เหมันตฤดูปีนี้ช่างเร็วนัก
ณ จวนแม่ทัพเสวี่ย เมืองหมาน ทิศทักษิณ
ในเรือนเยว่เหมย เสวี่ยเหมยกำลังดื่มซุบร้อนคลายหนาวที่มีส่วนผสมของเนื้อไก่ โสม และเห็ดสมุนไพรต่างๆ ยามนี้นางเพิ่งพ้นวัยปักปิ่นเมื่อต้นฤดูเหมันต์ อายุสิบห้างดงามสะพรั่งเต็มตัว ท่าทางนางช่างดูเกียจคร้านเต็มทน สตรีร่างน้อยนอนเอนตะแคงอยู่บนตั่งไม้ แต่ท่าทีเช่นนี้ก็ยังทำให้นางดูสง่ายิ่งนัก ซิงซิงนั่งอยู่ข้างๆ อย่างสงบ หนึ่งนาย หนึ่งบ่าว ช่างมองดูแล้วดุจเซียนบน์ชั้นฟ้าจริงๆ
“คุณหนูเ้าคะ คุณชายน้อยขอพบเ้าค่ะ” บ่าวคนหนึ่งเข้ามารายงานบอกกล่าวให้นางรับรู้
“ให้เข้ามา” นางหลุบตาตอบท่าทางเบื่อหน่าย แต่ใบหน้ายังฉายความงดงามมิแปรเปลี่ยน
ผ่านไปสักพักมีเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามา เสียงแ่เบาแต่ทว่าหนักแน่นแสดงให้เห็นถึงความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาเล็กๆ
“พี่เหมย” เด็กหนุ่มที่เดินย่างเข้ามาตรงกลางห้อง เอ่ยเรียกหญิงสาวที่นั่งดื่มซุบอย่างอ้อยอิ่ง ทำอย่างกับว่าไม่มีอะไรน่าสนใจบนโลกใบนี้อยู่
“วันนี้ไยกลับมาจากสำนักศึกษาเร็วนัก เสี่ยวเจี้ยน” เสวี่ยเหมยตอบน้องชายตรงหน้าแต่ดวงตากลับหลับพริ้ม มือที่แต่เดิมเกาะถ้วยซุบไว้นั้นก็ได้ปลดออกจากถ้วยแล้ว
น้องชายของนางไปเรียนที่สำนักศึกษา แน่นอนว่านางก็ต้องเรียนศาสตร์ศิลป์เช่นสตรี แต่นางไม่ชอบเสียเลย เมื่อตอนเด็กได้ค้นพบวิชาต่อสู้เช่นบุรุษเมื่อยามแอบตามจางเหล่ยกับจางเหว่ยไปดูสนามฝึก นางค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบในตอนนั้น การได้ต่อสู้นั้นสนุกแถมยังนำมาป้องกันตัวเองได้อีกด้วยในยามขับขัน ผู้คนสมัยนี้ไม่ยุติธรรม ให้แต่บุรุษฝึกอย่างเดียวได้เยี่ยงไร!
“ก็ท่านพ่อน่ะสิให้คนมาตามข้า เห็นว่ามีสารด่วนจากเมืองหลวงมา แถมยังเกี่ยวโยงไปถึงพวกเราทั้งครอบครัว ข้านึกกลัวว่าจะมีอะไรร้ายแรงเลยรีบกลับมา”
ในที่สุดใบหน้างามก็ลืมตาเงยหน้าขึ้นมองเด็กชายตรงหน้าอย่างช้าๆ น้องชายนางมีแววคล้ายคลึงนางอยู่หลายส่วนมีความงามปนใบหน้าบุรุษเช่นนี้ หากได้เดินไปพร้อมกันนอกบ้าน ผู้คนคงแยกยากว่าเป็พี่สาวน้องสาว หรือพี่สาวน้องชายกันแน่
‘เสวี่ยเจี้ยน’ ยามนี้เพิ่งอายุสิบสองปี แต่รูปร่างกลับสูงโปร่ง ผอมบางแต่ก็ทำให้เขาสง่า หน้าตาหล่อเหลา เกลี้ยงเกลาทุกส่วน แต่ดวงตากลับมีประกายเฉกเช่นหญิงสาวและละหม้ายคล้ายนาง
เสวี่ยเหมยยิ้มอย่างพอใจ น้องสาวของพี่ช่างสวยเสียจริง สิ่งที่นางคิดอยู่ในใจนั้น แน่นอนว่าหนุ่มน้อยตรงหน้าย่อมไม่ได้ยิน นับว่าโชคดีนัก แต่ก็ไม่รู้จะสงสารดีหรือไม่ที่ได้คนอย่างนางเป็พี่สาวในตอนนี้
“ไปกันเถอะ”
นางลุกพรวดขึ้น ทำเอาซิงซิงที่กำลังเคลิ้มหลับอยู่ด้านข้างใเกือบหงายหลัง แต่ยังดีที่นางไม่ได้ส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วย ไม่อย่างนั้นเกรงว่าจางเหว่ยคงได้รีบร้อนวิ่งมาดูแล้ว
“ไปไหนเ้าคะคุณหนู”
“เ้านี่นะ มัวแต่หลับไม่สนใจข้าที่เป็เ้านายเลย ขนาดเสี่ยวเจี้ยนพูดอะไรก็ไม่ได้ยิน” สาวใช้คนสนิทนางได้แต่ทำหน้างง นางก็หมดความอดทนไม่รอให้ซิงซิงมานั่งเดาเหมือนทุกครั้ง จึงเอ่ยต่อไปว่า “ไปเยือนเรือนท่านพ่อท่านแม่เสียหน่อย”
“เมื่อเช้าคุณหนูก็เพิ่งไปมาหนิเ้าคะ” สาวใช้คนนี้นี่ คิ้วงามของเสวี่ยเหมยกระตุกน้อยๆ
เมื่อคนทั้งสามก้าวเข้าเรือน ‘ชุยเฉียง’ ซึ่งเป็เรือนใหญ่ของจวนแม่ทัพ ที่ที่ท่านพ่อและท่านแม่ของเสวี่ยเหมยและเสวี่ยเจี้ยนอาศัยอยู่
“เหมยเอ๋อร์ เจี้ยนเอ๋อร์ ทำไมมาพร้อมกันได้” ทันทีที่มารดาเห็นก็เอ่ยทักขึ้นด้วยความดีใจไม่ได้ ถึงแม้นางจะได้เจอลูกๆ ทุกวัน แต่เวลาของสองพี่น้องกลับไม่ค่อยตรงกัน
“ท่านแม่” เมื่ออยู่ต่อหน้ามารดา นางที่ปกติห้าวหาญไม่เหมือนอิสตรีกลับทำท่าทางออดอ้อนน่าเอ็นดู วิ่งเข้าไปกอดเหยียนเยี่ยนทันที
“ท่านแม่ ท่านพ่อเล่า” เสวี่ยเจี้ยนเอ่ยถาม ร่างสูงก็ตรงดิ่งเข้าไปข้างกายมารดาด้วยคน
“ท่านพ่อพวกเ้าอยู่ในห้องหนังสือ เดี๋ยวก็คงมาแล้ว มีอะไรกันหรือไม่”
“ท่านพ่อให้คนไปแจ้งข้าว่า มีสารด่วนจากเมืองหลวง มัน...ใช่ร้ายแรงหรือไม่” เด็กหนุ่มเอ่ยถาม
“พ่อพวกเ้านี่ยังไง ทำให้ลูกทั้งสองกังวลไปแล้ว ก็แค่สารเชิญครอบครัวแม่ทัพประจำทิศทักษิณเข้าวังหลวง เพื่อไปร่วมงานเลี้ยงชมดอกไม้ของฮองเฮาเท่านั้น ทีแรกแม่จะให้คนไปแจ้งพวกเ้าทั้งสองอยู่แล้ว”
ทั้งสองพี่น้องได้ยินดังนั้น ก็พากันลอบถอนหายใจ เสวี่ยเจี้ยนดีใจออกนอกหน้า แต่ใบหน้าพี่สาวเขากลับบูดบึ้ง นางเกลียดงานเลี้ยงเป็ที่สุด!
และนี่ยังมาจัดในวังหลวงอีก นางได้แต่คร่ำครวญอยู่ในใจ
“ทำไมต้องบอกว่าสารด่วนเล่า ข้าเลยรีบร้อนมาจากสำนักศึกษาเลย” ถึงเขาจะถามมารดาไปเช่นนั้น แต่ใบหน้ากลับยิ้มแย้มมีความสุข
“ก็เพราะเมืองหมานของเราอยู่สุดแดนใต้นับว่าไกลเมืองหลวงนัก เลยต้องรีบออกเดินทางอย่างไรล่ะ” เสวี่ยเหมยตอบอย่างใบหน้าเรียบเฉย หน้าตายังฉายแววไม่พอใจเช่นเดิม
“เหมยเอ๋อร์ฉลาดนัก” มารดาเอ่ยพลาง ลูบหัวบุตรสาวไปพลางอย่างเอ็นดู
เมื่อเย็นยามโหย่ว[1]รถม้าทั้งสี่คันของจวนแม่ทัพก็ค่อยๆ เคลื่อนออกนอกเมืองหมานอย่างช้าๆ เสวี่ยเหมยนั่งคันที่สองร่วมกับสาวใช้ซิงซิง คันใหญ่ที่วิ่งด้านหน้านั้นแม่ของนางกับสาวใช้อีกสามคน จางจิ้งก็รวมอยู่ในนั้น เวลานี้หน้าที่หัวหน้าสาวใช้ในจวนจึงมอบหมายให้ผู้อื่นชั่วคราว พ่อของนางขี่ม้าอยู่ข้างๆ รถม้าท่านแม่ เสวี่ยเจี้ยนเองก็นั่งคันด้านหลังนางพร้อมบ่าวรับใช้ชายหนึ่งคน คันสุดท้ายล้วนเป็ข้าวของเครื่องใช้ของทุกคน
เสวี่ยเหมยแง้มมองออกไปนอกหน้าต่าง
หนทางยังอีกยาวไกล ไม่รู้ว่ามีสิ่งใดรออยู่ด้านหน้ากัน...
1 ยามโหย่ว คือ เวลาประมาณ 17.00 น. – 19.00 น.