล็ก
“น้องชายพวกเราไม่มีจินทอนให้หรอกนะ” ชายหนุ่มอายุมากที่สุดในสี่คนพูดขึ้นอย่างเ้าเล่ห์
หลิวเย่รับรู้ได้ทันทีว่าพวกเขา้าส่วนต่างของค่าผ่านทางนั้น
เขาจึงแสดงน้ำใจต่อทหารทั้งสี่คนโดยตรง“พวกท่านรับไปเถิดและไม่ต้องทอน”
“ขอบใจน้องชาย”ทหารทั้งสี่คนยิ้มรับอย่างยินดี
เมื่อหลิวเย่เดินผ่านไปและทันเหลือบมองเห็นพฤติกรรมบางอย่างของพวกทหารทั้งสี่คนนั้น
“อาโจวกับอาผานเอาไปคนละ50 จินเป็ค่าสมัครคัดเลือกในวันพรุ่งนี้นะ”
ทหารอายุมากที่สุดพูดขึ้นและหยิบจินออกมาให้กับรุ่นน้องทั้งสองคน
“ขอบคุณขอรับพี่ไห่”ทหารหนุ่มทั้งสองคนคำนับขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ
หลิวเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อยและพยักหน้าอย่างเข้าใจในเหตุการณ์ของทหารทั้งสี่คน
“อ๋อหาค่าสมัครให้รุ่นน้องนี่เอง อภัยให้ก็ได้ ค่าสมัครคนละ 50 จินงั้นเหรอ? แพงเอาเื่เหมือนกันนะนี่”
เขาลูบคางอย่างครุ่นคิดและส่ายหน้าเบาๆอย่างไม่สนใจกับเื่นี้อีกต่อไป
จากนั้นเขาใช้ัั์ตรวจสอบหาตำแหน่งของสำนักเหมันต์
ปรากฏว่าที่ตั้งของสำนักเหมันต์ซึ่งเป็สถานที่คัดเลือกศิษย์สายนอกใหม่นั้น
อยู่ห่างจากเมืองหลวงไปทางทิศเหนืออีก80 ลี้โดยตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงหลายลูก
หลิวเย่มองเห็นผู้คนจำนวนมากที่พักในโรงเตี๊ยมใกล้ๆเชิงเขาและอาณาเขตของสำนักเหมันต์
และมีผู้คนบางส่วนที่กางผ้าใบนอนในป่าใกล้ๆกับอาณาเขตของสำนักเหมันต์เป็จำนวนมาก