จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 45: นามของวีรบุรุษ

    ในห้วงลึกแห่งความไร้สติ คำอินทร์กำลังล่องลอยอยู่ในมหาสมุทรสีดำที่ไร้ขอบเขต


    มันคือความว่างเปล่าที่หนาวเหน็บและเงียบสงัด มีเพียงความเจ็บปวดจากร่างกายภายนอกที่ส่งผ่านเข้ามาเป็นระลอกคลื่นอันแสนทรมาน เขารู้สึกถึงซี่โครงที่ร้าวรานทุกครั้งที่พยายามจะหายใจ รู้สึกถึงความร้อนจากบาดแผลทั่วทั้งร่าง และรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่กัดกินลึกลงไปถึงแก่นของวิญญาณ


    เขากำลังจะตาย...ความรู้สึกนั้นชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ


    ในความมืดมิดนั้นเอง พลันปรากฏแสงสว่างรำไรขึ้นเบื้องหน้า มันเป็นภาพของทุ่งหญ้าสีเขียวขจีที่อาบไปด้วยแสงตะวันอันอบอุ่น เขามองเห็นร่างของสตรีผู้งดงามนางหนึ่งยืนหันหลังให้เขาอยู่ สตรีผู้นั้นมีเส้นผมสีดำขลับยาวสลวยและสวมใส่ผ้าซิ่นลายงดงามแบบชาวเหนือ


    "ท่านแม่" เขากระซิบเรียกออกมาโดยไม่รู้ตัว เขาเริ่มจำท่านแม่ได้ น้ำตาเขาเริ่มไหลริน


    ใกล้ๆ กันนั้น เขามองเห็นร่างของบุรุษสูงวัยผู้มีใบหน้าเปี่ยมเมตตาและแววตาที่ทรงอำนาจกำลังนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่...ท่านตาของเขา...เจ้าพระยาอินทร์...และข้างๆ กันนั้น คือร่างของหลวงปู่แก้วที่กำลังนั่งจิบน้ำชาพลางอมยิ้มอย่างอ่อนโยน


    ทุกคนกำลังรอเขาอยู่...ในดินแดนที่ปราศจากความเจ็บปวด...ปราศจากสงคราม...และปราศจากความแค้น


    มันช่างน่าเย้ายวนเหลือเกิน...การได้ปล่อยวางทุกสิ่งแล้วก้าวเดินไปหาพวกเขา...ก้าวไปสู่ความสงบสุขชั่วนิรันดร์...


    แต่แล้ว...ในขณะที่เขากำลังจะยอมแพ้และปล่อยให้วิญญาณของตนล่องลอยไป...แก่นอาคมแผ่นดินที่สถิตอยู่กลางทรวงอกของเขาก็พลันส่องสว่างวาบขึ้น!


    มันคือแสงสีทองอันอบอุ่นและทรงพลัง...เป็นแสงแห่งชีวิตของผืนปฐพี เหมือนมันไม่ยอมให้เด็กหนุ่มดับสูญไปง่ายๆ!


    พลังแห่งแผ่นดินเริ่มไหลเวียนไปทั่วร่างที่บอบช้ำของเขาอย่างช้าๆ มันค่อยๆ สมานเนื้อเยื่อที่ฉีกขาด...ค่อยๆ เชื่อมกระดูกที่ร้าว...และค่อยๆ ปลุกสัญชาตญาณแห่งการเอาชีวิตรอดที่หลับใหลอยู่ให้ตื่นขึ้น!


    ภาพของทุ่งหญ้าอันสงบสุขเริ่มเลือนลาง...ถูกแทนที่ด้วยภาพแห่งความเป็นจริงอันโหดร้าย...ภาพของชาวบ้านที่ถูกสังหาร...ภาพของเด็กหญิงมะลิที่นอนไร้วิญญาณ...และภาพของเหล่าผู้อพยพที่สิ้นหวังในเมืองชากังราว...


    คำสาบานที่เขาให้ไว้กับดวงวิญญาณของอาจารย์ดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง!


    เขายังตายไม่ได้!


    ภารกิจของเขายังไม่เสร็จสิ้น! ความแค้นของเขายังไม่ได้รับการชำระ! และผู้คนอีกมากมายยังคงรอคอยผู้พิทักษ์อยู่!


    คำอินทร์เริ่มต่อสู้...เขาไม่ได้ต่อสู้กับศัตรูภายนอก...แต่กำลังต่อสู้กับความตายที่พยายามจะฉุดกระชากวิญญาณของเขาไป 


    เขาเกาะเกี่ยวแสงสีทองของแก่นอาคมไว้แน่น...แล้วเริ่มว่ายทวนกระแสแห่งความมืดมิด...กลับคืนสู่โลกแห่งผู้มีชีวิต...


    ในโลกภายนอก...เวลาได้ล่วงเลยไปแล้วสามวันสามคืน


    ภายในห้องพักที่ดีที่สุดของจวนเจ้าเมืองชากังราว...ร่างของคำอินทร์ยังคงนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงนอนที่อ่อนนุ่ม หมอหลวงและลูกศิษย์ต่างทำทุกวิถีทางเพื่อยื้อชีวิตของเขาไว้ สมุนไพรและยาต้มที่ดีที่สุดถูกนำมาใช้ไม่ว่างเว้น


    และข้างๆ เตียงนั้น...คือร่างของเจ้าพระยาเพชรพิไชย...ท่านแทบจะไม่ได้หลับไม่ได้นอนและไม่ได้กลับไปดูแลการรบที่กำแพงเมืองอีกเลย ท่านมอบหมายการบัญชาการทั้งหมดให้แก่นายทหารคนสนิท...ส่วนตัวท่านเองกลับมาเฝ้าดูอาการของเด็กหนุ่มปริศนาผู้นี้อย่างใกล้ชิด


    ชัยชนะในการรบเมื่อสามวันก่อน...ได้กลายเป็นตำนานเล่าขานไปทั่วทั้งเมืองชากังราวแล้ว


    ชาวเมืองต่างขนานนามเด็กหนุ่มนิรนามผู้นี้ว่า "นักรบไร้นาม" บ้างก็เรียกว่า "หนุ่มน้อยพิทักษ์เมือง" บ้างก็ว่าเป็นเทพารักษ์ที่แผ่นดินส่งมาช่วยปกป้องเมือง 


    ขวัญกำลังใจของชาวเมืองและทหารพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทุกคนต่างเชื่อว่าเมืองชากังราวจะปลอดภัยตราบใดที่วีรบุรุษผู้นี้ยังคงอยู่


    แต่เจ้าพระยาเพชรพิไชยรู้ดี...ว่าวีรบุรุษของพวกเขานั้น...กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย


    ท่านไม่เพียงแค่เฝ้ารอ...แต่ยังได้สั่งให้คนออกสืบหาความเป็นมาของเด็กหนุ่มคนนี้อย่างลับๆ


    ทหารคนสนิทของท่านได้ไปสอบถามผู้คนที่ศาลาคนเดินทาง...และได้พบกับทหารร่างกำยำมีรอยบากที่ขาหักคนนั้น มันเล่าเรื่องราวทั้งหมดด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความละอายใจและเทิดทูนบูชา...เรื่องที่มันเคยดูถูกและทำร้ายเด็กหนุ่ม...และเรื่องที่เด็กหนุ่มคนเดียวกันนั้นกลับช่วยชีวิตมันไว้ด้วยพละกำลังที่เหนือมนุษย์...


    เรื่องราวนั้นยิ่งทำให้เจ้าพระยาเพชรพิไชยรู้สึกทึ่งและนับถือในตัวเด็กคนนี้มากขึ้นไปอีก


    ท่านเข้าไปตรวจดูข้าวของของคำอินทร์ที่ถูกนำมาเก็บไว้...ดาบเล่มนั้น...เมื่อเช็ดคราบเลือดออกหมดแล้วก็พบว่าเป็นเหล็กกล้าเนื้อดีที่ถูกตีขึ้นอย่างประณีต...เป็นของที่ยอดฝีมือเท่านั้นจึงจะคู่ควร...


    และที่สำคัญที่สุด...แหวนทองคำขาววงนั้น...


    ในฐานะขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่เคยเข้าเฝ้าในราชสำนักอยุธยา...ท่านจำได้ในทันทีว่าลวดลายกนกบนแหวนวงนี้...คือฝีมือของช่างทองหลวงแห่งราชสำนัก...เป็นลวดลายสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงของกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น!


    เด็กหนุ่มผู้มีรูปพรรณสามัญ...สวมใส่เสื้อผ้าเก่าคร่ำคร่า...แต่กลับมีฝีมือดาบที่ลึกล้ำ...มีพละกำลังเหนือมนุษย์...และครอบครองของสูงค่าที่เป็นของสำหรับราชวงศ์...


    เขาเป็นใครกันแน่...


    ความสงสัยนั้นวนเวียนอยู่ในหัวของท่านเจ้าเมืองตลอดสามวันที่ผ่านมา...


    และในเช้าวันที่สี่...ในขณะที่ท่านกำลังนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงตามปกติ...ท่านก็สังเกตเห็นบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป


    เปลือกตาของเด็กหนุ่ม...กำลังขยับ!


    เจ้าพระยาเพชรพิไชยรีบลุกขึ้นยืนแล้วโน้มตัวเข้าไปมองอย่างใกล้ชิด!


    เปลือกตาที่ปิดสนิทมาตลอดสามวันค่อยๆ ปรือขึ้นอย่างช้าๆ...เผยให้เห็นดวงตาที่เคยว่างเปล่า...บัดนี้กลับมีประกายแห่งสติสัมปชัญญะกลับคืนมาแล้ว...แม้จะยังคงดูอ่อนล้าและสับสนอยู่ก็ตาม


    คำอินทร์กะพริบตาช้าๆ...ภาพเบื้องหน้าของเขาค่อยๆ ปรับความคมชัด...สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้ไม่ใช่ความเจ็บปวด...แต่เป็นความอ่อนนุ่มของเตียงนอน...กลิ่นหอมของสมุนไพรในอากาศ...และความอบอุ่นของห้องที่เขาไม่คุ้นเคย


    เขาพยายามจะขยับตัว...แต่ก็ทำไม่ได้...ร่างกายของเขายังคงหนักอึ้งราวกับมีหินทับอยู่...


    แล้วเขาก็เห็น...ใบหน้าของชายวัยกลางคนผู้มีแววตาทรงอำนาจและเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยอย่างเห็นได้ชัด...กำลังจ้องมองเขาอยู่


    "ฟื้นแล้วรึ...พ่อหนุ่ม" เจ้าพระยาเพชรพิไชยเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือปนไปด้วยความยินดีอย่างสุดซึ้ง


    คำอินทร์พยายามจะเอ่ยปากพูด...แต่ลำคอของเขากลับแห้งผากจนไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา...


    เจ้าเมืองรีบรินน้ำชาอุ่นๆ แล้วค่อยๆ ป้อนให้เขาอย่างระมัดระวัง...เมื่อน้ำชาไหลผ่านลำคอ...คำอินทร์ก็รู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมาเล็กน้อย


    เขาพยายามจะพูดอีกครั้ง...


    "ที่...นี่...ที่ไหน" เสียงของเขาแหบพร่าและเบาหวิว


    "ที่นี่คือจวนของข้า...จวนเจ้าเมืองชากังราว" ท่านตอบ "เจ้าปลอดภัยแล้ว...เจ้านอนหมดสติไปสามวันเต็ม"


    คำอินทร์พยักหน้ารับรู้อย่างช้าๆ...ความทรงจำสุดท้ายของเขาคือภาพที่เขาล้มลงไปบนกำแพง...


    เจ้าพระยาเพชรพิไชยเห็นว่าเด็กหนุ่มได้สติกลับมาแล้ว...ท่านจึงตัดสินใจถามคำถามที่อัดอั้นอยู่ในใจมาตลอดสามวัน...คำถามที่อาจจะกำหนดชะตากรรมของเมืองนี้และตัวของท่านเองนับจากนี้ไป


    ท่านมองลึกลงไปในดวงตาของเด็กหนุ่ม...แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่จริงจังแต่ก็แฝงไว้ด้วยความเมตตา


    "ข้าเป็นหนี้ชีวิตเจ้า...และคนทั้งเมืองชากังราวก็เป็นหนี้ชีวิตเจ้าเช่นกัน...แต่บัดนี้...ข้าอยากจะรู้...เจ้าเป็นใครกันแน่...พ่อหนุ่ม"

    คล้ายกับเรื่องจอมอาคมกู้บัลลังก์ ที่คุณอ่าน