มารยาสีชาด

    เตรียมใจ

    หมู่บ้านปินเหอ

            เช้าวันนี้เย่วซินยังคงเหน็ดเหนื่อยกับการทำขนมของนาง แต่ในความเหน็ดเหนื่อยนั้น มันล้วนเป็นความสุขทั้งสิ้นเพราะถ้าให้เลือกระหว่างความเหน็ดเหนื่อยทางกายแต่สบายใจกับสุขสบายกายแต่เหนื่อยใจ นางคงเลือกอย่างแรกย่อมดีกว่าที่จะให้นางไปหมกมุ่นครุ่นคิดถึงบุรุษอันเป็นที่รักของผู้อื่นจนปวดใจเสียอีก มือบางนวดแป้งพร้อมกับเติมผงหอมกลิ่นเหมยกุ้ย (กุหลาบ) ด้านข้างเป็นอดีตสาวใช้ที่ยามนี้นางได้มอบตำแหน่งพี่สาวที่แสนดีให้อีกฝ่ายไปเป็นที่เรียบร้อย ถ้าหากวันข้างหน้า บิดาและมารดาผู้ให้กำเนิดของนางเดินทางมารับตัวกลับไปอยู่ด้วยจริงๆ นางย่อมต้องพาพี่เสี่ยวเม่าติดตามไปด้วยกัน ยามทุกข์ร่วมทุกข์ ยามสุขย่อมต้องร่วมสุข “พี่เสี่ยวเม่าช่วยหยิบน้ำตาลให้ข้าด้วยเจ้าค่ะ” น้ำตาลป่นจนละเอียดคือส่วนผสมอีกชนิดที่เย่วซินเลือกที่จะใส่ลงไปในตัวแป้งที่มีกลิ่นของเหมยกุ้ย ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ที่เคยทานขนมกลิ่นนี้จะรู้ดีโดยทั่วกันว่าตัวแป้งนั้นจะติดความหวานเพียงเล็กน้อย ต่างสี ต่างกลิ่นเจือจาง มันคือขนมขึ้นชื่อของนางในเวลานี้

            “ใยวันนี้จึงลงแป้งเยอะนักเล่า” เสี่ยวเม่าส่งถุงใส่น้ำตาลชนิดป่นละเอียดให้คุณหนู โดยที่ตนเองยังคงเตรียมพักแป้งที่หมักเสร็จแล้วไปไว้ด้านข้าง

            “วันนี้ข้าจะนึ่งหมั่นโถวให้พวกของพี่เว่ยกัง” นางหมายถึงเหล่าบุรุษองครักษ์ที่คอยติดตามนางพวกนั้น แม้ไม่รู้ว่ามีจำนวนมากเท่าใด ซ่อนตัวมานานแค่ไหนแต่ในเมื่อนางรู้อย่างนี้แล้ว นางก็ควรต้องตอบแทนพวกเขา หากถามว่าเหตุใดจึงต้องตอบแทนในเมื่อนางไม่รู้เลยว่าพวกเขาเคยช่วยเหลือนางยามใด ‘เอาเป็นว่านางสัมผัสได้ว่าทุกครั้งที่คล้ายจะเกิดอุบัติเหตุร้ายจนบาดเจ็บ...เรื่องราวมักจะแคล้วคลาดไปเสียหมด’ หลายครั้งที่เกือบถูกรถม้าชน ก็ต้องมีคนโผเข้าไปรับเคราะห์แทนนับครั้งไม่ถ้วน ในอดีตนั้น เคยคิดว่าตนโชคดีที่ปลอดภัยจากอุบัติเหตุร้ายๆ แต่มาตอนนี้แล้วนางรู้ได้ว่า...มิใช่ว่าตนโชคดี แต่เพราะมีคนคอยดูแลและจับตาดูนางอยู่แล้วทุกฝีก้าวโดยที่ไม่ก้าวล้ำความเป็นส่วนตัวจนต้องอึดอัด

            เสี่ยวเม่าไม่ได้เอ่ยขัดอะไรออกไปเพราะนางเองก็คิดว่ามันคือเรื่องที่สมควรแล้ว แต่มีเรื่องหนึ่งที่นางยังคงอยากรู้ นั่นก็คือเรื่องของความรู้สึก ความรู้สึกของคุณหนูของนาง...กับความจริง “เย่วซิน”

            “เจ้าคะพี่เสี่ยวเม่า” เจ้าของนามขานรับโดยที่สองตากลมโตและสองมือยังคงจับจ้องไปที่การทำขนม สองเตานึ่งหมั่นโถว สองถาดพักแป้ง ยังไม่นับการต้มน้ำถั่วเหลืองอยู่จนเต็มถึงสองหม้อ วันนี้ไม่ได้กำไรก็มิใช่ประเด็นสำคัญในการดำเนินชีวิตในป่าเขาที่มีพืชผักปลูกเองเอาไว้ทาน หรือผักบางอย่างล้วนมีขายในราคาถูกของแต่ละครัวเรือนเหมือนที่นางขายหมั่นโถวราคาเพียงสองอีแปะ มีเบี้ยแบบพอกินพอใช้ มิได้ต้องการร่ำรวยเพราะขูดเลือดขูดเนื้อผู้อื่นให้เป็นที่เกลียดชัง ชีวิตในวันนี้มีความสุข เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

            “ทำใจได้แล้วใช่หรือไม่” ในคำถามนั้น เสี่ยวเม่ารู้ดีว่าอีกฝ่ายเข้าใจว่านางหมายถึงเรื่องใด...ทั้งๆ ที่ผ่านไปร่วมเดือนกับการเดินทางมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ ไหนจะเรื่องบิดามารดาที่แท้จริงที่มีเหตุผลให้ต้องละทิ้งบุตรสาวของตนไว้กับผู้อื่นอีกเล่า ไม่รู้ว่ายามนี้ตัวเย่วซินนั้นจะนึกน้อยใจเรื่องใดก่อนเป็นอันดับแรก

            “...” เย่วซินเม้มปาก “ข้าทำใจเรื่องพี่ซัวหยางและข้าดีใจที่ได้รู้ว่าข้ามีบิดามารดาผู้ให้กำเนิด ที่เหลือคงปล่อยให้มันเป็นไปตามชะตา”

            เสี่ยวเม่าได้ฟังก็เบาใจไประดับหนึ่ง


    ยามซวี่ (21.30) ณ.จวนนายอำเภอ

            เสิ่นซัวหยางเดินกลับเข้าไปในเรือนพักพร้อมกับกำชับว่าอย่าให้ใครเข้ามารบกวนเขาเป็นอันขาด คำสั่งนี้ครอบคลุมไปถึงฮูหยินอย่างซือหลิวเยี่ยนที่ได้แต่ยืนกำหมัดแน่นอยู่ด้านนอกโดยที่เจ้าของจวนหาได้สนใจสิ่งใดมากไปกว่าการหวนคิดถึงใบหน้างามของเย่วซินกับบุรุษผู้นั้น รวมไปถึงเส้นทางที่รถม้าวิ่งไปคือจุดมุ่งหมายของเขาในวันพรุ่งนี้ หลังจากที่พยายามตรวจสอบความเป็นอยู่ของชาวบ้านภายในเวลาจำกัด “หมู่บ้านปินเหอ คงจะเป็นบ้านเกิดของเสี่ยวเม่าแน่ๆ” แม้จะอยู่บนเขาแต่หาได้มีปัญหาเพราะเขามีคนขับรถม้าชำนาญเส้นทางเอาไว้รออยู่แล้ว ยิ่งถ้าเย่วซินอยู่ที่นั่นจริงเขาก็จะขออยู่เฝ้าดูนางจนกว่าเขาจะแน่ใจในเรื่องที่กำลังสงสัย ในระหว่างที่เผลอคิดไปไกล เสียงของซือหลิวเยี่ยนกลับดังขึ้นตรงหน้าเรือน

            “ข้าเป็นฮูหยิน ใยจะเข้าไปหาสามีตนเองไม่ได้!!”

            “นายท่านสั่งเอาไว้ เพราะพรุ่งนี้ต้องเดินทางไกลกันตั้งแต่เช้าขอรับ” อาไฉ่และบ่าวชายอีกห้าคนยืนถือไม้ขวางทางสตรีผู้มีตำแหน่งฮูหยิน ที่ดูคล้ายกระสันอยากจะเข้าหานายท่านจนเกินจำเป็น “ข้าเป็นเพียงบ่าวมิอาจขัดคำสั่งของนายท่านได้ เชิญฮูหยินกลับเรือนไปเถิดขอรับ” บ่าวผู้ซื่อสัตย์มองผ่านฮูหยินไปและเห็นสาวใช้นามว่าอาลี่กับบ่าวชายอีกหนึ่งคนที่กำลังยกยิ้ม? บ่าวชายผู้นี้มีนามว่าเต๋อจุน เป็นบ่าวจากจวนสกุลซือที่กล่าวอ้างว่าท่านเลขาซือเหล่าอวิ้นเป็นผู้สั่งให้เดินทางเข้าร่วมขบวนกับท่านนายอำเภอเสิ่นซัวหยางด้วย รวมทั้งยังสั่งให้ดูแลซือฮูหยินอย่าให้ได้รับอันตราย ‘มิใช่ว่าหน้าที่ดูแลควรเป็นท่านนายอำเภอผู้เป็นสามีหรอกรึ?’

            ซือหลิวเยี่ยนกระทืบเท้าเร่าๆ “อ๊ายๆๆ เจ้าบ่าวชั้นต่ำ ท่านพี่นะท่านพี่ คอยดูเถิด ข้าจะนำเรื่องนี้ไปบอกท่านพ่อ!” ก่อนจะถอยกลับเรือนของตนเองไป ผู้เป็นฮูหยินเริ่มวิตกกังวลในเรื่องของสามีที่จนป่านนี้ก็ยังนึกถึงสตรีนางนั้นจนถึงกับหลีกเลี่ยงการนอนร่วมห้องกับนาง “เย่วซิน สตรีน่าชัง” นับจากวันนี้เป็นต้นไป นางจะไม่สนใจเสิ่นซัวหยางอีก “หึ อาลี่ นับจากนี้เป็นต้นไปไม่ต้องเอายาห้ามครรภ์มาให้ข้าทานอีก”

            “ฮะ ฮูหยิน” อาลี่ยกมือขึ้นปิดปากเมื่อรู้ว่าคุณหนูของนางกำลังคิดถึงเรื่อง บุตร? “ยะ อย่านะเจ้าคะ”

            “เต๋อจุน” เดินไปหยุดหน้าเรือนพักของตนเอง ก่อนจะกล่าวขึ้นมาลอยๆ “ยามจื่อ (23.00) เข้ามาหาข้าอย่าให้ผู้ใดพบเห็น” ก่อนจะผลักประตูเรือนเข้าไป ‘ทั้งหมดเป็นเพราะท่านพี่ เพราะท่านไม่สนใจข้า เช่นนั้นก็จงรอวันช่วยเหลือข้าเลี้ยงดูบุตรเถิด’

    &&&&

    วันต่อมา ณ.หมู่บ้านปินเหอ ยามซื่อ (10.00)

            เสี่ยวเม่าวิ่งกระหืดกระหอบกลับไปที่บ้านของตนเองพร้อมกับสอดส่ายสายตามองหาน้องสาวเย่วซิน ความกังวลใจฉายชัดออกมาทางใบหน้าเมื่อได้รู้ข่าวสำคัญจากคนในหมู่บ้านเมื่อครู่นี้เกี่ยวกับเรื่องของนายอำเภอคนใหม่ที่กำลังเดินทางมาถึง นายอำเภอเสิ่นซัวหยาง บุรุษที่เพิ่งถูกสมรสพระราชทานบีบบังคับให้ต้องตอบรับฮูหยินอย่างซือหลิวเยี่ยนเข้าจวนสกุลเสิ่น จนทำให้นางกับน้องสาวนอกไส้ต้องตัดสินใจหนีมาที่นี่เพื่อตัดปัญหา         “เย่วซิน!!”

            “มีสิ่งใดรึเจ้าคะ” เย่วซินมองเสี่ยวเม่าที่มีท่าทางตื่นตระหนก ในขณะเดียวกันอีกฝ่ายยังพยายามจะคว้ามือของนางซึ่งยามนี้มันเต็มไปด้วยผงแป้งสำหรับทำขนมจึงต้องหลบหลีกไปมาเพื่อมิให้อีกฝ่ายได้จับ

            “ตามมาเร็วเข้า เราต้องหนีไปอยู่ที่อื่นกันสักพัก”

            “อะ อะไรเจ้าคะ เกิดสิ่งใดขึ้น” ผู้ถูกคว้ามือเอาไว้ได้มองไปยังองครักษ์เงาเว่ยกังที่ทำเพียงแค่ยืนกอดอกไม่พูดไม่จาราวกับว่าเขาคือต้นไม้ใบหญ้าก็ไม่ผิด สังเกตได้ว่าถ้าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายอีกฝ่ายคงมินิ่งเฉย เว้นเสียแต่ว่าเหตุการณ์ตื่นตระหนกของพี่เสี่ยวเม่านี้ คงเป็นเรื่องส่วนตัวที่นางต้องตัดสินใจด้วยตนเองเหมือนทุกครั้ง “เหตุใดต้องหนีเล่าเจ้าคะ ในเมื่อที่ตรงนี้คือบ้านของพี่ พี่เสี่ยวเม่า” เย่วซินขืนร่างเอาไว้พร้อมกับคาดคั้น “พี่เสี่ยวเม่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นรึเจ้าคะ” และคำตอบของอีกฝ่ายนั้นคงจะช้าเกินไป จนเสียงนุ่มทุ้มอันคุ้นเคยดังขึ้นตรงหน้าร้านขายน้ำถั่วเหลืองของนาง

            “เย่วซินของพี่”

    คล้ายกับเรื่องมารยาสีชาด ที่คุณอ่าน