ตอนที่ 8 "เมืองตลาด(นัยน์ตามรกต)"
บ่ายแก่ๆ บนถนนรอบเขตชุมชนอันแออัด เด็กชายมนุษย์กับเจ้ามดตัวจ้อยไร้หัวนอนปลายเท้า นั่งหงอยหลบแดดใต้เพิงหลังคาข้างคอกหนอนทราย หลังจากที่เดินดุ่มสอบถามอ้อนวอนขอความช่วยเหลือทั้งนำ้และอาหารอยู่นาน สุดท้ายแล้วก็ต้องกลับมานั่งนับเกวียนเล่มแล้วคันเล่าที่เดิม ชุมชนนี้ไม่ใช่เล็กเลยหากจะเดินลัดเลาะให้ครบทุกซอกก็ต้องมีอาหารตกลงท้องพอเอาแรงสักหน่อย สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครใจดีให้เศษอาหารที่พอกินได้บ้าง กระทั่งเสนอแรงงานแลกมาก็ยังไม่ได้มันไม่มีคนเอาเลยจริงๆ "ไม่ได้อะไรเลยเหรอบลูส์? " "ไม่เลยขอรับ" "แม้แต่ขอทำงานแลกด้วยก็ไม่มีใครเอาเลย? " "ไม่มีขอรับ เจอใครๆ ก็บอกไม่กลับไปขอที่บ้านแกล่ะ พูดประมาณเหยียดๆ ข้าน้อยน่ะขอรับ" "อ้าวไหงเป็นงั้น" "นั้นสิขอรับไม่รู้ข้าไปทำอะไรให้ตอนไหน" "จำเรื่องเกี่ยวกับที่บ้านไม่ได้เลยเหรอบลูส์? " บลูส์นั่งนิ่งนึกย้อนอดีตถึงภาพจำที่มาของตน แต่นึกแล้วนึกอีกยังไงเค้นยังไงก็นึกไม่ออก ทั้งชื่อทั้งที่มาก่อนจะตกหลุมแมงช้างแต่พอเป็นเรื่องอื่นๆ กิจกรรมเรื่องพื้นฐานดันจำได้เช่นว่าค่าเงินเอยชอบกินของรสหวานเอยแม้แต่ไม่ชอบมะนาวกับรสเปรี้ยวยังจำได้ เรื่องประวัติตนเองว่าเคยเป็นใครมาจากไหนรู้จักใครเจ้ามดนึกไม่ออกแล้ว สุดจริงๆ คงทำได้เพียงแค่จินตนาการเอาเท่านั้นเอง ซึ่งทางตัวผมเองก็ไม่ต่างกันเดินขอข้าวถามงานจากใครเขาไม่มีให้ มีแต่จะยัดเยียดขายของให้เราอยากเดียวแบบนี้มันไม่แปลกจริงเหรอหรือพวกนี้ไม่ต้องการหารกำไรกับใครเพิ่ม อย่างน้อยพวกนั้นก็ตอบคำถามเราสอง พวกนั้นไม่มีใครรู้ว่าบลูส์เป็นใครมาจากไหน และไม่รู้ว่าทำไมหรืออะไรมีผลสามารถทำให้มนุษย์นั้นตัวเล็กลง มันเคว้งโหวงเหวงไปหมด "จะเอายังไงต่อไปกับชีวิตเราดีขอรับ" "ถึงจะพูดอย่างนั้นก็ใช่ว่า จะคิดออกในทันทีนะ เฮ้อ.."~~~~~~~~~~ ขณะเดียวกันไม่ใกล้ไม่ไกลภายในอุโมงค์สลัวแสงปรากฏเงาบุคคลสวมฮูดชุดผ้าคลุมคนหนึ่ง ใครคนนั้นกำลังวิ่งขึ้นบันไดด้วยท่าทีเร่งรีบเหมือนพยายามหนีอะไรบางสิ่ง ซึ่งแฝงตัวซ่อนเร้นหลังเงามืดที่คืบคลานตามหลังมาติดๆ ความกลัวทะลุผ่านผ้าปิดหน้าเพียงครึ่งใบ แม้แค่นัยน์ตาเขียวมรกตคู่นั้นเปล่งประกายขนาดไหนก็ย่อมมีความหวั่นไหวได้ เมื่อต้องหันหลังกลับไปมองดวงไฟแดงฉานคู่หนึ่งซึ่งลอยเคว้งกลาง ความมืด ประดุจต้องสบกับนัยน์ตานัยนาของปีศาจแห่งฝันร้ายที่ไล่ตามตน ใครจะไปรู้ว่าจังหวะนรกสะดุดล้มมันมีจริงไม่ใช่แค่ในละครหลังข่าว คนในชุดคลุมสะดุดล้มเพราะสับเท้าไม่สัมพันธ์กับจังหวะก้าวข้ามขั้นบันได เสียงหัวเราะกึกก้องเยาะเย้ยกระชั้นชิดเข้ามาติดๆ "ฮาๆ ..ฮ่าๆ ..เจ้าหนีไม่พ้นเงื้อมมือข้าหรอก ยอมแพ้เสียเถอะ" เสียงทุ้มตำ่สะท้อนก้องดังซ้อนกัน ราวมีคนมากกว่าหนึ่งพูดประโยคเดียวกันพร้อมกัน คงเป็นเสียงเอ่ยของปีศาจร้ายในเงามืดแน่ เมื่อหมดหนทางหนีดังนั้นก่อนเงามืดนั่นจะทันถึงตัวไม่ไกลนัก คนคนนี้หยิบผลึกคริสทัลสีนำ้ตาลอมเหลืองแท่งเล็ก ที่ติดสายคล้องตกแต่งแปลกตาออกมามันดูเหมือนเป็นอัญมณีจี้ประดับ แต่ที่แปลกกว่าสร้อยสำหรับห้อยคออันนี้คือเล็บมือสีคลำ้กับผิวหนังสีเขียวอ่อนของนิ้วมืออันเรียวเล็กนั่น บุคคลในผ้าคลุมตวัดมือใช้คริสทัลอันนั้นวาดวงกลมขนาดเท่าตนขึ้นข้างผนังอย่างรวดเร็วแล้วร่ายมนตร์บางอย่างเป็นภาษาที่มนุษย์ฟังไม่รู้เรื่องออกมา "Ispraviti Spojiti Otvori Vrata (อิสปราวิที สโปยิที โอโทวรี วราทา) " เสร็จสิ้นพื้นผนังภายในวงวาดนั้นเกิดเรืองแสงสว่างไปทั่วอุโมงค์ ทำเอาเงาดำดังกล่าวถอยปรี่อย่างรวดเร็ว วงกลมดังกล่าวคล้ายเกิดวังนํ้าวนหมุนเกลียวที่ถูกสร้างขึ้นจากแสง บุคคลนี้วิ่งทะลุผ่านเข้าไปในวังวนแสงแล้วหายลับไปในพริบตา ทิ้งเงาดำที่ไล่ตามมาไว้ข้างหลัง เจ้าสิ่งนี้แทนที่จะเจ็บชำ้ใจที่ไล่ตามไม่ทันมันกลับหยุดนิ่งอยู่แบบนั้นครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยนำ้เสียงเคร่งขรึมเสมอทุกอย่างได้สำเร็จตามแผนมันแล้ว "หึๆ ดิ้นรนไปเถอะสุดท้ายแล้วยังไงเจ้าก็ต้องกลับมาหาข้า…ยอดรัก ฮาๆ .ฮ๊า..ฮ่าๆๆ .."~~~~~~~~~~ “บลูส์คอกนั้นน่ะ ให้อาหารครบทุกตัวหรือยัง” “กำลังจะขอรับ กำลังจะ” หลังจากนั่งหิวเฝ้าคอกหนอนทรายอยู่นานจนเกือบจะถอดใจขโมยอาหารพวกมันกิน โชคดีที่ป้า ’เกรซ’ แมงมุมเจ็ดขาใจดีให้อาหารที่มนุษย์กับมดกินได้ แล้วก็ยังอนุญาตให้เรานอนในกระโจมเล็กๆ หลังหนึ่งแรกกับงานดูแลคอกเลี้ยงกับให้อาหารหนอนทรายทั้งหมดของแก มันก็ไม่ได้หนักหนาอะไรมากก็เหมือนเลี้ยงวัวควาย 32 ตัว 8 คอกหนอนพวกนี้กินเก่งมากใครว่าหนอนน่าเกลียดบางตัวก็น่ารักนะโดยเฉพาะตัวโปรดของผม ‘มีมี่’ ลูกหนอนตัวเล็กพึ่งเกิดได้ไม่กี่วันเจ้านี้แต่ต่างกับตัวอื่นตรงที่ มีจุดสีชมพูอยู่ข้างส่วนหัวดูแล้วคล้ายแก้มตัวการ์ตูน เราอยู่กินนอนที่นี่มาสองวันแล้วและดูเหมือนว่าอะไรๆ ก็กว่าหลงอยู่กลางทะเลทรายเปล่าๆ ค่าจ้างเหรอไม่ได้หรอกแค่ข้าวกับที่นอนนี้ก็บุญหัวโตแล้ว แต่แกบอกเวลาบริการลูกค้าให้ดูแลดีๆ บางคนอาจจะให้ทิปคนไหนรวยก็ถึงเสี้ยวลีฟแหละ แต่ป้าแกไม่ใช่เจ้าเดียวที่ทำงานเกี่ยวกับคอกหนอนในเมืองนี้ เพราะอย่างนั้นทำงานแค่สองวันก็ต้องหวังกันไปก่อน เช้ามืดวันที่สามผมกับบลูส์วุ่นอยู่กับการให้อาหารหนอนทราย เวรวันนี้หน้าที่ผมคือเข็นรถของเหลวสีกาแฟข้นหนืดกลิ่นหืนๆ หน่อย ส่วนบลูส์มีหน้าที่ใช้พรัวตักใส่หลุมอาหารประจำแต่ละคอกๆ ไป พวกเราตกลงกันว่าจะสลับเวรกันเข็นและตักอันนี้เป็นไอเดียผมเพราะไม่อยากให้เขารู้สึกว่าโดนเอาเปรียบ แต่ดูสิผมมีสองแขนมดมีสี่ข้างเจ้าบลูส์มันก็เลยทำงานนี้ได้ดีกว่าจริงๆ แล้วงานอื่นก็ด้วย “นายท่านโตโต้ขอรับ” เจ้าบลูส์เอ่ยขึ้น ขณะกำลังบรรจงตักอาหารให้พวกหนอนคอกหกอยู่ “ว่า? ” ผมตอบรับ “วันนี้นายท่านคิดมั้ยว่า เราจะได้เงินสักกี่ลีฟขอรับ” “คาดหวังอยู่เหรอ ฮ่าๆ ” “ก็แหม่คนเรามีความหวังในชีวิตสักเล็กน้อยก็ยังดีนะ พอให้อยู่ข้ามไปวันๆ ” “คิดบวกสุดๆ ” “สมมุตินะขอรับ” เจ้ามดหยุดพูด “ถ้านายท่านได้เงินมาท่านจะใช้ซื้ออะไร? ถ้าข้าน้อยนะข้าน้อยจะซื้อนำ้ตาลก้อนมากินสักสิบก้อนให้เป็นเบาหวานตายไปเลย ฮ่าๆ ” ผมครุ่นคิดอยู่ครู่ว่าเงินในที่นี้เราเอาไปทำอะไรได้บ้างได้มาแล้วก็ซื้อมันจะมีประโยชน์อะไร แต่ถ้าจะใช้คงต้องคิดให้ดีในระหว่างที่คิดวางแผนใช้มันให้เป็นประโยชน์อยู่นี้ ก็ขอเก็บเอาไว้กับตัวก่อน ใช่แล้ว เอาไปซื้ออุปกรณ์จำเป็นที่ใช้ชีวิต หรือจ้างถามคนสืบค้นข้อมูลเรื่องที่เราตัวเล็กลงแล้วมาอยู่ที่นี่แบบนี้ใช่ๆ เอาตามนั้นเลยก่อนอื่นที่เราฝันเห็นบ่อยๆ นั้นมันต้องมีเงื่อนงำอะไรแน่ ต้องหาข้อมูลเรื่องนี้ด้วย “ก็คงจา...” “เฮ้ย!! ” บลูส์ตกใจร้องขึ้น ไม่ทันเอ่ยจบประโยคก็เกิดมีคนตกลงมานอนในรถเข็นอาหารหนอนตรงหน้าผมเสียอย่างงั้น! พระเจ้า! ผมสังเกตเห็นได้ว่ามีวงแหวนแสงประหลาดเกิดขึ้นเหนือหัว เขาคนนี้ต้องหล่นลงมาจากตรงนั้นเป็นแน่ อย่างกับนิยายไซไฟแฟนตาซี ดูสิสวมฮูดผ้าคลุมด้วยลึกลับได้ใจ “เป็นอะไรมั้ยครับ? ” ผมเอ่ยถามบุคคลปริศนาตรงหน้า คนๆ นี้ตะเกียกตะกายตัวเองลุกออกจากรถเข็น เนื้อตัวเขาเลอะเทอะไปด้วยเศษอาหารเหลวของเจ้าหนอน ลักษณะรูปร่างยืนสองขามีสองแขนแน่ๆ เห็นได้ตอนพยายามจับพยุงตัว มนุษย์ใช่มั้ย!? “ที่นี่อาณาไหน? พวกเจ้าเป็นใครกัน? ” บุคคลปริศนาเอ่ยปากถามผม ฟังจากเสียงแล้วคล้ายเป็นผู้หญิง อย่างน้อยก็รู้ว่าไม่ใช่มนุษย์ก็ต้องเป็นแมลงเพราะคุยกันรู้เรื่อง “อะไรนะขอรับ? ” บลูส์ทวนคำถาม คนๆ นี้ไม่สนใจคำถามเจ้ามดเอาแต่ก้มปัดชุดคลุมตัวเองจนเกลี้ยงเท่าที่ทำได้ เขายืนตรงขึ้นมองมาที่ผมๆ สังเกตตรงใบหน้าสวมฮูดกับผ้าปิดปากนั้นทำไมเขาถึงทำอย่างนั้น แต่นัยน์ตาคู่นั้นของเขามันช่างดูคล้ายกับหินหยกเขียวไม่ก็อัญมณีอะไรสักอย่าง ‘มรกต’ ใช่แล้ว บุคคลปริศนาถกฮูดออกปล่อยให้เห็นเส้นผมสยายยาวสีแดงเงาสะท้อนดวงอาทิตย์รุ่งอรุณ ปลายหูแหลมยาวอย่างกับภูติแฟรี่ ผ้าปิดครึ่งหน้าถูกดึงออกสันจมูกแลดูคมนั้นอีก ผมไม่เคยพบเห็นสิ่งมีชีวิตแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต เธอเป็นผู้หญิงใบหน้าเรียวทรงไข่ผิวสีเขียวอ่อน เธอสูงกว่าบลูส์และกว่าผมมาก สง่างามเด่นทะลุผ้าคลุมเปื้อนขี้หนืดออกมา แสงเช้าสาดส่องเหนือพื้นดินจากเบื้องหลังของเธอ เธอช่างดูคล้ายเจ้าหญิงภูติจากในหนังสือการ์ตูนแฟนตาซีเสียจริงๆ ลืมคำพรรณาห่วยแตกนั้นไปซะเถอะฉันจะพูดมันแล้ว “น่ะ..น่ารัก(โอเค..รสนิยมฉันเริ่มแปลกซะแล้วสิ ) ”~~~~~~~~~~ โปรดติดตามตอนต่อไป ~~~~~~~~~~