ปรมาจารย์ไร้เดียงสา
บทที่ 9 ออกเดินทาง
ห้าปีผ่านไป... วันนี้เป็วันครบกำหนดสิบปีที่มี่มี่กับอี้เฉิน ได้มาอาศัยอยู่กับหญิงชรา ทั้งความรู้ทางการใช้พิษ ยาพิษ และความรู้ทางการแพทย์อัดแน่นอยู่ภายในหัวของมี่มี่ นางไม่เคยลืมความแค้นของบิดามารดา และการออกตามหาพี่ชายที่หายไป นางไม่รู้ว่าตอนนี้เขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ นางได้แต่หวังว่าเขาจะมีชีวิตอยู่เพื่อจะได้พบกันในสักวัน
หญิงชราที่อยู่กับเด็กหญิงตัวน้อยจนตอนนี้โตมาเป็แม่นางน้อยผู้งดงาม รู้สึกผูกพันกับมี่มี่เป็อย่างมาก นางได้แต่รู้สึกใจหายเมื่อรู้ว่ามี่มี่เตรียมตัวเดินทางเพื่อออกตามหาพี่ชายและล้างแค้นให้กับบิดามารดาที่ถูกสังหาร ก่อนมี่มี่จะจากไป หญิงชราผู้นั้นได้เอ่ยขึ้นว่า
"หลายสิบปีมาแล้วที่ข้าไม่เคยบอกนามของข้าแก่ผู้ใด ศิษย์ตัวน้อยเอ๋ย นามของข้าคือจื่อลู่ จงจำเอาไว้ให้ดี ข้าไม่มีสิ่งอื่นใดจะมอบให้นอกจากเครื่องรางอันนี้ เมื่อใดที่เ้ามีภัย ขอให้เ้าบีบมันให้แตก
"ศิษย์ขอขอบคุณในความเมตตาของท่านอาจารย์ที่มีต่อศิษย์มาโดยตลอด เมื่อศิษย์สามารถทำในสิ่งที่ปรารถนาได้สำเร็จ ศิษย์จะกลับมาหาท่านนะเ้าคะ"
เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกใจหายไม่ต่างกัน นางอยู่ที่นี่มาถึงสิบปีเต็ม จะบอกว่าไม่รักไม่ผูกพันคงเป็เื่โกหก แต่นางยังมีสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จอีกมากมาย นางหมายมั่นว่าเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยนางจะกลับมาเพื่อดูแลอาจารย์ที่นี่อย่างแน่นอน
"ออกไปโลกภายนอก จงจำไว้ สิ่งที่เ้าต้องพึงระวังเป็ที่สุดคือบุรุษ เพราะบุรุษคือความโลเล เชื่อใจไม่ได้ อ้อ ข้าลืมบอกไปอีกเื่หนึ่งศิษย์ผู้พี่ของเ้าที่ข้าเคยเล่าให้ฟังนางมีนามว่าลี่เซี่ยน หากมีโอกาสได้พบกันเ้าจงเอ่ยนามของข้าแก่นาง แล้วนางจะเข้าใจเอง"
"ศิษย์รับทราบเ้าค่ะ ท่านอาจารย์"
เหมี๊ยวๆๆๆ~~ (ลาก่อนนะยายแก่ อย่าได้พบกันอีกเลย)
"เ้าแมวเอ่ยสิ่งใดรึ"
"เอ่อ มาวมาวบอกว่า ขอให้ท่านโปรดรักษาสุขภาพด้วยเ้าค่ะ"
เมี๊ยวๆๆๆๆ~~ (เหตุใดไม่พูดตามข้าบอก)
"ตอนนี้ก็สายมากแล้ว ศิษย์คงต้องขอตัวก่อน หากมีโอกาสศิษย์จะแวะมาหาท่านอาจารย์บ่อยๆนะเ้าคะ"
กล่าวจบหนึ่งสตรีหนึ่งแมวก็โบกมือลาก่อนจะออกเดินจากกระท่อมหลังนี้ไป ทั้งคู่ตั้งใจว่าจะเริ่มต้นจากเมืองที่ใกล้ที่สุด เพื่อสืบหาข่าวคราวของพี่ชาย และบุคคลที่สังหารบิดามารดาของนาง ตอนนี้จำนวนคนที่ได้รับการช่วยเหลือจากมี่มี่มีทั้งหมดห้าคน ที่มีห้าคนเพราะก่อนหน้านี้มีคนาเ็หลงเข้ามาในป่าลึกซึ่งมี่มี่ได้ช่วยรักษาเอาไว้ได้หนึ่งราย
มี่มี่ที่โตขึ้นเริ่มสงสัยในเื่ความเป็มาของอี้เฉิน จนอี้เฉินต้องบอกความจริงเกี่ยวกับตัวเขาเพื่อขอให้มี่มี่ช่วยเหลือ นางมุ่งมั่นอยากจะเป็แพทย์หญิง ดังนั้นการช่วยเหลือย่อมเป็หน้าที่ของนางอยู่แล้วเช่นกันจึงไม่ได้ปฏิเสธในการให้ความช่วยเหลืออี้เฉิน อี้เฉินที่ได้ยินดังนั้นก็สบายใจ ดังนั้น่เวลาที่ผ่านมาเขาจึงทุ่มเทสั่งสอนและมอบความรู้ทุกอย่างให้แก่มี่มี่ เพราะหากนางมีความรู้มาก ย่อมช่วยเหลือผู้คนได้มาก อีกทั้งผู้คนจะยินยอมให้นางช่วยเหลืออีกด้วย
ทั้งสองเดินออกจากป่าแห่งนี้โดยการนำทางของอี้เฉิน เมื่อมีเวลาเขามักจะออกเที่ยวเล่นดูทิศทางในป่า จึงรู้ว่าทางใดคือทางที่จะไปในเมืองที่ใกล้ที่สุด แม้จะรู้ทางแต่เขาก็ไม่เคยเฉียดเข้าไปหรอกนะ เพราะเขาเป็เพียงแค่แมวที่มีลักษณะสวยงามตัวหนึ่ง หากถูกจับตัวไปเขาจะทำอย่างไร ระหว่างทางที่เดินในป่าอี้เฉินได้ถามความจำเื่สมุนไพรกับมี่มี่เป็ระยะๆ มี่มี่ที่มีความทรงจำดีมากอยู่แล้วบวกกับความมุ่งมั่นตั้งใจ ทำให้นางบอกไม่ผิดเลยแม้แต่ชนิดเดียว
ยังไม่ทันได้ออกจากป่า ก็พบเสียงคนคุยกันอยู่เบื้องหน้า
"ออกมาสอดแนมก็ดีเหมือนกันนะ ได้กินอาหารอร่อยกว่าอยู่ในค่ายเสียอีก"
"ข้าได้ยินมาว่าต่อไปจะมีอาหารชนิดนี้เยอะขึ้นนะ อยู่ในค่ายก็จะได้กินไม่ต้องมาสอดแนมแล้ว"
"จริงหรือ! งั้นก็เยี่ยมไปเลย ข้าจะได้ไม่ต้องซื้อเวรสอดแนมแบบนี้อีก"
"เฮอะ จริงๆเ้าทนรออีกหน่อยเดี๋ยวก็ได้กินแล้ว"
"ข้าอยากลองก่อนคนอื่นๆนี่นา จะได้ไปคุยโอ้อวดกับคนอื่นได้"
มี่มี่กับอี้เฉินที่ได้ฟังก็งุนงงเป็อย่างมาก พวกเขาคุยกันเื่อะไรกันล่ะนี่ แต่จากที่จับใจความแล้ว พวกเขาน่าจะเป็ทหารสอดแนม แต่พวกนางยังไม่แน่ใจว่าเป็ทหารสอดแนมจากฝ่ายใด จึงยังไม่แสดงตัวออกไป
"เออจริงด้วย เ้ารู้ไหมตอนนี้หมอใหญ่ในค่ายเราล้มป่วย พวกทหารในค่ายเลยลำบากกันใหญ่เลย"
"เฮ้ย แบบนี้จะทำยังไง หมอเรายิ่งมีน้อยๆอยู่"
"นั่นน่ะสิ นอกจากหมอใหญ่แล้ว หมอคนอื่นไม่ค่อยสนใจพวกเราเลย เฮ้อ ข้าได้แต่หวังว่าทางราชสำนักจะเห็นความดีของพวกเราบ้าง"
เมื่อได้ยินพวกเขาพูดคุยกันว่าขาดแคลนหมอ ดวงตาของหนึ่งเด็กหนึ่งแมวก็เป็ประกายแวววาวขึ้นมาทันที แต่นางต้องมองให้แน่ใจก่อนว่าทหารเหล่านี้เป็คนจากเมืองหลวง หรือเป็คนจากชาวเหนือ เพราะหากเป็คนจากชาวเหนือนางอาจถูกจับตัวไปแล้วไม่มีโอกาสได้ตามหาพี่ชายและล้างแค้นให้บิดามารดานางได้อีก สุดท้ายนางจึงไม่ได้เผยตัวออกไปเจอพวกเขา แต่เลือกที่จะหลบอยู่หลังต้นไม้ แล้วค่อยๆเดินไปค่ายทหารที่พวกเขาพักอยู่ หากเป็ในเขตแดนเมืองเทียนโจว แสดงว่าที่ค่ายทหารกำลังขาดแคลนหมอ นางจะใช้โอกาสนี้สร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง เพื่อจะได้ใช้ชื่อเสียงนี้ตามหาพี่ชาย
หลังจากเดินมาครู่หนึ่งก็พบค่ายทหารอยู่เบื้องหน้า เมื่อมองไปที่ธงหน้าค่ายก็พบว่าเป็ทหารของเมืองเทียนโจว ที่รู้ว่าเป็ธงของเมืองเทียนโจวเพราะอี้เฉินเคยเดินทางมาที่เมืองแห่งนี้มาก่อนและยังจำธงของที่นี่ได้ ดังนั้นทั้งสองจึงมั่นใจว่าจะไม่ถูกทำร้าย จึงเดินเข้าไปด้านหน้าค่ายก่อนจะเอ่ยถามทหารเฝ้าประตูขึ้นว่า
"พี่ชายท่าน้าหมอใช่หรือไม่เ้าคะ"
สองทหารมองไปตามเสียงก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง หญิงสาวตรงหน้างดงามเกินกว่าสตรีที่เคยพบเจอ พวกเขามัวแต่ตกตะลึงจึงไม่ได้ฟังสิ่งที่มี่มี่ถาม เมื่อได้สติทหารนายหนึ่งจึงถามขึ้นว่า
"เมื่อครู่แม่นางถามว่าอะไรนะ"
"ข้าถามว่าที่นี่้าหมอใช่ไหมเ้าคะ"
"เ้ามีหมอมาแนะนำงั้นหรือ"
"เปล่าเ้าค่ะ แต่เป็ตัวข้าเองที่อยากสมัคร"
ทหารทั้งสองได้แต่ตกตะลึงอีกครั้ง หากได้แม่นางที่งดงามเช่นนี้มาเป็หมอแค่นั่งมองหน้านางพวกเขาคงหาจากโรคเองได้เลยกระมัง อยากให้นางมาอยู่ในค่ายเสียจริง แต่น่าเสียดายที่มันเป็แค่ความฝัน ทหารผู้หนึ่งจึงได้แต่เอ่ยตอบไปว่า
"คงไม่ได้หรอก ที่ค่ายแห่งนี้มีกฎว่า หากไม่จำเป็ไม่ให้พาสตรีเข้าไปในค่าย"
"เอ๋ หากข้าได้เป็หมอจะสามารถเป็ข้อยกเว้นไหมเ้าคะ"
สองทหารมองหน้ากัน พวกเขาก็ไม่แน่ใจว่าจะทำเช่นนี้ได้หรือไม่ มี่มี่ที่สงสัยกำลังคิดอยู่ว่าทำอย่างไรนางถึงจะได้รักษาคนได้จำนวนมากๆแล้วมีชื่อเสียงขึ้นมาได้ นางจึงคิดว่าค่ายทหารมักมีผู้าเ็จำนวนมากมาย ดังนั้นการเป็หมอในค่ายทหารจึงเป็ทางเลือกแรกที่นางอยากลอง ระหว่างที่นางกำลังคิดถึงความเป็ไปได้ เสียงของอี้เฉินก็ดังขึ้นในหัวนางก่อนว่า
'ค่ายทหารมีแต่บุรุษมันอันตรายเกินไป อีกอย่างเ้ายังไม่เคยรักษาคนจริงๆสักเท่าไรนัก เ้าอย่าเพิ่งเข้าไปตอนนี้จะดีกว่า'
'เอ๋ ในค่ายทหารไม่ดีหรือ หากข้ารักษาคนได้เยอะๆก็จะดีต่อตัวท่านด้วยนะ'
'ดีมันก็ดีอยู่หรอก แต่คงไม่ใช่ตอนนี้'
มี่มี่คิดตามคำพูดของอี้เฉิน อาจจะจริงอย่างที่เขาว่า นางยังไม่มีประสบการณ์มากนัก บางทีการรักษาคนทั่วไปก่อนเข้าไปในค่ายทหารอาจจะดีกว่าจริงๆ