จินหวังเฟย

    เล่ม 2 - ตอนที่ 16 เข้าช่วยเหลือ


    ตงตี้ จิ้นชิง และองครักษ์หนิง ยังต่อสู้กับทหารที่มีหน้าที่อารักขาขบวนราชทูตแห่งแคว้นเป่ย ส่วนทหารยามรักษาความปลอดภัยของแคว้นจ้าวหยุดลงมือแล้ว และกำลังมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจินอ๋องถึงได้ต่อสู้กับองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเป่ยอย่างดุเดือดถึงเพียงนั้นยวิ๋นเหวินหรงคำรามลั่นอย่างเดือดดาลหลังจากพลาดท่าเสียทีให้จินเยี่ยหยางหนึ่งกระบี่ ดวงหน้าคมคายบิดเบี้ยวเหยเกด้วยความโกรธเกรี้ยวสุดกำลัง“เสด็จพี่!” ยวิ๋นซูจินตกใจเมื่อเห็นเชษฐาได้รับบาดเจ็บถึงขั้นเลือดตกยางออก องค์หญิงแห่งแคว้นเป่ยสั่งหมอหลวงที่อยู่ข้างกายในทันใด “หมอหลวงอี๋...รีบไปดูบาดแผลของเสด็จพี่เร็ว!”“ไม่ต้อง! ถอยไป!” ยวิ๋นเหวินหรงวาดกระบี่ขวางไม่ให้เข้ามา“องค์รัชทายาท” หมอหลวงถึงกับหน้าถอดสียวิ๋นเหวินหรงยังไม่ทันจะพุ่งเข้าไปปะทะกับจินเยี่ยหยางอีกครั้งก็ถูกล้อมรอบด้วยทหารนับร้อยชีวิตที่กำลังง้างธนูเตรียมจู่โจมจางหานเฟิ่งเห็นสถานการณ์คลี่คลายในที่สุดถึงกับลอบถอนหายใจ ร่างกายของนางพลันอ่อนปวกเปียกราวกับกำลังจะล้มลง ทว่าก่อนที่จะล้มลงนั้น อ้อมแขนของคนผู้หนึ่งก็ยื่นเข้ามารับร่างของนางเอาไว้โอวหยางไป๋อยู่ใกล้ที่สุด แต่ยื่นแขนออกไปไม่ทันสหายที่พุ่งเข้ามารับร่างของน้องสาวบุญธรรมเสียก่อน สีหน้ายามนี้ของแม่ทัพไร้พ่ายดุดันยิ่ง“ท่านอ๋อง” นางเห็นคนตรงหน้าแล้วยิ้มแย้มด้วยความดีใจ โล่งใจ และมีความสุข“เจ้ากลืนยาถอนพิษเข้าไปแล้วใช่หรือไม่” จินเยี่ยหยางต้องการความแน่ใจในเรื่องนี้“ข้าน้อยกลืนเข้าไปแล้ว”“ทำไมชุดของเจ้าถึงเปรอะเปื้อนเลือด” จินเยี่ยหยางเห็นเลือดบนอาภรณ์ของนางก็ใจหายวาบ ถ้าลงมือสังหารองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเป่ยได้ เขาก็ไม่ลังเลที่จะบั่นคอให้ขาดแม้แต่น้อย“เป็นเพราะองค์รัชทายาทพยายามที่จะช่วยข้าน้อย...ด้วยการใช้กำลังภายในขับพิษออกมาส่วนหนึ่ง” นางตอบเสียงแผ่วออดอ้อนออเซาะ“เจ้าสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือไร...กล้ากลืนยาพิษเข้าไปได้อย่างไร” จินเยี่ยหยางต่อว่าต่อขานกระแสเสียงดุดัน นางรู้บ้างหรือไม่...เขาที่จะกลัวสูญเสียนางไป!“ถ้าไม่ทำเช่นนี้คงได้ถูกพาไปยังแคว้นเป่ยแล้ว” จางหานเฟิ่งชำเลืองสายตามองหน้าแล้วค้อนควัก“เจ้า!”“เป็นชายาเอกจินอ๋องย่อมดีกว่าเป็นสาวใช้อุ่นเตียงใช่หรือไม่ ข้าน้อยขอเลือกเป็นชายาเอกจินอ๋องดีกว่า” นางซุกใบหน้าคลอเคลียข้างซอกคอของจินเยี่ยหยาง“เจ้ากล่าวถูกต้องแล้ว” จินเยี่ยหยางตวัดประกายตาคมกริบ เกรี้ยวกราด และเอาเรื่อง มองไปทางองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเป่ยที่ยืนห่างออกไปประมาณสองจ้างยวิ๋นเหวินหรงกัดฟันกรอดอย่างไม่ยอมแพ้ ที่แท้นางก็วางแผนการตลบหลังเอาไว้ นางกล้าใช้ยาพิษ นางกล้าใช้ความตายของตัวเองมาเป็นจุดพลิกผัน สตรีผู้นี้ร้ายกาจอย่างที่เขาคาดคิดไม่ถึง และได้ประจักษ์กับตัวเองแล้วทหารนับร้อยชีวิตรอบตำหนักบูรพาพร่างลดธนูในมือลงเพราะจินเยี่ยถงก้าวเข้ามา ด้านหลังตามมาด้วยหวีกงกงและองครักษ์หลวงฝีมือดีนับสิบชีวิต พลันทุกคนยอบกายลงต่ำ“ถวายบังคมฝ่าบาท”จินเยี่ยถงสั่งให้ทหารมาล้อมตำหนักบูรพาพร่างทันทีที่รู้เรื่อง โอรสสวรรค์มองไปที่อนุชาก่อน อนุชาทิ้งภาระหน้าที่กลับมายังเมืองหลวงในทันที เขาเข้าใจ ทว่าก็ขัดใจ เพราะสตรีผู้หนึ่งถึงกับทำให้จินเยี่ยหยางเปลี่ยนไป แต่พอเห็นสภาพของจางหานเฟิ่งแล้ว ดวงตาคมกริบก็มองไปทางยวิ๋นเหวินหรงอย่างเป็นคำถาม อย่างไรนางก็เป็นว่าที่ชายาเอกจินอ๋องและเป็นคนของแคว้นจ้าวยวิ๋นเหวินหรงข่มกลั้นความโกรธเอาไว้อย่างรวดเร็ว พลันโน้มกายทำความเคารพต่อบุรุษตรงหน้าอย่างเสียไม่ได้“ถวายบังคมฝ่าบาท”“สิ่งที่เราเพิ่งจะได้ยินมาไม่นึกว่าจะเป็นเรื่องจริง” จินเยี่ยถงแสดงอำนาจในฐานะประมุขแผ่นดินแห่งแคว้นจ้าวโดยไม่ลังเลยวิ๋นเหวินหรงถูกจับได้คาหนังคาเขาเช่นนี้ แต่มีหรือที่จะยอมรับ ความผิดทั้งหลายถูกโยนไปให้จางหานเฟิ่งเป็นผู้รับแต่เพียงผู้เดียว อย่างน้อยที่สุดนางต้องเสียชื่อเสียงกับเรื่องนี้“เป็นเพราะนางมายั่วยวนกระหม่อม”จางหานเฟิ่งฟังแล้วเผยรอยยิ้มเย้ยออกมาเงียบๆ จินเยี่ยหยางเองก็ไม่เก็บซ่อนแววตาดุจพยัคฆ์จ้องจะตะครุบเหยื่อให้ตายเอาไว้ ส่วนโอวหยางไป๋แย้มยิ้มสดใส และองครักษ์หนิงมีสีหน้ากระด้างเพิ่มขึ้นเต็มอัตรา จิ้นชิงนั้นก็กำมือและขบกรามด้วยความเกรี้ยวกราดยิ่ง ทางด้านตงตี้ก็กำลังเผยสีหน้าอสนีบาตแรงใหญ่คุณหนูใหญ่สกุลจางถูกปล่อยให้ยืนเองตั้งแต่จินเยี่ยถงก้าวเข้ามา นางสูดลมหายใจแรงๆ ก่อนจะเปล่งเสียงกังวานถามองค์ฮ่องเต้ที่เข้ามาร่วมในสถานการณ์นี้ด้วย“ฝ่าบาท หม่อมฉันขอเสนอความคิดเห็นบางอย่างได้หรือไม่เพคะ”โอรสสวรรค์ไม่หยุดคิดไตร่ตรอง...เอ่ยอนุญาตออกมาในทันที อีกทั้งดวงเนตรยังเปล่งประกายด้วยความอยากรู้ว่านางจะแก้ปัญหานี้อย่างไร“ได้”“ไต่สวนให้ความจริงออกมาในยามนี้เลยเพคะ ให้ฝ่าบาทเป็นผู้นั่งบัลลังก์พิพากษาตัดสิน” นางจู่โจมเล่นงานกลับอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว“เจ้าจะให้เราตัดสินอย่างนั้นหรือ” จินเยี่ยถงซ่อนแววเนตรรื่นเริงเอาไว้เกือบไม่มิด“ใช่แล้วเพคะ”“ได้ เราจะเป็นผู้ตัดสินให้เอง”ยวิ๋นเหวินหรงคาดคิดไม่ถึงอีกครั้งแล้วว่า จางหานเฟิ่งจะมีความกล้ากล่าวคำเหล่านี้ออกมาต่อหน้าฮ่องเต้แห่งแคว้นจ้าว นางเป็นใคร ก็แค่คุณหนูตัวเล็กๆ ที่มีบิดาเป็นเพียงอาลักษณ์ขั้นหกเท่านั้น นางแค่ได้รับราชโองการพระราชทานสมรสให้จินอ๋อง สิ่งที่แฝงอยู่นั้นมีหรือที่เขาจะไม่รู้ ไม่ใช่แค่จินอ๋องพึงพอใจในตัวนางหรอก แต่เป็นเพราะฮ่องเต้และไทเฮาต้องการกดอำนาจของจินอ๋องเอาไว้ เขาเป็นถึงองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเป่ย นางกล้าเล่นงานเขาหรือ...เมื่อมองไปทางประมุขแห่งแคว้นจ้าว ยวิ๋นเหวินหรงก็เอ่ยออกมาเสียงขรึม และมีสีหน้าเยือกเย็นขึ้นมา“ฝ่าบาท เช่นนั้นทรงดำริว่าหม่อมฉันพูดโป้ปดมดเท็จหรือไร” ยวิ๋นเหวินหรงพลิกผันไปตามสถานการณ์อย่างว่องไว เขาคือประมุขแผ่นดินคนต่อไปของแคว้นเป่ยเชียวนะ“เราจะตัดสินอย่างยุติธรรม” จินเยี่ยถงเบี่ยงเบนประเด็น มีหรือที่จะตอบคำถามตรงๆ“ฝ่าบาท จะดีหรือที่ฝ่าบาทจะทรงกระทำการไต่สวนกระหม่อมซึ่งเป็นถึงองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเป่ยในแคว้นจ้าวเช่นนี้” ยวิ๋นเหวินหรงไม่ยอมถูกไต่สวนอย่างแน่นอนจางหานเฟิ่งฟังแล้วสอดขึ้นมาสุ้มเสียงท้าทาย ดวงหน้าของนางก้มลงมองพื้นแต่มุมปากยกขึ้น“องค์รัชทายาททรงกระทำความผิดในแคว้นจ้าวไม่ใช่หรือไร ถ้าหม่อมฉันสังหารคนตายในแคว้นเป่ย หม่อมฉันก็ย่อมต้องถูกทางการของแคว้นเป่ยตัดสินโทษใช่หรือไม่”“เจ้า!” ยวิ๋นเหวินหรงถึงกับเถียงไม่ออก“ฝ่าบาท” โอวหยางไป๋ประสานหมัดขึ้นมาทันใด ใบหน้าพราวไปด้วยรอยยิ้มเช่นเคย ยามนี้ลอยตัวเหนือปัญหาทั้งปวงได้แล้ว จึงเป็นกำลังหนุนเสริมให้น้องสาวบุญธรรมจู่โจมกลับ “ให้ทหารนำเก้าอี้มาให้ฝ่าบาทประทับไต่สวนเถิด กระหม่อมคิดว่าการไต่สวนในครั้งนี้คงจะกินระยะเวลายาวนาน”“ดี” จินเยี่ยถงเออออตามทันควัน“จิ้นชิง” จางหานเฟิ่งหันไปเรียกจิ้นชิงเสียงเบา และสั่งงานออกไป นางเตรียมการเอาไว้ก่อนย่อมจะดีกว่า “เจ้าไปพาตันตันมาที่นี่”“ขอรับ” จิ้นชิงรับคำและจากไปทำงานให้ในทันทีจินเยี่ยถงนั่งบนเก้าอี้ที่ทหารนำมาถวาย รอบกายมีทหารองครักษ์ฝีมือดีคอยปกป้อง หวีกงกงยืนอยู่ใกล้ๆ และดวงตาชำเลืองมองจางหานเฟิ่งด้วยความเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย เมื่อเห็นว่านางปลอดภัยดี ขันทีเฒ่าโล่งใจยิ่ง“เริ่มการไต่สวน เราจะตัดสินอย่างยุติธรรมแน่นอน” จินเยี่ยถงไม่ปล่อยโอกาสอันดีนี้ไปแน่ เพราะทราบเรื่องที่ยวิ๋นเหวินหรงก่อกวนเอาไว้แล้ว เรื่องใหญ่เช่นนั้นมีหรือที่จะไม่เกรี้ยวโกรธ“เพคะ”สตรีตัวน้อยที่ก้มหน้าอยู่ยิ้มเย็นออกมา ยามนี้กำลังยืนอยู่ทางด้านขวามือขององค์ฮ่องเต้ ทางซ้ายมือคือยวิ๋นเหวินหรง ยวิ๋นซูจิน และหมอหลวงอี๋“หม่อมฉันขอทูลถามว่าองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเป่ยเคยเจอหม่อมฉันกี่ครั้ง”ยวิ๋นเหวินหรงตอบเสียงดังฟังชัด แผลที่ได้รับจากการต่อสู้ยังไม่ได้ทำการรักษา หมอหลวงอี๋ละล้าละลังไม่กล้าเข้ามาใกล้“สี่ครั้ง”“แล้วครั้งไหนที่หม่อมฉันยั่วยวนพระองค์”ยวิ๋นเหวินหรงหยุดคิดเพื่อลำดับเหตุการณ์ น่าจะใช้เหตุการณ์ในครั้งแรกที่เจอนางในวัดไท่เฉินจะดีกว่า เนื่องจากยามนั้นปราศจากผู้คนพบเห็น เพราะครั้งที่สองและครั้งที่สามมีจินอ๋องอยู่ด้วย ส่วนครั้งที่สี่ก็มีคนในหอสุรากุ้ยฮวากับลูกค้ามากมาย พอคิดเช่นนั้นก็ตอบออกไป“ครั้งแรกที่ข้าเจอกับเจ้า”“ครั้งแรกที่เจอกันที่วัดไท่เฉินหรือเพคะ หม่อมฉันไม่ได้ยั่วยวนองค์รัชทายาทแม้แต่น้อย ถ้ายั่วยวนจริง หม่อมฉันจะใช้ชื่อปลอมไปทำไม” นางระรัวคำถามออกมาเป็นชุด “หม่อมฉันมีพยานเพคะ ทางด้านขององค์รัชทายาทก็มีพยานช่วยยืนยันให้หม่อมฉันเช่นกัน ฝ่าบาททรงเรียกพยานทั้งสองมาสอบสวนได้”ยวิ๋นเหวินหรงกดหัวคิ้วจนขึ้นรอย สองคนที่ว่า...หนึ่งน่าจะเป็นสาวใช้ของนาง และอีกหนึ่งน่าจะเป็นจูเก่อเซียง ทว่ายังไม่ทันกล่าวคำใด นางก็โจมตีเข้ามาอีกระลอก“ทรงเรียกจูเก่อเซียงมาสอบถามเถิดเพคะฝ่าบาท แต่ก่อนที่จะพาจูเก่อเซียงมายังที่นี่ หม่อมฉันมีข้อเสนอแนะเพคะ เพื่อไม่ให้องค์รัชทายาทข่มขู่นางจนนางพูดโป้ปดมดเท็จ ควรใช้ผ้าปิดดวงตาของนางเอาไว้ และอย่าให้องค์รัชทายาทส่งเสียงพูดคุยกับนาง”ยวิ๋นเหวินหรงยิ้มเย้ยตัวเองที่พลาดท่าเสียทีอย่างน่าโมโห สตรีผู้นี้ร้ายกาจชนิดที่ทำให้เขาทั้งโมโหและหลงชอบในคราวเดียวกัน เพราะนางเป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่ จินอ๋องจึงได้หลงชอบนางหัวปักหัวปำ เขาเองก็เช่นกัน...อยากกักขังนางและทรมานนางให้หายแค้นเคืองใจ“ข้อเสนอของเจ้าน่าสนใจ...ตามจูเก่อเซียงมา และปิดดวงตาของยอดพิณผู้นั้นเอาไว้” จินเยี่ยถงสั่งการฉับพลัน สุรเสียงก้องกังวานน่าเกรงขามยวิ๋นเหวินหรงตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย เขาจะแก้ไขอย่างไรดี ไม่รู้ว่าฮ่องเต้แห่งแคว้นจ้าวจะตัดสินออกมาอย่างไร แต่ที่แน่ๆ คงไม่สร้างความร้าวฉานระหว่างสองแคว้น เพราะแคว้นเหอกำลังเตรียมยกทัพเข้าโจมตีแคว้นจ้าว หากเลือกเป็นศัตรูกับแคว้นเป่ยอีก แคว้นจ้าวแย่แน่...เมื่อคิดเช่นนั้น สีหน้าขององค์รัชทายาทแห่งแคว้นเป่ยก็สุขุมมากขึ้น


    คล้ายกับเรื่องจินหวังเฟย ที่คุณอ่าน