ใน่วัยใกล้ปักปิ่นของไป่หลินแต่ละวันช่างน่าเบื่อนักทั้งวันใช้เวลาหมดไปกับการเรียนปักผ้าลายต่าง ๆ กับมารดาฝึกเล่นพิณกับอาจารย์กู่ที่ท่านแม่ได้เชิญมาสอนและฝึกกิริยามารยาทกับแม่นมทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้เพื่อให้นางพร้อมสำหรับการออกเรือนและเป็ฮูหยินที่ไร้ที่ติ
“แม่นมข้าขอพักหายใจสักครู่ได้หรือไม่ ข้าเกร็งคอจนปวดไปหมด” นางไม่รีรอคำตอบใด ๆจากแม่นม นางก็ถือวิสาสะหยิบหนังสือสองเล่มบนหัวออกทันที
“คุณหนูยังเดินได้ไม่กี่รอบเองนะเ้าคะ”แม่นมเจียงที่เลี้ยงดูนางั้แ่ตัวเท่าฝาหอยได้แต่ถอนหายใจ นางรักและเฝ้าทะนุถนอมไป่หลินมากั้แ่เล็กจนโตไม่กล้าขัดใจนางเลยสักครั้ง “ซูซู่ เ้าไปชงชาให้คุณหนูสักกาซิ”แม่นมเจียงหันไปสั่งบ่าวรับใช้และยกพัดมาคอยพัดวีให้กับไป่หลินที่ลงไปนอนกองอยู่กับพื้นราวกับไม่เคยเรียนการเป็กุลสตรีมาก่อน
“คุณหนูเ้าขาอย่าลงไปนอนที่พื้นแบบนั้นสิเ้าคะ ฮูหยินมาเห็นจะทำอย่างไรเล่าเ้าคะ”แม่นมเจียงพูดอย่างเหนื่อยใจ
“แม่นมเจียงให้ข้านอนอีกสักพักเถอะข้าสัญญาว่าจะลุกขึ้นก่อนที่แม่ข้าจะมาเห็น”ไป่หลินตอบแล้วกลิ้งบนพื้นไปมาอย่างเหนื่อยหน่าย
ทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของฮูหยินสกุลไป่นางทำได้แค่ส่ายหน้าและถอนหายใจเท่านั้นนางคงคิดผิดที่ให้ไป่หลิงและไป่หลินเล่นและอยู่ด้วยกันมากเกินไปในตอนนั้นนางคิดแค่ว่าอยากให้ลูกทั้งสองแน่นแฟ้นและผูกพันกันให้มากที่สุดไม่คิดว่าไป่หลินจะติดนิสัยผู้ชายมาจากพี่ชายของนางตอนนี้จะโล่งใจได้ก็แต่ไป่หลิงที่ได้ดิบได้ดีเข้าวังไปรับราชการทหารจะเหลือให้หนักใจก็แต่ไป่หลินลูกสาวคนเล็กแม้ว่าจะพร่ำสอนนางให้เป็กุลสตรีเท่าใดก็ดูเหมือนว่านางก็ยิ่งห่างไกลเท่านั้น
นางยืนดูกิริยาท่าทางของลูกสาวอย่างนิ่งๆ หากไม่นับเื่กิริยามารยาท หน้าตาผิวพรรณของไป่หลินก็ถือว่าสวยงามน่าชมคิ้วที่โก่งรับกับดวงตากลมโต จมูกเป็สันได้รูป ปากกระจับเล็ก ๆผิวพรรณที่ขาวผุดผ่อง ทุกอย่างเมื่อรวมกันแล้วล้วนเข้ากันไปหมดฮูหยินไป่พิจารณารูปโฉมของลูกสาวก็หลุดหัวเราะเล็ก ๆ ออกมาอย่างน้อยลูกของนางก็ได้ความสวยของนางมาบ้าง
“ฮูหยินเ้าคะมายืนอะไรตรงนี้หรือเ้าคะ” ซูซู่ที่เดินยกกาน้ำชากระซิบถามเหมือนกับรู้ว่านางกำลังแอบดูไป่หลินอยู่“คุณหนูพักรอบที่ 3 แล้วเ้าค่ะ เดินได้ยังไม่ถึงสองเสาเลย”
“เอาเถอะ นี่ก็จะใกล้เวลาอาหารเย็นแล้วบอกแม่นมเจียงเถิดว่าวันนี้พอแค่นี้ พรุ่งนี้ค่อยฝึกใหม่”ซูซู่ที่ได้ยินก็ได้แต่ก้มหน้ารับคำสั่ง แม้ว่าในใจเป็ห่วงคุณหนูที่จะดูในมุมไหนก็ยังคงไม่พร้อมสำหรับการจะออกเรือน
การกินอาหารเย็นพร้อมหน้าเป็ไปอย่างเรียบง่ายและอบอุ่นจะมีบาง่เท่านั้นที่ท่านแม่บ่นคิดถึงพี่ชายที่เข้าวังไปรับราชการทหารอย่างเช่นทุกวันแต่วันนี้จะพิเศษที่สุดก็คือมีข่าวของแม่ทัพฉู่ซิวิแม่ทัพที่ชายแดนฝั่งใต้กลับมารับราชโองการของฮ่องเต้ที่เมืองหลวงเื่นี้ทำเอาไป่หลินหูผึ่งและตั้งใจฟังมากกว่าตอนเรียนเื่กิริยามารยาทเสียอีก
จิตใจนางจดจ่ออยู่แต่กับชื่อฉู่ซิวิแม้ว่าจะกลับมาเรือนนอนได้ครึ่งชั่วยามแล้ว นางก็ยังคงนั่งใจลอยพร้อมกับแปรงผมซ้ำไปซ้ำมาเรื่อยๆ
“คุณหนูเ้าขานี่ก็ยามห้ายแล้วนะเ้าคะ พรุ่งนี้คุณหนูมีเรียนพิณแล้วก็มีเรียนกิริยามารยาทถ้าคุณหนูไม่รีบนอน เดี๋ยวจะตื่นสายเอานะเ้าคะ” ซูซู่ที่ผล็อยหลับไปแล้ว สะดุ้งตื่นมาก็ยังเห็นไป่หลินนั่งแปรงผมอยู่ที่เดิมท่าเดิมก็ถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
*ยามห้ายเวลาประมาณ 21.00-22.59
“อืมงั้นเรานอนกันเถอะ” ไป่หลินที่หลุดออกมาจากภวังค์ก็ตอบรับซูซู่ไปอย่างนิ่ง ๆ
ผ่านไป 1 เค่อเทียนในเรือนนอนทั้งหมดถูกดับลง ทุกอย่างล้วนมืดสนิทและนิ่งเงียบแต่กลับมีบานหน้าต่างบานหนึ่งที่ค่อย ๆ แง่มออกมาพร้อมกับร่างบางของไป่หลินที่ะโออกมาจากหน้าต่างอย่างชำนาญ
นางนอนพลิกไปพลิกมาบนเตียงในหัวมีแต่ชื่อเขาวนเวียนอยู่ซ้ำ ๆ หากในคืนนี้นางไม่ได้เห็นฉู่ซิวินางคงนอนไม่หลับแน่ นาน ๆ ทีเขาจะกลับมาจากชายแดน หากนางพลาดโอกาสนี้ไปไม่รู้ว่าอีกกี่ปีถึงจะมีโอกาสได้เจอเขา ดังนั้นนางจะพลาดโอกาสนี้ไม่ได้!
ไป่หลินวิ่งและหลบทหารยามในจวนอย่างคล่องแคล่วนางฝึกทักษะนี้ตอนที่เล่นวิ่งไล่จับกับไป่หลิงบ่อยครั้งเข้าก็ทำให้นางคล่องแคล่วและมีไหวพริบขึ้นเล็กน้อยเมื่อนางเห็นว่าทางสะดวกแล้วนางก็เหยียบเก้าอี้ไม้ที่ใช้สำหรับให้บ่าวในจวนนั่งซักผ้าและะโจนเกาะขอบรั้วได้สำเร็จ
นางพยายามจะใช้แรงทั้งหมดดึงตัวเองขึ้นไปอยู่บนรั้วเมื่อขึ้นมาได้แล้วนางยืนพร้อมกับเท้าใส่เอวบนรั้วจวนอย่างภูมิใจก่อนจะใช้สมองอันน้อยนิดของนางนึกทางที่จะไปยังจวนของฉู่ซิวิได้เร็วที่สุดเมื่อนึกถึงเส้นทางได้ดังนั้นนางก็สอดส่องหาที่ลงดี ๆ ให้กับนางเอง จังหวะที่นางกำลังจะะโลงไปรองเท้าเ้ากรรมสีสายรุ้งที่นางเย็บมากับมือก็ดันไปลื่นกับกระเบื้องทำให้นางร่วงลงมาไม่เป็ท่า
ร่างบางหลับตาปี๋พร้อมจะรับความเจ็บที่กระแทกกับพื้นแต่ยังไม่ทันจะตกถึงพื้นก็มีอ้อมแขนแกร่งมารับไว้ไป่หลินดึงสติอยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจลืมตาเผชิญหน้ากับความจริง ระหว่างนั้นความคิดของนางก็พลั่งพรูหาทางรอดออกมาไม่หยุด
‘หากเป็ทหารยามก็จะขอให้เขาเก็บเป็ความลับและให้รางวัลกับเขา10 ตำลึงทองหากเป็คนแปลกหน้าก็จะตอบแทนน้ำใจด้วยการให้กำไลหยกเนื้อดีที่สวมอยู่บนข้อมือนางแต่หากเป็….ฉู่ซิวิ!!!!’