เทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว

    ตอนที่ 39 จุติ

     “องค์ชายสาม องค์ชายสามพ่ะย่ะค่ะ!” “องค์ชายสาม องค์ชายสามพ่ะย่ะค่ะ!” พลทหารกุ้งตัวหนึ่งได้รีบวิ่งแจ้นออกไปจากภายในถ้ำในมือยังถือเอาไว้ด้วยป้ายไม้ชิ้นหนึ่ง สวีไห่เย่ชาตะโกนร่ำร้อง ชิงหยิบป้ายไม้ชิ้นนั้นเข้ามาด้วยท่าที่กระวนกระวาย เมื่อได้ดูอย่างละเอียด วินาทีนั้นก็ถึงกับมีสีหน้าแปรเปลี่ยน หันกายกลับไปกล่าวต่อองค์ชายสาม: “องค์ชายสาม ท่านทรงทอดพระเนตรสิ่งนี้ด้วย……” สวีไห่เย่ชาถึงกับแตกตื่นระคนสงสัยจนไม่อาจระงับได้ยื่นแผ่นป้ายไม้มอบให้แก่อ่าวเหมิง ทันใดนั้น อ่าวเหมิงถึงกับมีใบหน้าชาด้าน ประเดี๋ยวคล้ำประเดี๋ยวซีด ประเดี๋ยวซีดประเดี๋ยวคล้ำ พลันออกแรงที่มือ จนทำลายป้ายไม้แผ่นนี้จนแหลกลาญ กลายเป็นเพียงเศษเล็กชิ้นน้อยร่วงลงจากซอกนิ้ว อ่าวเหมิงจึงได้เอ่ยด้วยความชิงชังว่า : “นังแพศยานั้นที่แท้ก็ตายไปตั้งแต่แรกแล้ว แล้วแม่นั้นยังถึงกับเพาะเดรัจฉานเพื่อมาจัดการกับองค์ชายอย่างข้า เยี่ยม! ยอดเยี่ยมมา!” “พลทหารกุ้งนายทัพปู จนออกค้นหา!เจ้าหนูผู้นี้จะต้องหนีไปไหนไม่ได้ไกลแล้ว ยังไงก็ยังต้องอยู่ในละแวกนี้แน่นอน จงออกค้นหาภายในบริเวณร้อยลี้นี้ให้ละเอียด ต่อให้ต้องขุดดินลึกสามเซียะ ก็ต้องขุดมันผู้นั้นออกมาให้จงได้!” อ่าวเหมิงถลึงตาทั้งสองข้าง ตวาดออกมาด้วยน้ำเสียงเดือดดาล ภายในแววตาถึงกับเต็มไปด้วยจิตสังหาร “พ่ะย่ะค่ะ!!” …… ณ เมืองหวู่หลิง มณฑลเซียงเป่ย รัชสมัยเทียนฉี ราชวงศ์ต้าหมิง ปีที่ห้าเดือนหก “ซ่อมแซมกำแพงเมือง รีบซ่อมแซมกำแพงเมืองกันให้เร็วหน่อย……” ผู้ควบคุมนักโทษที่หยาบกร้านสูงใหญ่ตะโกนออกมาด้วยความเดือดดาล ในมือยังได้ถือเอาไว้ด้วยแส้ใหญ่ฟาดออก จนเกิดเป็นเสียงดังเพียะพ๊ะ! เด็กหนุ่มที่อยู่ในวัยสิบห้าสิบหกปีคนหนึ่ง ที่บนใบหน้าได้มีรอยบากเป็นทาง แต่กลับไม่กล้าที่จะส่งเสียง ทำได้แต่เพียงเดินหลังค่อมตามบรรดาช่างฝีมือไป เดินโซซัดซวนเซตรงไปยังส่วนของกำแพงที่ถูกปืนใหญ่ทองคำระเบิดใส่ ในตอนที่เด็กหนุ่มพึ่งจะขึ้นไปถึงส่วนที่เป็นรอยแตกของกำแพงเมือง ก็พลันพบเห็นทหารไว้ผมเปียพุ่งเข้ามาจากบันไดลิงอยู่มากอักโข ไม่นานนักก็ได้โถมรังสีฆ่าฟันพุ่งเข้าใส่ “ตูม!” ทันใดนั้น โดยที่ไม่รู้ว่าเป็นใครที่เป็นคนที่เป็นคนเข้าไปกุมปืนใหญ่ของทางฝ่ายต้าหมิงแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถสนใจอะไรมากมาย จึงค่อยมุ่งหน้าเข้าไปยังช่องว่างที่เกิดจากการถูกยิง กระสุนปืนใหญ่พุ่งชนกระแทกใส่เด็กหนุ่ม ผ่าตัดม่านอากาศจนทิ้งไว้แต่เพียงกลุ่มควันลอยกรุ่นขึ้นมาเป็นชั้น ๆ เด็กหนุ่มถึงกับร่างกายลอยละลิ่วออกไปไกล ร่วงหล่นลงจากกำแพงเมืองที่มีความสูงสิบกว่าหมี่ จึงค่อยได้ยืนหยัดเอาไว้ได้อย่างมั่นคง! เพียงแต่ได้ยินเสียงดังเปรี้ยงที่ดังสนั่นขึ้น! จนหมดสติไปในพริบตา ประจวบกับในเวลานี้ ในที่ห่างไกลออกไปได้มีลำแสงสีขาวสายหนึ่งทลายอากาศเข้ามา โดยที่ลอยคว้างอยู่กลางเวหาได้สักพัก ทันใดนั้นก็ได้มาหยุดลงที่เด็กหนุ่ม เพียงชั่วพริบตาเดียว ลำแสงสีขาวนั้นก็แล่นเข้าใส่ภายในหัวของเด็กหนุ่มผู้นั้น ท่ามกลางกองซากศพหมู่ทะเลเลือด ได้มีบุรุษหนุ่มลืมตาขึ้นในทันที บนใบหน้าถึงกับมีสีหน้าดุร้าย: “ชรุนหยางเจินจวิน แกมันละโมบที่จะขึ้นสู่การเป็นผู้นำโลกบำเพ็ญเซียน ถึงกับลงมืออย่างอำมหิตเช่นนี้ ท่านอาจารย์ เป็นข้าที่ทำผิดต่อท่าน เมื่อข้ากลับไปได้ จะต้องล้างแค้นให้ท่านอย่างแน่นอน!” ฮวานอวิ๋น (เมฆามายา) ดันซากศพที่ทับอยู่บนร่างของเขาออก แล้วจึงค่อยนั่งลง กำสองหมัดไว้จนแน่น ความแค้นที่สุ่มกันจนแน่นไปทั่วจิตใจ แต่บนหน้าอกกลับเกิดเป็นความเจ็บปวดแล่นผ่านเข้ามาแทนที่ เขาก็คือนักพรตนักพรตฮวานอวิ๋น มีอาจารย์ผู้บำเพ็ญพรตก่วงเมี่ยว และก็เป็นบำเพ็ญวิถีมารที่มีชื่อเสียงอยู่บ้างในแดนหนานไห่ (ทะเลตอนใต้) ในเวลาเดียวกันก็เป็นประมุขแห่งเกาะสุขสราญรมณ์ ผู้บำเพ็ญพรตก่วงเมี่ยวที่ถูกชรุนหยางเจินจวินทำร้ายจนบาดเจ็บมาตั้งแต่แรก จนไม่อาจที่จะไม่หลบหนีสู่ท้องทะเลอันไกลโพ้นได้ เดิมทีก็ไม่ได้มีการบำเพ็ญที่อ่อนโทรมกันอยู่แล้ว จึงยังนับว่ามีชื่อเสียงกันอยู่บ้างจากการได้โลดโผนอยู่ในดินแดนที่เรียกกันว่าหนานไห่ เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านพ้นไปหลายสิบปี เขาได้รับศิษย์มาหลายคน อีกทั้งยังรักและเอ็นดูต่อนักพรตน้อยฮวานอวิ๋นอย่างถึงที่สุด ทั้งยังตั้งความหวังไว้สูง จึงได้คิดที่จะถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างที่มี เพื่อที่จะให้ฮวานอวิ๋นสืบสานเกาะสุขสราญรมณ์ต่อไป แต่กลับคิดไม่ถึงว่า ภายในสำนักจะมีศิษย์ทรยศ เพราะแค่ริษยาในตัวของฮวานอวิ๋น ถึงกับหันไปแจ้งข่าวให้แก่ชรุนหยางเจินจวินได้ทราบ ตอนนี้ ฮวานอวิ๋นที่กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่สำคัญของการทะลวงขีดจำกัด โดยที่ได้รับการคุ้มครองจากผู้บำเพ็ญพรตก่วงเมี่ยว จนเรียกได้ว่าไม่อาจที่จะถูกรบกวนได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องถูกชรุนหยางเจินจวินลอบเข้ามาทำร้าย ท่านอาจารย์ต้องพบพานกับความตาย ก่อนตายยังได้ใช้วิชาลับคุ้มครองส่งฮวานอวิ๋นมาสู่ทางโลก ในเวลานี้ฮวานอวิ๋นจึงหลงเหลือแค่ปราณแท้เพียงน้อยนิด จึงทำได้แต่เพียงพยายามดิ้นรนต่อไปเท่านั้น ที่บังเอิญก็คงจะเป็น สองกองทัพที่ก่อสงครามกันในที่แห่งนี้ จนเกิดการตายของผู้คนขึ้นมากมาย ถึงอย่างไรก็แค่เข้าช่วงชิงร่างของผู้ที่กำลังจะตายสักคนก็เพียงพอแล้ว “ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอเกินไปแล้ว แล้วยังต้องมารับบาดเจ็บหนัก ยังไงก็ต้องฟื้นฟูพลังกลับคืนมาให้ได้โดยเร็ว” ฮวานอวิ๋นเองก็ไม่มีทางเลือก ทำได้แต่เพียงเข้าสู่การรักษาเยียวยา ไม่อย่างนั้นแม้แต่เขาเองก็ยังรู้สึกว่าไม่อาจที่จะทนอยู่ได้แม้สักครึ่งถ้วยน้ำชาเดือดได้ ต่อให้เป็นพญายมบาลเทพเซียนก็ยากที่จะช่วยตัวเองได้ “อ๊าก……” ในขณะที่เขากำลังเข้าสู่การรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ ในชั่วขณะที่ร่างกายไม่อาจที่จะขยับเขยื้อน ทันใดนั้นจิตสำนึกก็สัมผัสได้ถึงแสงที่ฉายอยู่บนหัว ช่วงท้ายทอยถึงกับถูกชายฉกรรจ์ฟาดแส้เข้ามาด้วยความเดือดดาล ไม่เพียงเท่านั้นยังได้คว้าดาบหัวผีด้ามหนึ่ง ฟันเข้ามาใส่เขาโดยที่ไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย เสียงของวัตถุแหวกอากาศดังผ่านเข้ามา ดาบหัวผีที่แฝงไว้ด้วยเสียงสายลมหอบหนึ่งได้พุ่งฟันเข้าใส่ลำคอของฮวานอวิ๋น ในดาบนี้ ทั้งเปี่ยมไปด้วยพลังและความรุนแรง ดุร้ายอำมหิตแสนเผ็ดร้อน ฮวานอวิ๋นกลับไม่ได้หลบเลี่ยง เช่นนี้จะต้องหัวหลุดจากบ่าอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าหากหลบก็มีแต่จะทำให้อาการบาดเจ็บยิ่งสาหัสมากยิ่งขึ้น ถ้าหากอาการบาดเจ็บสาหัสยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ เขาอาจจะยังต้องจิตวิญญาณสลายหาย หวนคืนสู่วัฐจักรเวียนว่ายตายเกิดในทันที “บัดซบ!นี่มันหนีเสือแล้วยังต้องปะกับจระเข้อีก……” โดยที่หากเป็นไปตามสัญชาตญาณ ฮวานอวิ๋นเองก็แข็งขืนรวบรวมพลัง หดร่างขดกาย ฝ่ามือเคลื่อนไหวดั่งอสรพิษมีชีวิต ฟาดตีเข้าใส่ดาบของอีกฝ่ายไป เมื่อพลิกข้อมือ ยิ่งเกิดเป็นพลังกรงเล็บกุมเข้าไปที่คมจากใบดาบด้ามผี จนเมื่อเกิดเสียงสายลมโชยพัด โลหิตสายหนึ่งได้สาดกระเซ็นออกมาจากตรงส่วนของลำคอชายฉกรรจ์ผู้นั้น อึกอึกอึก…… ชายฉกรรจ์ผู้นั้นกุมลำคอที่มีเลือดฉีดออก ร่างกายล้มลงกับพื้นดังตึง ก่อนที่จะสิ้นลมหายใจยังได้มองฮวานอวิ๋นด้วยความอาฆาตเป็นอย่างยิ่ง ยังได้ทิ้งบาดแผลไว้ที่หน้าอกของฮวานอวิ๋น ประจวบกับเป็นบริเวณจุดตายของฮวานอวิ๋นพอดิบพอดี คล้ายกับแม้แต่ฟางเส้นสุดท้ายก็ยังยากที่จะคว้าเอาไว้ได้ ฮวานอวิ๋นที่ใบหน้าซีดเผือด กระอักเลือดออกมาคำโต จนล้มลงฟุบร่างกับพื้นอย่างหมดสิ้นเรี่ยวแรง บาดแผลตรงหน้าอกลึกจนสามารถมองเห็นกระดูกที่หักลึกไปจนถึงหัวใจ กลายเป็นพลังชีวิตที่ไหลทะลักออกมาอย่างรวดเร็ว “แย่แล้ว……” ฮวานอวิ๋นที่มีใบหน้าดำคล้ำ ร้อนรนจนจิตใจเงียบเชียบ เพียงแต่เมื่ออยู่ในช่วงเวลาคับขัน แม้แต่ลมหายใจก็ยังยากสัมผัสได้ จนไม่อาจที่จะไม่บังเกิดความสิ้นหวังขึ้นมา เดิมทีฮวานอวิ๋นก็เป็นผู้บำเพ็ญวิถีมาร ตามปกติจึงมักเป็นพวกที่ใจร้อนต้องการเห็นผลลัพธ์ในทันที ขอเพียงแค่สามารถมีความรุดหน้าแบบก้าวกระโดด จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้มีพื้นฐานที่ไม่มั่นคงอย่างถึงขีดสุด ในเวลานี้กลับต้องมาเผชิญกับความตายอยู่ตรงงหน้า จึงเกิดเป็นแรงกดดันมากมายมหาศาล แม้แต่จิตวิญญาณก็ยังแทบจะพังทลายลงแล้ว ภายใต้สภาวะห้วงแห่งความตาย เขาคล้ายกับได้ถูกโยนเข้าสู่ห้วงสุดท้ายของความสิ้นหวัง เสาหลักที่คอยค้ำจุนจิตใจทั้งมวล เหมือนกับพังทลายลงไปจนสิ้น จิตมารในใจเมื่อก่อกำเนิด ความหวาดกลัว ความเกรงกลัว ความหวาดผวา ความกังวล ความสิ้นหวัง หลบลี้หลีกหนี แต่ละอย่างแต่ละชนิดถือเป็นอารมณ์ที่สลักซับซ้อนอยู่ภายใน อึกอึก~~ เสียงสายลมพันผ่านศีรษะด้วยความพิสดารมาหอบหนึ่ง เดิมทีแววตาที่สว่างไสวบริสุทธิ์ของเขา พริบตานั้นก็แปรเปลี่ยนคล้ายกับถูกชโลมเต็มไปด้วยหมึกดำ ความดำมืดเช่นนี้ยังคงดำเนินไปได้อยู่สักพักหนึ่ง กลางอากาศพลันเกิดเป็นกระแสพลังบรรยากาศที่แปลกประหลาดเล็กน้อยพัดผ่านเข้ามาอย่างไม่ให้สุ่มไม่ให้เสียง ชั่วพริบตานั้นกระแสพลังประหลาดนี้ก็ได้หายลับเข้าไปในหว่างคิ้วของฮวานอวิ๋น ในเวลาเดียวกันก็ยังแฝงเอาไว้ด้วยพลังในการครอบงำที่มืดมนไปทั่วทั้งจิตใจ “แย่แล้ว!เป็นจิตมาร!” ฮวานอวิ๋นจึงค่อยได้สติกลับคืนมาทันควัน แต่ถึงอย่างนั้นก็นับว่าสายไปแล้ว ภายใต้อาการบาดเจ็บย่อมทำให้ความมุ่งมั่นที่มีอยู่อ่อนโทรมอย่างถึงขีดสุด ยิ่งเป็นเหมือนกับสูญสิ้นซึ่งคุณสมบัติในการต่อต้านจิตมารไปโดยปริยาย ชิ! ชั่วขณะที่ฮวานอวิ๋นพยายามดิ้นรน บนใบหน้าก็พลันปรากฏเกิดเป็นกระแสพลังสีดำสายหนึ่ง ทันใดนั้นพลันสะท้านไปทั้งร่าง จนหยุดซึ่งความเคลื่อนไหวทุกอย่าง จนแทบจะไม่มีการขยับเคลื่อนไหว นิ่งชะงักดั่งรูปปั้นประติมากรรม “ให้ข้าช่วยเจ้าเถอะ เจ้าเองก็ไม่ได้มีความหวังแล้ว มีแต่เพียงข้าเท่านั้นที่จะสามารถช่วยเจ้าได้……มอบให้ข้าจัดการเถอะ มอบร่างกายนี้ให้แก่ข้าเถอะ……” เสียงของบุรุษที่แฝงเอาไว้ด้วยความลุ่มหลงพลันดังขึ้นมาจากก้นบึ้งจิตใจ ฮวานอวิ๋นถึงกับมีสีหน้าเปลี่ยนแปลงกลับกลาย ต่อมาเขาก็ได้ยินอีกว่า: “ผ่อนคลาย ผ่อนคลายจิตใจเข้าไว้ ไม่ต้องคิดปฏิเสธต่อข้า แท้จริงแล้วเจ้าลืมความแค้นครั้งใหญ่ของตัวเองไปแล้วอย่างงั้นหรือ? หากว่าเจ้าตายไปเช่นนี้ เจ้ายินยอมอย่างงั้นหรือ? มอบให้ข้าจัดการเถอะ ข้าจะล้างแค้นลบล้างความอัปยศให้แก่เจ้าเอง เพราะว่าข้าก็คือเจ้า เป็นตัวเจ้าอีกคนหนึ่ง” เมื่อได้ยินคำว่า “ล้างแค้น” ฮวานอวิ๋นถึงกับสะท้านไปทั้งร่าง “เอาเถอะ!มารฟ้าจากภายนอก จงจำคำมั่นสัญญาของเจ้าเอาไว้ด้วย!ถึงแม้ข้าจะตาย แต่ความแค้นยังหาได้หายไปไม่ เจ้าจะต้องฆ่าเจ้าคนถ่อยชรุนหยางเจินจวินนั้นแทนข้าด้วย ทำลายล้างการสืบสานของเขา……อาอาอา……” เสียงตะโกนได้ดังขึ้นกึกก้อง ฮวานอวิ๋นคล้ายกับยอมรับชะตาชีวิตแล้วก็มิปาน ถึงกับยอมปล่อยวางการต้านทาน ยินยอมปล่อยให้จิตมารรุกรานเข้ามา เงียบงัน เข้าไปเยือนกับความตายอย่างเงียบงัน หลังจากนั้นเอง เจวี๋ยหวู่หมิงจึงค่อยได้ช่วงชิงร่างของฮวานอวิ๋นกลับมาได้อย่างสมบูรณ์ น่าสงสารที่ฮวานอวิ๋นพึ่งจะดิ้นรนจากการช่วงชิงร่างของผู้อื่นมาได้ ก็ต้องพบพานกับการช่วงชิงจากอีกคนหนึ่ง ราวกับว่าสิ่งนี้เหมือนกับถูกลิขิตให้เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ต้นแล้วก็ไม่ปาน... T/L : เผื่อบางคนจะฉงนสงสัยกัน ???ฮวานอวิ๋นคือนักพรตที่มาจากโลกบำเพ็ญเซียนที่มาสิงร่างเด็กหนุ่มในสงครามที่โดนปืนใหญ่ยิงใส่หน้า ตอนหลังภายใต้การต่อสู้ขัดขืนจนถูกจิตมารเข้าครอบงำ และก็ยังรอดพ้นไปได้ แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดกลับต้องถูกเจวี๋ยหวู่หมิงเข้ามาชิงร่างอีกต่อ โดยที่ไล่เรียงตามนี้เลยขอรับ เด็กหนุ่ม(ตาย) >> ฮวานอวิ๋น (ยึดร่าง) >> จิตมาร (จิตมารในใจฮวานอวิ๋น “ถูกกำจัด”) >> เจวี๋ยหวู่หมิง (ยึดร่าง)

    คล้ายกับเรื่องเทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว ที่คุณอ่าน