หลิงเซียวนั่งเงียบ ๆอยู่หน้าจอโทรทัศน์ตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว เหตุการณ์การโจมตีของกองทัพอิสระหวงซู่ออกอากาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนหน้าจอยีนพิเศษของชาวเทียนซู่คือเป้าหมายของศัตรูมาโดยตลอด และกองทัพไม่เคยอ่อนข้อให้กับผู้ที่มีความพยายามเช่นนี้เลยยิ่งไปกว่านั้นนี่เป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าลงมือทำอะไรบางอย่างบนแผ่นดินเทียนซู่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นการยั่วยุล้วนๆ
ฝ่ายที่สนับสนุนให้ล้มเลิกการโจมตีดาวหวงซู่ยังคงปิดปากเงียบส่วนฝ่ายสำรวจกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้อย่างเต็มที่ จากในกล้องจะเห็นเงาของหน่วยเฝินอิ่งปรากฏขึ้นหลายครั้งพลตรีฝูเหยาผู้เป็นหัวหน้าหน่วยได้รับคำสั่งให้นำกองกำลังของเขาไปที่หวงซู่เพื่อปราบปรามกองทัพอิสระและรวมอำนาจการปกครองในขณะเดียวกันเขาก็แสวงหาความยุติธรรมให้ตัวประกันที่ต้องมาเสียสละชีวิตในเหตุการณ์นี้ด้วย
ใต้ต้นไม้แห่งจิตวิญญาณ นายพลตัวเตี้ยที่มีพละกำลังเหนือใครนำกลุ่มทหารไปสาบานครั้งสุดท้ายก่อนออกทัพการต่อสู้กับดาวหวงซู่เป็นการต่อสู้ที่ยากที่สุดของพวกเขาภายในขอบเขตการเคลื่อนไหวที่จำกัดสีหน้าของทหารแต่ละนายดูไม่กลัวตาย ไม่ว่าร่างกายของพวกเขาจะถูกส่งกลับมายังเทียนซู่หรือไม่นั้นก็ไม่สำคัญพวกเขาเพียงหวังว่าประภาคารจะส่องทางให้วิญญาณกลับมาเท่านั้น
เมื่อกล้องหันไปทางด้านข้างก็มีการจัดพิธีไว้อาลัยชั่วคราวที่นี่เช่นกันผู้คนมากมายจากทั่วทุกมุมของเทียนซู่มาวางดอกไม้เพื่อไว้ทุกข์ แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้จักผู้เสียชีวิตก็ตาม
หลิงเซียวลุกขึ้นจากเตียง ต้องการจะออกไปข้างนอกแต่ถูกขวางไว้ตอนนี้เขาเห็นครูใหญ่อยู่นอกประตู
“ครูใหญ่ครับ ครูพาผมไปที่ฐานหน่อยได้หรือเปล่า”เขาถามมาจากด้านใน
ครูใหญ่เหลือบไปเห็นสิ่งที่อยู่ในโทรทัศน์และเข้าใจได้อย่างชัดเจนหันกลับมาถามผู้คุมทั้งสอง“ผมขอคุยกับหัวหน้าพวกคุณได้ไหม”
คนคนหนึ่งยืนก้มศีรษะอยู่ข้างถนนสายเปลี่ยวราวกับว่าไม่ต้องการให้คนอื่นเห็นใบหน้าของเขาชัด ๆยานบินไร้คนขับขนาดเล็กแล่นมาหยุดตรงหน้าเขาเงียบ ๆ และประตูก็เปิดออก
พอเขาเดินเข้าไป ประตูยานก็ปิดลงอย่างรวดเร็วยานบินที่จอดอยู่เพียงครู่เดียวออกจากที่นี่ทันทีพร้อมกับพาคนประหลาดคนนั้นไปด้วย ถนนกลับสู่สภาพเดิมโดยไม่ทิ้งร่องรอยของสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
ยานบินพาเขาไปยังที่ซ่อนแห่งหนึ่งและเมื่อประตูเปิดออกอีกครั้งก็มีคนรอเขาอยู่ข้างนอกแล้ว
“ฉันรู้อยู่แล้วว่านายต้องมา”ไท่อินมองผู้มาเยือนด้วยแววตาอ่อนโยน เป็นสายตาที่คนอื่นไม่มีทางได้เห็น
ซังหยางเดินออกจากยานบินด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกไม่ว่าชายตรงหน้าจะแสดงความอ่อนโยนเพียงใด ก็ไม่มีทางเปลี่ยนความจริงที่เขาบีบบังคับตนได้เลย
ไท่อินไม่สนใจความไม่แยแสนั้น เขาเพียงต้องการให้บุคคลนี้กลับมาอยู่ข้างกายส่วนเรื่องความรู้สึกก็ค่อย ๆ พัฒนาได้หลังจากคลี่คลายพันธสัญญาแล้ว ที่นี่มีเขาเพียงคนเดียวซิงโหลวจากไปก่อนที่ซังหยางจะปรากฏตัวนานแล้ว กองทัพเพิ่งตรวจสอบสถานะทรัพย์สินของเขาในชาติก่อนและเขาไม่ต้องการให้ตัวตนของตัวเองถูกเปิดเผยในเวลานี้
มีจอภาพเรียงกันหลายแถวภายในห้องซังหยางจดจำคนในหน้าจอได้อย่างรวดเร็ว เจวี๋ยอินกำลังเดินอยู่บนหน้าจอแล้วก็หายไปที่ส่วนท้ายของจอจากนั้นก็ปรากฏตัวอีกหน้าจอหนึ่ง ทุกอิริยาบถของเธอล้วนกำลังถูกจับจ้อง ถ้าไท่อินต้องการลงมือกับเธอมันก็ง่ายราวกับพลิกฝ่ามือซังหยางกำหมัดไว้ครู่หนึ่ง แต่ก็รีบปล่อยอย่างรวดเร็ว ไท่อินจึงมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวนี้
“เพื่อนของนายเหรอ”ไท่อินรู้แต่แกล้งถาม “คิดไม่ถึงว่าจากหน่วยอินทรีไปแค่ช่วงเวลาสั้นๆ นายก็มีเพื่อนใหม่แล้ว”
สีหน้าของซังหยางยังคงนิ่งเฉย ไม่รู้ว่าเขาไม่ได้สนใจเจวี๋ยอินจริงๆ หรือตั้งใจซ่อนเร้น แต่ไท่อินก็พึงพอใจกับความรู้สึกนี้มาก
“ตกลงนายไปข้องเกี่ยวกับใครบ้าง”ซังหยางถาม “อิ๋งเฟิง หลิงเซียว อวี้เฉวียน ตอนนี้ยังมีเจวี๋ยอินอีกหรือว่านายจะไม่ปล่อยพวกเขาไปตราบใดที่พวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับฉัน”
“ถ้านายอยู่ข้างกายฉันตลอดเวลาก็จะไม่มีใครเป็นอะไร”น้ำเสียงของไท่อินอ่อนโยน “ตอนนี้นายกลับมาแล้วฉันรับประกันว่าต่อไปมันจะไม่เกิดขึ้นอีก”
ซังหยางเบือนหน้าหนีเล็กน้อย “ถ้าฉันหายไปเงียบ ๆ เธอจะไม่ยอมแพ้แน่ ฉันไม่อยากให้เธอมารบกวนฉันอีก”
ไท่อินยื่นเครื่องสื่อสารให้เขาด้วยความใส่ใจทั้งยังกดหมายเลขของเจวี๋ยอินให้ด้วย ไม่ช้าเด็กสาวที่อยู่บนหน้าจอก็มองลงไปที่เครื่องแสดงผลของตัวเองอย่างรวดเร็วมีตัวเลขที่ไม่คุ้นเคยปรากฏขึ้นบนนั้น
“ใครคะ” เสียงของเธอดังมาจากปลายสาย ไพเราะน่าฟัง
“ฉันเอง” ซังหยางมองดูเธอจากที่ไกล ๆ น้ำเสียงสงบนิ่ง
“ซังหยาง? นี่เบอร์ของเธอเหรอ เธอลงทะเบียนเครื่องแสดงผลแล้วเหรอ”
“เปล่า ของคนอื่นน่ะ”เขาพูด
เจวี๋ยอินไม่ได้ถามต่ออีก “ฉันถามมาจากคุณครูถึงกรณีพิเศษของเธอแล้ว ไว้หลังจากพวกเราเข้าพิธีบรรลุนิติภาวะเธอก็เข้าเรียนที่อวี้เทียนได้โดยตรง แต่ว่าต้องเริ่มเรียนจากชั้นปีที่หนึ่ง ถึงตอนนั้นเธอก็จะเป็นรุ่นน้องของฉัน”
เธอหัวเราะคิกคัก “ช่วงนี้เธอตั้งใจฝึกฝนหรือเปล่า ถ้าเธอแพ้ฉันในพิธีบรรลุนิติภาวะ ก็ต้องเป็นทาสพันธะของฉันนะ”
การแสดงออกของซังหยางยังคงเหมือนเดิมหลังจากได้ยินคำพูดเหล่านี้แต่มุมปากของไท่อินยกขึ้นเล็กน้อย แววตาดูเยือกเย็นขึ้นเรื่อย ๆ เผยให้เห็นรอยยิ้มเย็นทำให้อดที่จะสงสัยไม่ได้ว่าหากเจวี๋ยอินยังคงพูดเรื่องนี้ต่อไป ไท่อินก็มีแนวโน้มที่จะถอนคำมั่นสัญญาก่อนหน้านี้
“ตอนนี้ไม่ต้องเตรียมแล้ว”ไม่มีคลื่นอารมณ์ในน้ำเสียงของซังหยาง “ฉันเปลี่ยนใจแล้วว่าจะไม่เข้าพิธีบรรลุนิติภาวะกับเธอ”
เจวี๋ยอินตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด “เธอกำลังพูดอะไรน่ะ เกิดอะไรขึ้นกับเธอ”
“เปล่า ก็เห็นอยู่ว่าพลังของฉันสู้เธอไม่ได้แต่ฉันก็ไม่อยากเป็นทาสพันธะ ฉะนั้นฉันเลยเปลี่ยนใจ”
เจวี๋ยอินยืนนิ่ง น้ำเสียงเจือปนความโมโหเล็กน้อย “ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้พูดแบบนี้นี่”
“ขอโทษที โชคดีที่พวกเรายังรู้จักกันไม่นานเท่าไรความรู้สึกยังไม่ลึกซึ้ง เธอน่าจะหาคนที่เหมาะสมกับเธอได้มากกว่า”
“ซังหยาง ทำไมวันนี้เธอถึงได้แปลกอย่างนี้!”เจวี๋ยอินขึ้นเสียงสูง “ทั้งที่เธอเคยบอกว่าแม้กำลังของเธอจะสู้ฉันไม่ได้แต่ก็จะพยายามอย่างเต็มที่ไม่ใช่เหรอ”
“ใช่ ก่อนหน้านั้นฉันไม่รู้ความจริงเกี่ยวกับพิธีบรรลุนิติภาวะเลยแต่วันนี้ฉันได้ไปเยี่ยมทาสพันธะที่เพิ่งผ่านพิธีบรรลุนิติภาวะและพบว่าพลังจิตของฉันไม่สามารถต่อสู้กับระยะว้าวุ่นได้เป็นฉันที่ถอนตัวก่อนลงสนามเอง”
เจวี๋ยอินไม่คิดว่าเขาจะพูดแบบนี้เธอสูดหายใจลึกหลายรอบ“ซังหยาง เธอทำให้ฉันผิดหวังจริง ๆ ”
“ขอโทษด้วย งั้นก็ตามนี้แหละเธอไม่ต้องตามหาฉันอีก ลาก่อน”
ซังหยางจบบทสนทนา เครื่องมือสื่อสารถูกส่งคืนให้ไท่อินและไท่อินก็ทำลายมันอย่างง่ายดาย
“ตอนนี้คิดจะเอายังไง”ซังหยางถามเขา
“ตอนนี้ฉันเข้าใจวิธีปลดปล่อยพันธสัญญาเลือดแล้ว”มีความภาคภูมิใจซ่อนอยู่ในน้ำเสียงของไท่อิน เขาคิดว่าตัวเองเป็นผู้ชนะแล้ว
สีหน้าของซังหยางเปลี่ยนไปเล็กน้อย “แล้วยังไงต่อ”
“แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่มันจะสุกงอมเต็มที่นายรอฉันอีกแค่เก้าเดือน ฉันจะกลับมาทำสัญญากับนายใหม่อีกครั้งด้วยสถานะที่เป็นอิสระ”
ในขณะที่กล่าวคำพูดเหล่านี้ ดวงตาเขาเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังเขาไม่ได้คาดหวังอะไรแบบนี้มานานแล้วตั้งแต่ซังหยางในชาติที่แล้วตายจากไป แสงสว่างในชีวิตของเขาดูเหมือนจะปิดลงครึ่งหนึ่งแต่ตอนนี้ในที่สุดเขาก็มีโอกาสจุดไฟให้กับพวกมันอีกครั้ง
“เก้าเดือน” ซังหยางหลุบตาลงเล็กน้อย “นายคิดว่ากองทัพจะเลิกราแล้วนั่งดูอยู่เฉยๆ เหรอ ตอนนี้ยานของนายถูกทำลายแล้ว นายต้องการให้ฉันหนีไปไหนตั้งเก้าเดือน”
“ที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด”ไท่อินก้าวไปข้างหน้าและวางมือบนไหล่ของซังหยาง การกระทำของเขาทำให้ร่างกายของซังหยางแข็งทื่อแต่ก็ยังฝืนบังคับตัวเองได้ “ฉันจะส่งนายไปที่ฐานและให้นายนอนหลับในคลังเก็บพลังงานชั่วคราวเป็นเวลาเก้าเดือนพอเก้าเดือนผ่านไป นายจะตื่นขึ้นอีกครั้งและมีตัวตนใหม่ ตราบใดที่ฉันเปลี่ยนรูปลักษณ์ของนายนิดหน่อยก็ไม่มีใครสงสัยแล้ว”
“ฐาน? ผู้ให้ข้อมูลกับนายในฐานไม่ได้ถูกจับแล้วหรอกเหรอ”
“นายคิดว่าอวี้เฉวียนเป็นคนของฉันจริงๆ เหรอ” ไท่อินถามกลับ “นายอยู่กับกองทัพขยะพวกนั้นแค่ไม่กี่วันก็ได้รับเชื้อสติปัญญาจากพวกมันมาแล้วเหรอไง”
แล้วเขาก็ไม่ใส่ใจในคำถามนี้อีก “ซังหยาง ฉันจะทำให้นายเป็นเหมือนกับหลิงเซียว ลืมความทรงจำที่ไม่ดีทั้งหมดก่อนหน้านี้ไปซะพอนายตื่นขึ้นมาอีกที ฉันจะให้นายทำความรู้จักกับฉันใหม่และยอมรับฉัน ฉันเชื่อว่าฉันจะทำให้นายรักฉันได้เหมือนเมื่อก่อน”
“ช่างเป็นแผนการที่งดงามจริงๆ ” ซังหยางหลับตาลง “ในเมื่อนายวางแผนอย่างรอบคอบขนาดนั้นแล้วฉันยังจะโต้แย้งอะไรได้อีกล่ะ”
ไท่อินหันหน้าหนี “พวกเราไปกันเถอะ”
ฐานเงียบสงัดเหนือความคาดหมาย ทุกคนต่างอยู่ข้างนอกเพื่อเข้าร่วมพิธีอำลาอิ๋งเฟิงพวกเขาแอบเข้าไปในฐานได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามใด ๆเพราะการแต่งตัวปกปิดอย่างแนบเนียนของไท่อิน
“เร็วหน่อยสิ” คนที่สวมหน้ากากคนหนึ่งกระตุ้นเสียงต่ำ เห็นได้ชัดว่าไม่ต้องการให้ซังหยางเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา
“เธอไม่ต้องเป็นห่วง อีกสักพักฉันจะปิดความทรงจำทั้งหมดของเขาตั้งแต่ตอนเขาตื่นถึงตอนนั้นเขาจะคิดว่าตัวเองเป็นแค่ระยะเยาว์วัยที่เพิ่งตื่นและจะจำเธอไม่ได้อีก ฉันเพียงต้องการให้เธอจัดเตรียมข้อมูลประจำตัวทางกฎหมายให้เขา”
“คุณทำอย่างนี้มันเสี่ยงเกินไปแล้ว”คนนั้นยังคงพูดเสียงต่ำ “ถ้ามีความผิดพลาดเกิดขึ้นแม้แต่นิดเดียวผมก็จะถูกจับได้ทันที อวี้เฉวียนเพิ่งจะกลายเป็นแพะรับบาป ในตอนนี้ผมยังเป็นผู้บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์นี่คือครั้งสุดท้ายที่ผมจะช่วยคุณ นับจากวันนี้ไปคุณไม่ต้องติดต่อกับผมอีก”
ไท่อินหัวเราะเย็นชา “แน่นอนว่าเธอไม่ต้องติดต่อฉันอีกแล้ว เธอฆ่าผู้บังคับบัญชาด้วยน้ำมือของตัวเองและขึ้นแทนที่ตำแหน่งของเขาโดยที่ไม่มีใครสงสัย เป้าหมายเธอนับว่าบรรลุผลแล้วไม่ใช่เหรอท่านหัวหน้านักวิจัยของฐานคนปัจจุบัน”
มีคนโผล่ออกมาจากมุม ทั้งสองคนที่อยู่ตรงนั้นต่างตื่นตกใจ
“อวี้เฉวียน ทำไมถึงเป็นนายไปได้”เยี่ยไห่เบิกตากว้าง “นายถูกกองทัพจับกุมตัวไปแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ถ้ากองทัพไม่จับกุมฉัน อาจารย์จะมาหานายอย่างเปิดเผยแบบนี้ได้ยังไงนายสมรู้ร่วมคิดกับอาจารย์และฆ่าหัวหน้านักวิจัยของฐานคนก่อนเพื่อความปรารถนาส่วนตัวแถมยังจัดฉากให้ดูเหมือนว่าพวกเขาพร้อมที่จะตายไปด้วยกัน นายคิดว่าทำแบบนี้จะปิดบังคนอื่นได้เหรอกองทัพรู้มานานแล้วว่ามีไส้ศึกในฐาน เพียงแต่ยังหาหลักฐานไม่ได้ การจับกุมฉันก็เลยทำให้นายตายใจใช่ไหมล่ะแต่น่าเสียดายที่สวรรค์มีความยุติธรรม คนร้ายย่อมได้รับการลงโทษ ในที่สุดอดีตหัวหน้าฐานก็ได้ตายตาหลับแล้ว”
อวี้เฉวียนพูดเรียบ ๆพอพูดจบก็มีคนปรากฏตัวจากที่ซ่อนหลายคน บางคนเป็นเจ้าหน้าที่ฐานที่เดิมทีควรจะเข้าร่วมพิธีอำลาทั้งยังมีทหารติดอาวุธหนัก ตอนนี้ไท่อินและเยี่ยไห่ถูกล้อมไว้หมดแล้ว
แววตาของไท่อินล้ำลึก “นี่เธอวางแผนที่จะทำร้ายฉันเหรอ”
อวี้เฉวียนแสดงสีหน้าอื่นนอกเหนือจากใบหน้าไร้อารมณ์ซึ่งไม่ได้เห็นกันบ่อยนัก“อาจารย์ครับ หยุดหมกมุ่นกับมันสักทีเถอะ ตอนนี้รุ่นพี่ทั้งสองก็ต้องมาสละชีวิตเพราะอาจารย์คนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็ต้องมาตายและสูญเสียคนรักและความทรงจำของตัวเองเพราะเรื่องนี้อาจารย์ยังจะทำผิดแบบนี้ต่อไปเหรอครับ”
เมื่อเยี่ยไห่เห็นว่าการสมคบคิดถูกเปิดเผยจึงถอยออกมาเงียบๆ และลงมือกับไท่อินด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้า ถ้าฆ่าไท่อินในตอนนี้ บางทีเขาอาจจะถูกลงโทษสถานเบาเพราะมีคุณงามความดีชดเชยความผิดก็ได้
แต่ทันทีที่เคลื่อนไหวได้ครึ่งทางร่างกายของเขาก็หยุดนิ่ง เขาจ้องไปที่มือไท่อิน ไม่น่าเชื่อว่าอีกฝ่ายจะรวดเร็วได้ขนาดนี้ช่องทวารทั้งเจ็ดของเขาเริ่มมีเลือดออกและร่างกายเขาก็ค่อย ๆ โปร่งใส
“แก...”
“นี่เป็นการตอบแทนทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอทำกับลูกศิษย์ของฉัน”ไท่อินพูดโดยไม่หันมาด้วยซ้ำ “ต่อให้เรื่องนี้ไม่ถูกเปิดโปงฉันก็จะทำแบบนี้ ฉันขอให้เธอทำเพื่อฉัน แต่ฉันไม่เคยสั่งให้เธอฆ่าลูกศิษย์ของฉัน”
ตอนนี้เยี่ยไห่พูดไม่ได้อีกแล้ว ร่างของเขาหายไปในอากาศอย่างรวดเร็วลูกบอลแสงสีน้ำเงินพุ่งออกจากห้องโถงและตรงไปที่สระชำระจิต
ไท่อินฆ่าคนโดยไม่ต้องใช้ความพยายามเลยทุกคนรอบข้างต่างระมัดระวังตัวมากขึ้น บุคคลนี้เป็นอัจฉริยะทางวิทยาศาสตร์ที่ครั้งหนึ่งเคยบุกฝ่าวงล้อมของทหารเพียงลำพังไม่รู้ว่าเขามีผลึกวิญญาณทรงพลังในมือมากแค่ไหนถึงฆ่าคนได้อย่างไร้ร่องรอย
เมื่อกำจัดเยี่ยไห่แล้ว ไท่อินก็บังคับให้ซังหยางถอยร่นไปด้านหลังทุกคนต่างเป็นกังวลกับระยะเยาว์วัยในมือของเขา ไม่กล้าโจมตีบุ่มบ่ามและทำได้เพียงเดินตามเขาช้าๆ ออกไปจากห้องโถง
ผู้คนที่อยู่นอกฐานย่อมเห็นฉากนี้โดยปริยายหลิงเซียวกับครูใหญ่เพิ่งจะมาถึงที่นี่ ยังไม่ทันจะได้ไปดู “อิ๋งเฟิง” ก็รีบบึ่งมาที่นี่ทันที
“ซังหยาง?” หลิงเซียวตกใจ เขามองระยะเยาว์วัยที่ตัวเองเพิ่งเจอกำลังถูกผู้ใหญ่อีกคนจับเป็นตัวประกันสมองประมวลผลครู่หนึ่ง เขาก็เดาได้ทันทีว่าคนนั้นเป็นใคร “คุณคือไท่อิน?”
ไท่อินส่งเสียงหึออกมา รังเกียจที่จะตอบ
“เลิกขัดขืนเถอะ ไท่อิน”ฝูเหยาเดินออกมาจากฝูงชน “คราวที่แล้วนายโชคดีหนีรอดไปได้ครั้งนี้เราจะไม่ปล่อยให้นายทำสำเร็จหรอก”
ไท่อินมองดูสถานการณ์ของตัวเองและศัตรูอย่างระมัดระวังครั้งที่แล้วที่เขาหลบหนี ข้อหนึ่งเป็นเพราะประสิทธิภาพของหรานจิ้น ข้อสองเพราะความช่วยเหลือของเหยาไถครั้งนี้เหยาไถไม่อยู่แล้ว จำนวนคนที่ล้อมและปราบปรามเพิ่มเป็นเท่าตัว เห็นได้ชัดว่าคราวนี้กองทัพได้เตรียมการมาอย่างดีหากเป็นเช่นนี้ก็ทำได้แค่ใช้กลอุบายนั้นอีกครั้งเท่านั้น...
เขาสอดมือเข้าไปในอกเงียบ ๆโดยอาศัยการกำบังจากซังหยาง ในนั้นมีหรานจิ้นรุ่นที่สองที่เขาพกติดตัวมาด้วย
“ไท่อิน”
มือของไท่อินหยุดชะงัก ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ ซังหยางถึงต้องเรียกชื่อเขาในตอนนี้ด้วย
“ฉันเข้าใจมาตลอดว่าตราบใดที่หลุดพ้นจากการควบคุมของนายได้ฉันก็จะได้รับอิสระ” ซังหยางกำลังพูดกับไท่อิน ทว่าสายตากลับหยุดอยู่ที่หลิงเซียวซึ่งอยู่ไกลออกไป“ตอนนี้มาคิด ๆ ดูแล้ว ฉันมันช่างไร้เดียงสาจริง ๆ
“ถ้าครั้งนี้นายยังหนีไปได้ประวัติศาสตร์ก็จะซ้ำรอย ผู้บริสุทธิ์จะเข้าไปพัวพันมากขึ้น ฉันไม่อยากเห็นใครต้องมาเสียสละเพื่อฉันอีกแล้ว”
ดวงตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความสิ้นหวังเขานึกถึงอิ๋งเฟิง นึกถึงหลิงเซียว แล้วก็เจวี๋ยอิน เขาเหนื่อยหน่ายที่จะรับมือกับคนคนนี้แล้วนับตั้งแต่ตื่นจนถึงตอนนี้เขาถูกคุมขัง ถูกพาหลบหนี ช่วงเวลาความสุขแห่งอิสรภาพเพียงหนึ่งเดียวหายวับไปชั่วพริบตาราวกับดีดนิ้ว
“หลิงเซียว ขอบคุณนายมาก ช่วงเวลาหลังจากที่ฉันได้พบนายคือวันที่ฉันมีความสุขที่สุดในชีวิตน่าเสียดายที่นายนำความสุขมาให้ฉัน แต่ฉันกลับทำให้นายต้องสูญเสียความรักไปตลอดกาลหากย้อนเวลาได้ ฉันหวังว่านายจะไม่เจอฉันในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้”
หลิงเซียวขัดจังหวะเขาอย่างกังวลใจ “ถึงฉันจะจำทุกอย่างที่นายพูดไม่ได้ แต่ว่านายเป็นระยะเยาว์วัย การที่ฉันช่วยนายมันสมเหตุสมผลอยู่แล้วไม่ว่าจะมีราคาที่ต้องจ่ายมากแค่ไหนก็ตาม นายจะต้องเชื่อว่าครั้งนี้เราจะไม่มีวันปล่อยให้นายถูกเขาพาตัวไปอีก”
ซังหยางส่ายหน้า “วุ่นวายกันมานานขนาดนี้ ฉันเหนื่อยมากแล้ว
“ตอนนี้จิตวิญญาณของฉันรับภาระอันหนักอึ้งนี้ไม่ไหวแล้วก็ให้ทุกอย่างมันจบแค่นี้เถอะ”
ไม่รู้ว่ากริชเล่มหนึ่งอยู่ในมือซังหยางตั้งแต่เมื่อไรก่อนที่ใครจะมองเห็นการเคลื่อนไหวของเขา เขาก็แทงเข้าที่หน้าอกตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยวเมื่อไท่อินเหยียดมือออกมาหมายที่จะห้าม ก็เหลือเพียงด้ามกริชสั้น ๆที่โผล่พ้นออกมาจากร่างนั้นแล้ว