ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 3 บทที่ 81 ขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลาง (3)

            “นะนี่มันเป็นไปได้ยังไงกัน...” ริมฝีปากหลี่มู่สั่นระริก “นี่ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม...ขะ เขาเพิ่งจะอายุยี่สิบต้นๆ เอง! ละ แล้วทำไมถึงเลื่อนขั้นได้!”

            การเลื่อนขั้นของระดับย่อยนี้หมายความว่าทะเลลมปราณกักเก็บพลังปราณได้เต็มปริ่มตัวหลี่มู่ได้ฝึกตนมาเกือบยี่สิบปีแต่กักเก็บพลังปราณได้แค่สามส่วนห้าของทะเลปราณ... แต่กับสวีหยางอี้ที่เพิ่งฝึกตนแค่ไม่กี่ปีเมื่อครู่ตัวเขาเพิ่งพนันว่าอีกฝ่ายคงใช้เวลาแปดปีถึงจะบรรลุเลี่ยนชี่ระดับกลาง แต่ใครจะไปรู้ว่าวินาทีต่อมาสวีหยางอี้จะมาเลื่อนขั้นต่อหน้าต่อตากันแบบนี้!

            นี่เป็นพูดคำไร้เสียงที่ดังสะท้อนอยู่ในหัวเขาเสียงของความอิจฉาที่เปล่งออกมาจากการตระหนักได้ถึงคำว่า ‘พรสวรรค์’ และ ‘ศักยภาพ’

            ดวงตาของทุกคนสะท้อนแววตาหลากอารมณ์ออกมาถ้วนหน้า

            “เหอะๆ ...”หวางชุนหลายยิ้มเจื่อนพลางพูดขึ้นเสียงต่ำ “ก่อนหน้านี้ฉันเคยเห็นเพื่อนคนหนึ่งเลื่อนขั้นมาแล้ว แต่แสงอณูปราณที่เกิดขึ้นกินพื้นที่ไม่ถึงห้าสิบเมตร...เป็นอย่างที่คิด... ในบรรดาคนที่ตบะขั้นเดียวกับพวกเรามีคนที่เก่งกว่าพวกเราอยู่ถมไป...”

            “ยิ่งห้วงแสงอณูปราณกินบริเวณกว้างหมายความว่าข้อดีที่ตามมาหลังจากเลื่อนขั้นแล้วก็จะเยอะขึ้นด้วย...แสงอณูปราณที่เกิดขึ้นพวกนี้ เป็นอณูปราณธรรมชาติอันบริสุทธิ์ อิทธิฤทธิ์ของมันจะช่วยวิวัฒนาการและปรับสภาพร่างกายของผู้ฝึกตนที่เลื่อนขั้น...ทำให้ร่างกายของพวกเขาเหมาะสมแก่การฝึกตนบำเพ็ญเพียรมากขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มระดับการรับรู้ถึงความหนาแน่นของอณูปราณและช่วยยกระดับประสาทสัมผัสในการตรวจจับอณูปราณได้เฉียบคมแม่นยำขึ้น...”

            พูดได้ครึ่งหนึ่งเขาก็ไม่พูดต่อแล้ว

            สำหรับคนที่ฝึกตนมาสิบยี่สิบปียังมีเรื่องอะไรที่น่าอิจฉาไปกว่าการเห็นผู้ฝึกตนวัยรุ่นที่เพิ่งฝึกตนเลื่อนขั้นต่อหน้าต่อตาแบบนี้อีก?

            ไม่สินี่มันไม่ใช่ความรู้สึกอิจฉา แต่มันเป็นความรู้สึกของการจำใจยอมรับ!

            ตอนนี้พวกเขาแทบอยากจะเดินออกไปจากตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอดตอนแรกก็แค่อยากหาเงินฆ่าเวลาเฉยๆ เท่านั้น!

            แต่ด้วยความที่เป็นผู้ฝึกตนจึงยังมีแนวคิดเคารพยำแกร่งผู้ที่แข็งแกร่งกว่าอยู่ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าขยับเท้าออกไปแม้แต่ก้าวเดียว

            “ห้วงแสงอณูปราณกินพื้นที่ร่วมห้าสิบเมตร...”ปากหลี่มู่แห้งผาก แต่ดวงตากลับปริ่มปรือเคลิบเคลิ้มไปกับห้วงแสงอณูปราณที่อยู่รอบๆ“ฉัน... เคยอ่านเจอแค่ในหนังสือเท่านั้น...”

            ภายในห้องฝึกตนสวีหยางอี้ลืมตาทั้งสองข้างขึ้นฉับพลัน

            มาแล้ว...มาแล้ว!

            ความรู้สึกของอณูปราณที่บังเกิดขึ้นรอบตัวอย่างฉับพลันมันมาอีกครั้งแล้ว!

            เขารับรู้ได้ถึงอณูปราณโดยรอบที่ให้สัมผัสเหมือนผิวน้ำอุ่นๆและเขาก็กำลังดื่มด่ำไปกับความรื่นรมย์ที่เกิดขึ้น

            ครั้งนี้ไม่มีใครขัดขว้างแล้ว

            เขากำหนดจิตขยายรูขุมขนตัวเองออกและเริ่มดูดซับอณูปราณรอบๆ อย่างสุดกำลัง!

            ทันใดนั้น...เส้นลมปราณทั่วร่างกายยืดขยาย ความรู้สึกเจ็บตึงโจนจับทั่วร่าง เขากัดฟันข่มเอาไว้

            อาการแปลกๆ ที่ทะเลลมปราณของเขาพองขยายขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุก่อนหน้านี้เขามองว่าอาจเป็นการปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมการฝึกวิชายุทธเวทจากคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ตอนนี้หลังจากบรรลุปฐมบทแรกว่าด้วยเรื่องทักษะควบคุมไฟจากการฝึกทักษะเหนี่ยวนำโคจร และกักเก็บกระแสลม ร่างกายของเขาก็ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดระลอกแรกนี้ไปโดยปริยาย!

            ด้านนอกห้องฝึกตนอณูแสงระยิบระยับแผ่ซ่านปกคลุมทั่วห้อง วินาทีที่แล้วมันยังคงลอยเคว้งไร้ทิศทางแต่เพียงเสี้ยวพริบตาก็แย่งกันพุ่งเข้าไปในประตูห้องฝึกตนราวกับได้ยินคำสั่งอะไรสักอย่าง!

            “ปะเป็นเขาจริงๆ ด้วย!” ม่านความสงสัยที่คลุมเครือก่อนหน้านี้บัดนี้ถูกน้ำเสียงสั่นเครือของหลี่มู่กระชากออกส่วนหวางชุนหลายกับจางกงจ่างก็ได้แต่มองกระแสแสงอณูปราณที่ลอยผ่านหัวพวกเขาไปอย่างอึ้งงัน

            นี่มันอัจฉริยะ!

            เป็นอัจฉริยะที่ฟ้าประทานขนานแท้!

            ถ้าผู้ฝึกตนอย่างพวกเขาทำให้เกิดห้วงแสงอณูปราณได้แค่สิบเมตรพวกเขาคงพูดโอ้อวดได้อีกหลายสิบปี เพราะว่าการเลื่อนขั้นของผู้ฝึกตนทั่วไปก็ถือว่ายากแล้วแต่สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าพวกเขาตอนนี้ไอ้สิ่งที่ลอยข้ามหัวเขาไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้ มันคือห้วงแสงอณูปราณที่กินพื้นที่ร่วมห้าสิบเมตรเลยนะเว้ย!

            ระยิบระยับแพรวพราวขาวสว่างงามตา ดุจดั่งทางช้างเผือกคาดผ่านฟ้าราตรีในคิมหันตฤดู

            พวกมันไม่แยแสพวกเขาแม้แต่น้อยได้แต่พุ่งตรงเข้าไปข้างในบานประตูที่ปิดสนิท

            “อัจฉริยะ...อัจฉริยะขนานแท้...” หวางชุนหลายอุทานขึ้นอย่างยอมสยบทั้งกายใจ ดวงตาร้อนระอุจ้องมองบานประตูไม่ขยับ

            ในเวลาเดียวกันด้านนอกมีคนสองคนในหมู่บ้านแห่งนี้เงยหน้าขึ้นพร้อมกัน

            “การกระเพื่อมของอณูปราณงั้นเหรอ?ไม่สิ... นี่มันสภาวะของกายาแห่งปราณหนิ?!” เถ้าแก่ร้านค้าเล็กร้านหนึ่งที่นั่งสะลืมละลือง่วงหาวก่อนหน้านี้สะดุ้งตื่นราวกับถูกเข็มทิ่มพร้อมหันมองไปที่ตำแหน่งเกิดเหตุอย่างไม่เชื่อสายตา

            “ไม่นึกว่าจะมีคนเลื่อนขั้นในหมู่บ้านเล็กๆแบบนี้”

            ท่ามกลางคันนาชาวนาวัยชราคนหนึ่งนั่งเงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างตกตะลึง “เป็นไปได้ยังไงกัน... ผู้ฝึกตนยอดฝีมือจะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง...มีคนเลื่อนขั้นที่นี่ได้ยังไง”

            การที่มีผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางโผล่ขึ้นที่นี่สักคนนับว่าเป็นเรื่องที่น่าดีใจสำคัญพวกเขาเพราะแสดงว่าที่แห่งนี้จะต้องมีอะไรบางอย่างเข้าตาผู้ฝึกตนผู้นั้น และอาจทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นเขตไล่ล่าใหม่ในโลกผู้ฝึกตนถือว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในพื้นที่ทางอ้อมแล้วพวกเขามีเหตุผลอะไรที่จะไม่ดีใจล่ะ จริงไหม?

            สวีหยางอี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นด้านนอกแม้แต่น้อยเขาได้แต่รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในทะเลลมปราณของตัวเองความรู้สึกเหมือนมีพายุหมุนที่เกิดจากกระแสลมกรรโชกบิดกระชากขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้อณูลมปราณเล็กละเอียดที่เพิ่งโคจรมาถึงทะเลลมปราณถูกดูดเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็วจนอณูปราณเล็กละเอียดเหล่านี้บิดตัวรวมกันควบแน่นกลายเป็นเส้นริ้วคล้ายโซ่ท่ามกลางพายุหมุนราวกับโรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงสสารอย่างหนึ่งกลายเป็นอย่างหนึ่งราวกับอณูแสงปราณที่ก่อเกิดจากสภาวะไร้สภาพกำลัง ‘หล่อหลอม’ บางสิ่งสิ่งขึ้นมา

            เหมือนครั้งที่แล้ว...แต่ก็ไม่เหมือนกันทั้งหมด! เขาพบว่าอณูปราณที่เสร็จสิ้นการ ‘หล่อหลอม’ กำลังแปลงสภาพเป็นอะไรบางอย่างและบางอย่างที่ว่านั้นก็กำลังก่อร่างสร้างฐานกลายเป็นอีกอย่างอยู่ในทะเลลมปราณของเขา!

            มองไม่เห็นและหยั่งสัมผัสไม่ได้คลับคล้ายคลับคลาเหมือนกำลังหล่อหลอม ‘กายทิพย์’ ของตัวเองขึ้นในทะเลลมปราณ

            “หรือว่าจะเป็นผลสำเร็จหลังจากการฝึกวิชาตามคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์?”

            แต่เขาไม่มีเวลามาคิดเรื่องพวกนี้เพราะอณูปราณธรรมชาติยังคงไหลทะลักเข้ามาในร่างกายเขาอย่างบ้าระห่ำ ครั้งนี้พื้นที่ของห้วงแสงอณูปราณที่เขาทำการดูดซับไม่ใช่แค่สิบเมตรหรือยี่สิบเมตรหากแต่เป็นห้าสิบเมตร!

            ละอองแสงอณูปราณไหลเข้าสู่เส้นลมปราณภายในร่างกายเขาเขารู้สึกได้ว่ามวลกระดูกของตัวเองค่อยๆหนาแน่นขึ้น พลังจิตของตัวเองค่อยๆ แข็งแกร่งเฉียบคมขึ้นกล้ามเนื้อค่อยๆ ทรงพลังขึ้น

            เขากำหมัดความรู้สึกอันแข็งแกร่งทรงพลังอย่างไม่เคยมีมาก่อนแผ่ซ่านออกมาจากหมัดที่ค่อยๆกำแน่นขึ้นเรื่อยๆ ของเขา ก่อนที่ความรู้สึกนั้นจะกำซาบไปทั่วร่างกาย

            ก่อนหน้านี้เขาซัดต้นไม้ใหญ่ที่มีเส้นรอบวงร่วมสิบเมตรให้หักเป็นสองท่อนได้ภายในหมัดเดียวงั้นตอนนี้ หากเขาซัดหมัดลงบนพื้นสักหมัด เกรงว่าคงเกิดหลุมขนาดใหญ่ร่วมยี่สิบเมตรเลยก็ว่าได้!

            ตอนนี้ร่างกายยังอยู่ในสภาวะกายาแห่งปราณอยู่!

            เขาไม่มีทีท่าของผ่อนคลายลงแม้แต่น้อยเพราะว่าการเลื่อนขั้นยังไม่สิ้นเสร็จ!

            จิตของเขาสัมผัสได้ถึงม่านขวางกั้นบางสิ่งอย่างคลุมเครือ

            มันคือทัณฑ์อุปสรรคของการเลื่อนขั้นนั่นเอง!เป็นอุปสรรคขัดขว้างการเลื่อนขั้น มีลักษณะเป็นรูปธรรมแตะต้องและสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ เรียกว่า ‘ทัณฑ์รูปธรรม’

            ทะลวงม่านขวางกั้นตรงนี้ไปได้เขาก็จะบรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางทันที!

            เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆหนึ่งเฮือก พลังจิตภายในทะเลลมปราณควบแน่นรวมกันเป็นกลุ่มก้อนพลังดวงตาทั้งสองข้างลืมขึ้นอย่างฉับพลันพร้อมเสียงตะโกนดังลั่น “แตกสลายไปซะ!!!”

            เสียงตะโกนดังลั่นพื้นดินสั่นสะเทือน! คนด้านนอกตกใจลุกขึ้นพรวด

            “ขะ เขา... ทำลายทัณฑ์รูปธรรมได้แล้วงั้นเหรอ!”หลี่มู่เดินไปเดินมาในห้องอย่างดีใจประหนึ่งคนที่เลื่อนขั้นเป็นตัวเขาเองก็ไม่ปานก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำสียงสั่นเครือความรู้สึกเหมือนฟ้าถล่มดินทลายปั่นป่วนในภายในใจเขาอย่างยากที่จะสะกดลง “ผ่านตรงนี้ไปได้ขะ ขะ เขาก็กลายเป็นผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางแล้ว! ระดับกลางเชียวนะ!”

            คนอื่นๆอีกสองคนยังคงนิ่งเงียบ ขาสั่นงั่กจนแทบยืนไม่ไหว และได้แต่ดื่มด่ำกับห้วงแสงอณูปราณในภาวะสมบูรณ์ที่สุดไปอย่างเคลิบเคลิ้ม

            นี่เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นที่กำลังจะเลื่อนขั้น

            หากจะพูดให้ละเอียดทัณฑ์อุปสรรคของการเลื่อนระดับย่อยๆ ของขั้นเลี่ยนชี่นี้มีแค่ทัณฑ์อุปสรรคในลักษณะ ‘รูปธรรม’ เท่านั้น ส่วนทัณฑ์อุปสรรคในรูปแบบอื่นๆก็แตกต่างกันแล้วแต่บุคคล บางคนอาจเจอกับอุปสรรคภายนอก อย่างเช่นทรัพยากรและเส้นสายในการฝึกตนไม่เอื้ออำนวยบางคนอาจเจอทัณฑ์รูปธรรมที่มาให้ลักษณะของเกราะ กำแพงหรือสสารบางอย่างบางคนอาจเจอทัณฑ์นามธรรม หรือไม่ก็ทัณฑ์แห่งจิตและในรูปแบบอื่นๆ  ซึ่งทัณฑ์อุปสรรคที่ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นมีลักษณะแตกต่างกันไป ก่อเกิดจากประสบการณ์ จิตรู้สำนึกจิตใต้สำนึกหรือจิตไร้สำนึกของผู้ฝึกตนคนนั้น

            กลับมาทบทวนความรู้อีกครั้งอย่างที่รู้กันว่าตบะของการฝึกตนแบ่งออกไปสามขั้นใหญ่ๆ ได้แก่ ขั้นเลี่ยนชี่ขั้นจู้จี และขั้นจินตัน สูงกว่านั้นก็คือขั้นหยวนอิงในแต่ละขั้นแบ่งออกไปเป็นสามระดับย่อยๆ ได้แก่ ระดับต้น ระดับกลางและระดับปลายส่วนระดับสมบูรณ์นั้น เป็นเพียงชื่อเรียกของระดับต้นกลางปลายรวมกันแล้วระดับขั้นตบะมีความสัมพันธ์กับทัณฑ์อุปสรรคอย่างไรล่ะ?

            จริงๆแล้วก็ไม่มีการวิจัยที่แน่ชัด แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีงานวิจัยด้านนี้ทว่าผลลัพธ์ที่ได้จึงมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูงและไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเพราะมีปัจจัยแปรผันค่อนข้างสูงเป็นศาสตร์ที่ยังใช้วิทยาศาสตร์อธิบายได้ไม่ครอบคลุมซึ่งสมมุติฐานที่เป็นที่ยอมรับในวงกว้างก็คือ ‘ทัณฑ์อุปสรรคของผู้ฝึกตนก่อกำเนิดขึ้นตามภาวะทางจิตใจและการตีความต่อสิ่งหนึ่ง’

            ยกตัวอย่างเช่นผู้ฝึกตนคนหนึ่ง ‘กลัวงู’ เขากลัวงูเพราะรูปร่างของมัน เห็นแล้วรู้สึกกลัวความกลัวแบบนี้เป็นการตีความสิ่งที่เห็นทางตรงทัณฑ์อุปสรรคที่เกิดขึ้นในทะเลลมปราณของเขาอาจปรากฏแค่งูตัวใหญ่หรืองูเป็นฝูง ซึ่งผู้ฝึกตนต้องหาวิธีจัดการเองเพื่อเลื่อนขั้นไปอีกระดับ... แต่ ผู้ฝึกตนอีกคนหนึ่ง ‘กลัวงู’ เหมือนกันทว่าเขาไม่ได้กลัวเพราะรูปร่างของมัน แต่เขากลัวงู เพราะมันเป็นตัวแทนของความเจ้าเล่ห์ปลิ้นปล้อนและนำมาซึ่งปัญหา เป็นความกลัวที่เกิดจากการตีความทางอ้อมดังนั้นทัณฑ์อุปสรรคที่เกิดขึ้นอาจมาในลักษณะนามธรรมหรือบางสิ่งที่เป็นตัวแทนของความเจ้าเล่ห์... จากตัวอย่างของผู้ฝึกตนทั้งสองทำให้รู้ว่าทัณฑ์อุปสรรคของผู้ฝึกตนแต่ละคนไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับภาวะทางจิตและการตีความ หากลองยกตัวอย่างที่สุดโต่งอย่างเช่น หากผู้ฝึกตนคนหนึ่งกลัวความสุขหรือเสียงหัวเราะขึ้นมา แล้วทัณฑ์อุปสรรคของผู้ฝึกตนคนนั้นจะเป็นแบบไหน?ดังนั้น หัวข้อวิจัยด้านนี้ถึงเป็นเรื่องที่ดึงดูดนักจิตวิทยาที่ศึกษาสภาวะจิตของผู้ฝึกตนเป็นยิ่งนัก

            และเนื่องจากมีอาสาสมัครผู้ฝึกตนเข้าร่วมการวิจัยด้านนี้และคำเล่าจากปากผู้ฝึกตนที่ยอมเปิดเผยเรื่องราวของตนค่อนข้างน้อยทำให้เรื่องนี้ยังมีช่องโหว่ทางการวิจัยอยู่มาก

            ลองคิดดูเล่นๆสิว่า ถ้าเกิดผู้ฝึกตนขั้นจู้จีตอนปลายที่ใกล้จะบรรลุขั้นจันตินแล้วเขากลับกลัวแมว หรือกลัวความน่ากลัวของแมว ทัณฑ์อุปสรรคจะเป็นแบบไหน? แล้วถ้าหากผู้ฝึกตนขึ้นอื่นรู้เข้าคนที่ไม่เข้าใจจะไม่หัวเราะเยาะเขากันเหรอ?

            จากการศึกษาพบว่าการเลื่อนระดับย่อยๆ อย่างระดับต้น ระดับกลางและระดับปลายของขั้นเลี่ยนชี่จะมีลักษณะทัณฑ์อุปสรรคเป็นรูปธรรม รับรู้ได้ถึงการมีอยู่ที่แน่นอน เช่นม่าน เกราะกำแพง ก้อนหินยักษ์หรืออื่นๆ ที่ขวาง ตีกรอบ ห่อหุ้ม หรือรายล้อมอะไรบางอย่างอยู่ ส่วนทัณฑ์อุปสรรคของขั้นตบะที่สูงขึ้นก็จะมาในลักษณะทัณฑ์นามธรรมมีรูปร่างไม่แน่ชัด มีเหล่เหลี่ยม มีความคลุมเครือและทำลายยากมากขึ้นถึงตอนนั้นกำลังไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่ทำลายมันได้

            ส่วนใหญ่แล้วความต้องการของผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นมักจะเป็น‘กระหายพลังที่ยิ่งใหญ่’ ‘ต้องการเก่งขึ้น’ ดังนั้นหากสิ่งที่เกิดขึ้นในทะเลลมปราณเป็นในลักษณะมีหินก้อนใหญ่ขว้างทางอยู่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะถ้าผู้ฝึกตนคนนั้นต้องการไปต่อก็ต้องใช้พลังที่ตัวเองฝึกฝนมาทำลายมันหรือผลักให้พ้นทางเพื่อตัวเองจะได้ไปค้นพบพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

            อย่างในกรณีของสวีหยางอี้เขามักพูดติดปากอยู่เสมอ ‘พลังคือทุกสิ่ง’ ‘พลังเท่านั้นที่สำคัญ’และเขาก็กระหายพลังมาตลอดและต้องการพื้นที่ระเบิดพลังที่กว้างขึ้นเป็นภาวะที่อัดอั้น ต้องการการปลดปล่อย ดังนั้นทัณฑ์รูปธรรมของสวีหยางอี้จึงก่อเกิดขึ้นมาในลักษณะเกราะหรือม่านห่อล้อมเขาเอาไว้พื้นที่จำกัดครั้นเมื่อตัวเขาบำเพ็ญเพียรไปถึงจุดหนึ่งแล้ว เขาจะยิ่งรับรู้มันได้ชัดเจนขึ้นและหาทางทำลายมันลง แล้วตอนนี้ก็ถึงเวลาของเขาแล้ว

            ดังนั้นการที่หลี่มู่จะตกใจขนาดนั้นก็ไม่แปลกด้วยความที่สวีหยางอี้เป็นคนที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์และศักยภาพ ดูเหมือนไม่กลัวอะไรดูเหมือนรับมือได้กับทุกอุปสรรค แล้วทัณฑ์รูปธรรมที่ขัดขวางเขาในตอนนี้จะเป็นอย่างไรแค่หลี่มู่คิด ใจก็สั่นระรัวเต้นไม่เป็นสำแล้ว

            “ดะดูเหมือนสหายสวีไม่ได้ใช้ยาเสริมพลังช่วยด้วย!” ทันใดนั้นจางกงจ่างก็พูดขึ้นเสียงดังลั่น “นะ นะนี่เขาจะทำลายทัณฑ์รูปธรรมนี้ด้วยพลังของตัวเองงั้นเหรอ?!”

            คำพูดของเขาทำเอาทุกคนอึ้งค้างอ้าปากหวอไปตามๆกัน

            หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ...การเลื่อนขั้นครั้งนี้ สวีหยางอี้ไม่ได้วางแผนที่จะเลื่อนขั้นมา

            หรือจะให้พูดอีกก็คือ...อยู่ๆ สวีหยางอี้ก็นึกขึ้นได้ว่าถึงเวลาเลื่อนขั้นแล้ว ก็เลื่อนเลยแล้วกัน

            โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย...ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่มียาเหลวเสริมพลังอะไรทั้งสิ้น!

            “ประมาทเกินไป!ประมาทเกินไปจริงๆ !” หวางชุนหลายถอนหายใจอย่างสลดแสดงท่าทีเป็นกังวลแทนราวกับตัวเองเป็นคนเลื่อนขั้นก็ไม่ปาน “ไม่มีใช้ยาเหลวแล้วจะทำลายทัณฑ์รูปธรรมได้ยังไง?”

            “สหายหลี่นายเอาไปให้เขาหน่อยไม่ได้เหรอ?” หลี่มู่เพิ่งพูดจบก็นึกบางอย่างขึ้นได้พลันควักออกมาจากกระเป๋าตัวเองหนึ่งขวด แล้วหันไปพูดกับหลี่จงหยวน “นี่เป็นยาเหลวที่ฉันเอาไว้ใช้ตอนจะเลื่อนขั้นถ้าสหายสวีไม่ว่าอะไร นายเอาเข้าไปให้เขาหน่อยเป็นไง?”

            ขนาดสวีหยางอี้ยังไม่บรรลุระดับกลางก็ยังน่ากลัวขนาดนั้นแล้วถ้าบรรลุระดับกลางแล้ว จะเป็นอย่างไร...

            พวกเขาลองมาคิดทบทวนดูใหม่หากพวกเขาตีสนิทชิดใกล้ หลังจากนี้มีเพียงผลประโยชน์และยังมองไม่เห็นข้อเสียสักข้อ!

            เข้าฝูงสัตว์เป็นสัตว์เข้ากลุ่มคนเป็นคน ครั้นแตกต่างย่อมจากลา ผู้ฝึกตนบ้านนอกที่อยู่ตามชายแดนอย่างพวกเขารู้จักแค่ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นด้วยกันส่วนระดับกลางนี่มีน้อยไม่ถึงหยิบมือ แล้วมีเหตุผลอันใดที่จะฉุดรั้งไม่ให้พวกเขาตีสนิทกับคนที่กำลังจะเลื่อนขั้นอยู่เบื้องหน้าคนนี้ล่ะ?

            เมื่อหลี่มู่พูดขึ้นก็เหมือนกับดึงสติของทุกคนขึ้นมาได้ หวางชุนหลายตาลุกวาวขึ้นทันทีพร้อมควักขวดหยกออกมาขวดหนึ่ง “ข้างในนี้เป็นยาเหลวที่ฉันกะจะใช้ มันมีชื่อว่าน้ำมรกตบุหงาคราม!ตอนนี้สหายสวีคงต้องการสิ่งนี้!”

            “ฉัน... ฉัน...”จางกงจ่างเหงื่อแตกพลั่กเต็มหัว โอกาสที่จะได้รู้จักกับคนในระดับไม่ได้มีมาง่ายๆแต่ตัวเขากลับไม่มียาเหลวอะไรทั้งนั้น!

            พวกนายเป็นนักสถิติไม่ใช่เหรอ?แล้วทำไมถึงมียาเหลวติดตัวมา? !

            เขาอยากตะโกนด่าออกไป

            หลังจากน้ำเสียงของพวกเขาสิ้นสุดลงเพียงทันใดนั้นทั่วพื้นที่ตรงนั้นราวกับแรงกระชากวูบประมาณ 0.01 วินาที

            แม้เป็นเวลาเพียงเสี้ยววินาทีแต่พวกเขาทุกคนต่างรับรู้กันถ้วนหน้า!

            บรรยากาศนิ่งค้างราวกับถูกแช่แข็งทุกสรรพสิ่งนิ่งสงัดราวกับตกอยู่ในห้วงภวังค์ เกิดอะไรขึ้นด้านในห้องฝึกตนกัน