วู๊ซ!
เย่เทียนบินออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อตามหาร่องรอยของเหล่าสัตว์อสูรต่อไป
จากข้อมูลจากอินทรีปีกทองเขาเข้าใจสถานการณ์คร่าวๆ แล้ว
จักรพรรดิมังกรดำและจ้าวพยัคฆ์ดำได้ตายไปแล้วเรียบร้อยส่วนจะมีสัตว์ตัวอื่นตายอีกหรือไม่นั้น เขายังไม่ทราบแน่ชัด แต่ความแข็งแกร่งของเหล่าจ้าวแห่งสัตว์อสูรนั้นน่ากลัวกว่าแต่ก่อนมาก
บางทีจ้าวแห่งสัตว์อสูรอย่างจักรพรรดิแมวเก้าชีวิตอาจจะยังไม่กลายเป็นสัตว์อสูรระดับเทพแต่เขาคาดว่ามันต้องใกล้ที่จะทะลวงผ่านแล้วอย่างแน่นอน เย่เทียนจึงจำเป็นต้องใช้โอกาสนี้รีบฆ่าพวกมันเสียก่อนมิฉะนั้นหากให้เวลาพวกมันต่อไป มันจะไม่ส่งผลดีต่อเขาอย่างแน่นอน
ยิ่งเย่เทียนตรวจสอบโลกของสัตว์อสูรมากเท่าไหร่เขาก็ได้รับเบาะแสเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
และในวันนี้
เย่เทียนก็บินมาพบกับซากศพของสัตว์อสูรจำนวนมากและเลือดของสัตว์อสูรเหล่านี้ยังคงสดใหม่ เห็นได้ชัดว่าพวกมันเพิ่งจะถูกสังหาร
“มีสัตว์อสูรบางตัวที่กำลังล่าสัตว์อสูรตัวอื่นอย่างบ้าคลั่ง!”
เย่เทียนเดาได้ในทันที
ทันใดนั้น
เขาก็คิดความเป็นไปได้อย่างหนึ่งนั่นก็คือการเปลี่ยนแปลงทางสายเลือด
สัตว์อสูรก็เหมือนกับมนุษย์มันจำเป็นต้องดูดซับพลังปราณจำนวนมากเพื่อทำลายขอบเขต และปราณปฐมแห่งฟ้าดินบนโลกใบนี้ก็ขาดแคลนเป็นอย่างมากมันเกือบจะพอๆ กับโลกของเขาที่พลังปราณเพิ่งเกิดขึ้นได้เพียง 100 ปี พลังปราณของที่นี่จึงนับว่ามันไม่ได้หนาแน่นมากนัก
นอกจากนี้มนุษย์ยังมีค่ายกลรวบรวมลมปราณที่สามารถรวบรวมปราณปฐมแห่งฟ้าดินได้ถึงสิบเท่าหรือยี่สิบเท่าหากจะทะลวงผ่านขอบเขตก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกังวลว่าพลังปราณจะไม่เพียงพอ
แต่กับสัตว์อสูรนั้นแตกต่างกันพวกมันไม่ได้มีค่ายกลรวบรวมพลังปราณดังเช่นมนุษย์ การทะลวงผ่านระดับของพวกมันจึงค่อนข้างยุ่งยากและด้วยความที่ความเร็วในการดูดซับพลังปราณตามธรรมชาตินั้นเชื่องช้าจนเกินไปจนไม่สามารถเติมเต็มกระบวนการการเปลี่ยนแปลงได้ทันพวกมันจึงล้มเหลวในการทะลวงผ่านระดับได้ง่าย
ดังนั้นก่อนที่สัตว์อสูรจำนวนมากจะทะลวงผ่านระดับพวกมันจึงจำเป็นต้องรวบรวมซากศพของสัตว์อสูรจำนวนมากและกลืนกินสัตว์อสูรเหล่านี้ แปรเปลี่ยนเป็นพลังงานเติมเต็มกระบวนการทะลวงผ่านระดับด้วยวิธีนี้มันจะรับประกันได้ว่าการเลื่อนระดับจะสำเร็จ 100%
“หากมีจ้าวสัตว์อสูรซักตนต้องการทะลวงผ่านไปถึงระดับเทพจากสถานการณ์พลังปราณของโลกสัตว์อสูรนี้ ไม่มีทางที่พวกมันจะมีพลังปราณเพียงพอ ดังนั้นพวกมันจึงต้องล่าสัตว์อสูรตัวอื่นอย่างบ้าคลั่งเพื่อเติมเต็มพลังงานของตัวเอง!”เย่เทียนคาดเดา
ทันใดนั้นสีหน้าของเย่เทียนก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง
ดูเหมือนว่าจ้าวแห่งสัตว์อสูรตัวใดตัวหนึ่งจะเข้าสู่ระดับเทพในอนาคตอันใกล้นี้
ดูจากพรสวรรค์ทางสายเลือดของอีกฝ่ายแล้วการเลื่อนขั้นเป็นระดับเทพแทบจะถูกตอกตะปูไปแล้ว!
“เราต้องหาอีกฝ่ายให้เจอโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!”
เย่เทียนตัดสินใจแล้ว
“พรสวรรค์ในการติดตาม!”
เย่เทียนใช้พรสวรรค์ในการติดตามที่หาได้ยากของเขาทันใดนั้นเขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายต่างๆ ในอากาศ และไม่นานเขาก็พบกับกลิ่นอายของพลังปราณที่ทรงพลัง
บางทีอาจเป็นเพราะอีกฝ่ายกำลังรีบร้อนมันจึงไม่ได้ปกปิดกลิ่นอายของตัวเอง มันประมาท และคงไม่คิดว่าใครจะกล้าแอบติดตามมันบวกกับกลิ่นอายที่ยังคงสดใหม่ ยังไม่สลายหายไป ดังนั้นเย่เทียนจึงสามารถติดตามกลิ่นอายของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย
“ทางนั้น!”
เย่เทียนพุ่งออกไปกลายเป็นลำแสงหายไปในพริบตา
ตลอดทางเย่เทียนแทบจะไม่พบเห็นสัตว์อสูรเลยเห็นได้ชัดว่าสัตว์อสูรส่วนใหญ่ล้วนถูกสังหารไปเกือบหมด
ผ่านไปไม่นาน เย่เทียนก็พบว่ากลิ่นอายทั้งหมดรวมกันอยู่ในที่แห่งหนึ่งมันเข้มข้นและแข็งแกร่งกว่ากลิ่นอายที่เขาพบก่อนหน้านี้นับหมื่นเท่า
“มันอยู่ตรงนั้น!”
เย่เทียนจริงจังขึ้นมาทันทีเขาพยายามเก็บกลิ่นอายของเขาและเปิดใช้งานพรสวรรค์ล่องหน
เพราะเขาไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งขนาดไหนหากอีกฝ่ายยังไม่เข้าสู่ระดับเทพอย่างที่เขาคาดเดา มันก็จะไม่เป็นไร แต่หากอีกฝ่ายบรรลุถึงระดับเทพแล้วจริงๆเขาคงจะหันหลังหนีไปโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
ฝ่ายตรงข้ามเป็นถึงจ้าวแห่งสัตว์อสูรไม่ใช่สัตว์อสูรระดับจักรพรรดิทั่วไป แม้แต่จักรพรรดิในการจัดอันดับจักรพรรดิของหอคอยเกียรติยศยังไม่สามารถเลื่อนขั้นเป็นระดับเทพได้เช่นนั้นจ้าวแห่งสัตว์อสูรระดับเทพ ความแข็งแกร่งของมันจะน่ากลัวขนาดไหนกัน!
การเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับเทพเช่นนี้ไม่มีทางเลยที่เขาจะรักษาชีวิตน้อยๆ ของเขาเอาไว้ได้ เว้นเสียแต่ว่าเขาจะสามารถทำลายขีดจำกัดของร่างกายได้ถึงสิบครั้งและบรรลุการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่บางทีเขาอาจสามารถต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับเทพที่เพิ่งเลื่อนขั้นได้
สถานที่แห่งนี้มีเทือกเขามากมายรายล้อมรอบด้านเต็มไปด้วยซากศพของสัตว์อสูรมากมายนับไม่ถ้วนที่กองรวมกันคล้ายกับภูเขาเลือดเนื้อ
ภายใต้เทือกเขาขนาดใหญ่นี้เจ้าของกลิ่นอายที่เย่เทียนติดตามก็อยู่ที่นั่น
เย่เทียนตรวจสอบอยู่พักหนึ่งในที่สุดก็พบทางเข้าที่นำไปสู่ใต้ภูเขา
ดังนั้นเขาจึงเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง
หลังจากนั้นไม่นาน เย่เทียนก็มาถึงพื้นที่ใต้ดินขนาดใหญ่บริเวณใจกลางของพื้นที่ใต้ดินนี้มีทะเลสาบโลหิตตั้งอยู่ มันเป็นทะเลสาบที่ถูกสร้างขึ้นจากเลือดของสัตว์อสูรจำนวนมากเห็นได้ชัดว่าจ้าวแห่งสัตว์อสูรตัวนี้ฆ่าสัตว์อสูรไปมากมายเพียงใด
“เป็นจ้าวแห่งสัตว์อสูรตัวไหนกัน?”
เย่เทียนกระตุ้นพรสวรรค์ในการคัดลอกปกคลุมทะเลสาบมากกว่าครึ่งเพื่อตรวจสอบ
พรึบ!
พรสวรรค์ของสัตว์อสูรปรากฏขึ้นในจอประสาทตาของเย่เทียน
[ประเภท : อสูรกระทิงเขียว
พรสวรรค์ทางสายเลือด : ระดับตะวัน
พรสวรรค์ด้านพละกำลัง : ระดับลึกลับ
พรสวรรค์ด้านความเร็ว : ระดับสูงสุด
พรสวรรค์ด้านการป้องกัน :ระดับลึกลับ
พรสวรรค์ในการรักษา : ระดับสูงสุด
พรสวรรค์แรงโน้มถ่วง : ระดับสูงสุด]
“จ้าวอสูรกระทิงเขียว!”
เย่เทียนจำมันได้ทันที
จ้าวอสูรกระทิงเขียวมีพลังค่อนข้างแข็งแกร่งด้วยพรสวรรค์แรงโน้มถ่วงระดับสูงสุด มันสามารถสะกดข่มความแข็งแกร่งของฝ่ายตรงข้ามได้และตัวมันเองก็มีพรสวรรค์ด้านพละกำลังระดับลึกลับ และพรสวรรค์ในการรักษาระดับสูง ดังนั้นความแข็งแกร่งของมันจึงน่ากลัวมากแม้ว่ามันจะไม่มีพรสวรรค์ที่สามารถซ้อนทับกันได้ แต่พรสวรรค์แรงโน้มถ่วงก็สามารถชดเชยความแข็งแกร่งที่หายไปได้
ดังนั้นจ้าวอสูรกระทิงเขียวจึงมีความแข็งแกร่งระดับกลางในบรรดา12 จ้าวแห่งสัตว์อสูรก่อนหน้านี้มันมีความแข็งแกร่งกว่าจักรพรรดิมังกรดำอยู่เล็กน้อย
หลังจากตรวจสอบได้สักพัก เย่เทียนก็สามารถคาดเดาระดับการบ่มเพาะของจ้าวอสูรกระทิงเขียวได้คร่าวๆ
“มันยังไม่ไปถึงระดับระดับเทพ!”
เย่เทียนตื่นเต้นทันที
จ้าวอสูรกระทิงเขียวก่อนหน้านี้เป็นจ้าวแห่งสัตว์อสูรที่เปลี่ยนแปลงทางสายเลือดสิบครั้งแต่ตอนนี้จ้าวอสูรกระทิงเขียวน่าจะเปลี่ยนแปลงสายเลือดไปสิบเอ็ดครั้งแล้ว ความแข็งแกร่งของมันเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
“เราอาจจะคาดเดาผิดบางทีเหล่าจ้าวแห่งสัตว์อสูรอาจจะไม่ได้รีบร้อนที่จะทะลวงเข้าสู่ระดับเทพ แต่พวกมันต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงทางสายเลือดให้มากยิ่งขึ้นและจ้าวอสูรกระทิงเขียวก็ไม่ได้รวบรวมเลือดและซากศพของสัตว์อสูรจำนวนมากเพื่อทะลวงเข้าระดับเทพแต่เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงทางสายเลือดครั้งที่สิบสอง!”
เย่เทียนครุ่นคิด
หากในหมู่มนุษย์เกิดผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะระดับตะวันแน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่อยากทำลายขีดจำกัดของร่างกายแค่เพียงสิบครั้ง ก่อนจะทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับเทพพวกเขาต้องเลือกที่จะทำลายขีดจำกัดให้ได้มากที่สุดเพื่อความแข็งแกร่งในอนาคต และเหล่าสัตว์อสูรก็เป็นเช่นเดียวกัน
จ้าวอสูรกระทิงเขียวและจ้าวแห่งสัตว์อสูรตนอื่นๆยังเหลืออายุขัยอีกมาก หลังจากที่พรสวรรค์ทางสายเลือดของมันกลายเป็นระดับตะวัน ความเร็วในการฝึกฝนของมันก็เพิ่มขึ้นมาหลายเท่าทำให้มันสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงทางสายเลือดครั้งที่สิบเอ็ดได้อย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่ครั้งที่สิบสองแล้วพวกมันจะรีบกลายเป็นระดับเทพไปทำไม?
พวกมันถูกกำหนดให้กลายเป็นระดับเทพอย่างแน่นอนอยู่แล้วดังนั้นทำไมพวกมันถึงจะไม่ทำให้ร่างกายของตัวเองแข็งแกร่งขึ้นก่อนล่ะ
สัตว์อสูรระดับเทพที่เปลี่ยนแปลงทางสายเลือดสิบเอ็ดครั้งกับสัตว์อสูรระดับเทพที่เปลี่ยนแปลงทางสายเลือดสิบสองครั้ง แน่นอนว่าความแข็งแกร่งนั้นไม่ใช่ระดับเดียวกัน
“ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีสัตว์อสูรระดับเทพปรากฏขึ้นไม่งั้นเราคงไม่สามารถฆ่าพวกมันทั้งหมดได้!”
เย่เทียนครุ่นคิด
จ้าวอสูรกระทิงเขียวเป็นจ้าวแห่งสัตว์อสูรที่เปลี่ยนสายเลือดสิบเอ็ดครั้งและจากพรสวรรค์ของมัน ความแข็งแกร่งของมันน่าจะเทียบเท่ากับระดับจักรพรรดิ 6 ดารา และก็ไม่ใช่จักรพรรดิ6 ดาราที่แข็งแกร่งนัก
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเย่เทียนพรสวรรค์จ้าวอสูรกระทิงเขียวก็ถูกยับยั้ง
เนื่องจากพรสวรรค์แรงโน้มถ่วงของจ้าวอสูรกระทิงเขียวไม่สามารถต้านทานทักษะกักขังมิติของเย่เทียนได้หากพรสวรรค์แรงโน้มถ่วงถูกผนึก ความแข็งแกร่งของจ้าวอสูรกระทิงกระทิงเขียวจะลดลงอย่างมากพลังของมันอาจจะเหลือเพียงจักรพรรดิ 5 ดารา
แล้วเย่เทียนแข็งแกร่งขนาดไหน? แน่นอนว่าเขาเป็นระดับจักรพรรดิ 6ดาราที่น่ากลัวที่สุด ทักษะการโจมตีทางวิญญาณของเขาก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างความเสียหายให้กับระดับจักรพรรดิทั้งหมดหากไม่สามารถฆ่าเย่เทียนได้ในพริบตา เมื่อเวลาผ่านไป คนที่จะต้องตายก็คืออีกฝ่าย
นอกเสียจากว่าอีกฝ่ายจะมีสมบัติที่สามารถป้องกันวิญญาณได้!
แต่สัตว์อสูรอย่างจ้าวอสูรกระทิงเขียวจะมีสมบัติเช่นนั้นได้อย่างไร?
พูดไปก็น่าขันเสียเปล่า!
“เราสามารถสังหารจ้าวอสูรกระทิงเขียวได้อย่างแน่นอน!”
เย่เทียนประเมินคร่าวๆ