มรรคาพลิกฟ้า

    บทที่ 161 ได้พบกันล้วนเป็นวาสนา

            "ฟ้าวววว..ฟ้าวววว..ฟ้าวววว..ฟ้าวววว..ฟ้าวววว..ฟ้าวววว..ฟ้าวววว..ฟ้าวววว..!!"

     

            "ส่วบ..ส่วบ..ส่วบ..ส่วบ..ส่วบ..ส่วบ..ส่วบ..ส่วบ..!!"       

     

            "ฟ่อ..ฟ่ออออออ...!!"

     

            "โครม..!!.."โครม..!!"..."โครม..!!".."โครม..!!""

     

            เสียงเคลื่อนไหวอันรวดเร็วพร้อมเสียงดาบยักษ์ที่ทิ่มแทงเข้าสู่จุดเจ็ดนิ้วดังเกือบพร้อมกันจนเป็นเสียงเดียว  ห่าโลหิตสาดกระจายพร้อมเสียงร้องโหยหวน เสียงเกลือกกลิ้งพร้อมหางที่ฟาดไปมาของเจ้าราชาของอสรพิษเจ็ดดาวก่อนตายดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหุบเขา ชั่วครู่ให้หลังจึงสงบลง สตรีงามถึงกับปรากฎสีหน้าหวาดหวั่นรำพึงในใจ

     

            "โอ..นั่นมันปีกอะไรกัน ถึงได้ใหญ่โตและแข็งแกร่งขนาดสามารถทนทานการฟาดที่รุนแรงของเจ้าราชาของอสรพิษเจ็ดดาวได้ โดยไม่บุบสลายแม้แต่น้อย และวิชาท่าร่างใดกันถึงได้สำแดงร่างที่เหมือนกันทั้งยังมีพลังฝีมือที่เท่ากันออกได้ถึงแปดร่าง หากแม้นเจอคู่ต่อสู้เช่นนี้คงมิมีใครที่จะต่อกรได้เป็นแน่ มิทราบเขาเป็นใครมาจากที่ไหนกัน"

     

            กังหลงมิได้สนใจสังเกตุท่าทีตื่นตกใจของสตรีงาม เพียงมุ่งตรงไปยังร่างอสรพิษใหญ่โตเบื้องหน้า และรีบทำการใช้ดาบอัคคีโลกันต์อันคมกริบผ่าแกะเอาเม็ดพลังและแก่นอสูรออกมาจนหมดสิ้น และยังได้ผ่าเอาดี และหัวใจของเจ้าราชาของอสรพิษเจ็ดดาวออกมาด้วย ในส่วนหนังและเกล็ด็ยังลอกออกมา แล้วม้วนเก็บไว้ในแหวนมิติ อันหนังของราชาอสรพิษเจ็ดดาวแข็งแกร่งยิ่งหากนำไปตัดเย็บเป็นเกราะหรืออุปกรณ์ป้องกันย่อมมีประโยชน์มิน้อย เมื่อเสร็จสิ้นจึงเดินไปหาสตรีงามพร้อมยื่นเม็ดพลังและหัวใจของอสรพิษให้ กล่าวขึ้น

     

            "นี่เป็นเม็ดพลังและหัวใจของเจ้าราชาของอสรพิษเจ็ดดาวคิดว่าคงมีประโยชน์ต่อแม่นาง ส่วนชิ้นส่วนอื่นที่พอมีประโยชน์ข้าขอเก็บไว้ละกัน เมื่อเสร็จเรื่องแล้วข้าต้องขอตัวจากไปก่อนเนื่องจากสหายข้ายังรออยู่ในเมือง "

     

            พูดเสร็จส่งของให้เสร็จสิ้นกังหลงก็หันหลังกลับจะจากไปในทันที แต่เสียงสตรีงามได้เรียกให้หยุดไว้

     

            "เดี๋ยวก่อนท่านผู้มีพระคุณ ต้องขอขอบคุณท่านเป็นอย่างยิ่ง หากมิมีท่านมาช่วยเหลือชีวิตข้าคงต้องจบสิ้นที่นี่แล้ว และมิอาจได้รับเม็ดพลังที่ต้องการ มิทราบคุณชายชื่อเรียงเสียงไร ข้า หงษ์เหลี่ยน จะขอจดจำไว้ในใจมิลืมเลือน "

     

            กังหลงหันมาแย้มยิ้มพร้อมกล่าว

     

             "แม่นางหงษ์เหลี่ยน มิต้องคิดมาก ได้พบกันล้วนเป็นวาสนา ช่วยด้วยคุณธรรมถือเป็นหน้าที่ของผู้กล้า ข้ากังหลง ยินดีที่ได้ช่วยเหลือ หากมีวาสนา ภายภาคหน้าคงมีโอกาสได้พบกันอีก ขอสิ่งที่พบเห็นเกี่ยวกับข้าในวันนี้ รบกวนแม่นางหงษ์เหลี่ยนอย่าได้บอกต่อใคร ข้ากลัวปัญหาอันยุ่งยากที่จะตามมาในภายหลัง บัดนี้ขออำลา"

     

            หลังจากกล่าวจบเมื่อเห็นว่าหงษ์เหลี่ยนปลอดภัย จัดการกับเม็ดพลังเป็นที่เรียบร้อยกังหลงจึงรีบกลับไปยังเมืองเหลียว เหินร่างลงยังที่ลับตาแล้วเดินเข้าไปในยังชุมชนตรงไปยังจุดที่แยกกับสตรีทั้งสามก่อนหน้านี้  เนื่องจากกังหลงกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องที่ทหารองครักษ์บนกำแพงพุดคุยกัน กลัวสตรีทั้งสามจะก่อเรื่องวุ่นวายจนยากจะจัดการ

     

            ทุกอย่างเป็นไปตามที่กังหลงได้กังวลไว้มิผิด หลังจากกังหลงจากไปไม่นานได้มีกลุ่มขบวนม้าจำนวนสามตัวและรถม้าโอ่อ่ามีราคาอีกหนึ่งคัน วิ่งมาอย่างรวดเร็วจนผุู้คนต่างหลบหลีกกันจ้าละหวั่น ขบวนม้าทั้งหมดมุ่งตรงมายังร้านค้าที่สตรีทั้งสามกำลังเลือกดูเครื่องประดับของสตรีอยู่ เสียงม้าหยุดลงพร้อม เสียงของทหารองครักษ์กล่าวขึ้นอย่างใช้อำนาจบาตรใหญ่

     

            "ฮี้..ฮี้...!!"

     

            ""ทุกท่านหลีกทางให้องค์ชายสี่และพระสหายได้เข้าไปชมร้านค้าด้วย"" 

     

            "ฮ่า ฮ่า ฮ่า ..ทหารองครักษ์อย่าทำให้ชาวบ้านชาวเมืองต้องวุ่นวาย ให้พวกเขาได้ท่องเที่ยวจับจ่ายอย่างสะดวกสบายเถอะ เดี๋ยวจะเสียชื่อเมืองเหลียวของเรา "


            "ข้าน้อยรับทราบ"

     

            ทหารองครักษ์ถอยออกไป ผู้ที่ลงมาจากรถม้าคนแรกเป็นชายหนุ่มอายุประมาณสิบแปดสิบเก้าปีแต่งกายชุดภูมิฐานผิวพรรณขาวเนียนดุจเชื้อสายของราชนิกูล ระดับปราณยุทธอยู่ที่ปราณขุนพลระดับเจ็ดขั้นสุด คงเป็นใครไปมิได้นอกจากองค์ชายสี่ของตระกูลราชวงค์ อีกคนที่ลงตามหลังมามิใช่ใครอื่น นั่นคือนายน้อยตระกูลเหยียน  เหยียนตงห่าวนั่นเอง และยังติดตามด้วยชายวัยกลางคนสองคนท่าทางเหี้ยมหาญ ดูไประดับปราณยุทธมิต่ำกว่าปราณขุนพลระดับแปดขั้นต้น ทั้งสองคงเป็นองครักษ์ประจำตัวขององค์ชายสี่ผู้นี้ 

     

            เมื่อองค์ชายสี่รับทราบข้อมูลจากทหารองครักษ์ว่าพบเห็นสตรีงามถึงสามนางมาเที่ยวชมร้านค้าต่าง ๆ ในเมืองเหลียว ก็มีความสนใจยิ่ง ทั้งขณะนั้นได้สนทนาอยู่กับนายน้อยตระกูลเหยียนผู้เป็นสหาย จึงได้รับการรับรองจากเหยียนตงห่าวอีก ว่าก่อนหน้านี้ตัวมันก็ได้พบเจอสตรีสามนางที่งดงามล้ำจนยากจะบรรยาย ต้องเป็นสตรีกลุ่มเดียวกันอย่างแน่แท้ ยิ่งสร้างความอัดอั้นตันใจอยากรู้อยากเห็นจนองค์ชายสี่พร้อมองค์รักษ์ ต้องรีบออกมาดูให้เห็นด้วยสายตาของตัวเอง

     

            เมื่อมาถึงเขตร้านค้าติดตามมาจนพบ ว่าหญิงสาวทั้งสามกำลังชมดูเครื่องประดับกันอยู่อย่างมีความสุข สตรีทั้งสามช่างงดงามเหนือกว่าที่ตนได้คาดคิดไว้อีก จนองค์ชายสี่ถึงกับปากอ้าตาค้างดุจต้องมนต์เสน่ห์ มันห้ามปรามทหารองครักษ์และองค์รักษ์ประจำตัวทั้งสองมิให้สร้างความแตกตื่นแก่ผู้คน และมิต้องการให้สตรีงามทั้งสามต้องตำหนิในการใช้อำนาจของมัน 

     

            องค์ชายสี่เดินเข้าไปในร้านพินิจดูสตรีทั้งสามที่กำลังเลือกดูเครื่องประดับของสตรี มันต้องการสร้างความประทับทับใจให้เกิดแก่สตรีทั้งสาม เดินถือพัดโบกไปมาอย่างแย้มยิ้มกล่าวขึ้น

     

            "ยินดีต้อนรับแม่นางทั้งสามสู่เมืองเหลียว ข้าองค์ชายสี่ของตระกูลราชวงศ์ จ้าวเหลี่ยน ขอเป็นผู้เหย้าแสดงน้ำใจต่อผู้มาเยือน เชิญแม่นางทั้งสามเลือกหาสิ่งของในร้านนี้ได้ตามความปรารถนา ส่วนค่าใช้จ่ายให้พ่อค้ามาเรียกเก็บจากข้าองค์ชายสี่ผู้นี้ พ่อค้าได้ยินรึไม่ "

     

            พ่อค้าได้ยินเช่นนั้น ก็นึกว่าย่ำแย่อีกแล้ว แต่ก็ต้องฝืนใจตอบรับ เนื่องด้วยที่ผ่านมา เป็นที่รู้กันว่าองค์ชายสี่ผู้นี้มักชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่และชอบเอาสิ่งของที่ต้องการไปโดยมิได้จ่ายเงินแต่อย่างใด แต่ด้วยชอบอาศัยอิทธิพลของตระกูลราชวงศ์เข้าข่มเหงรังแกผู้คนหากใครขัดใจก็จะได้รับความเดือดร้อนถึงกับค้าขายมิได้ ผู้คนจึงต่างเบื่อหน่ายเอือมระอากันแต่ก็มิอาจทำอันใดได้

     

            "ได้ขอรับ องค์ชายสี่"

     

            "มิต้อง..!!  มิกล้ารบกวนท่านผู้นี้ พวกเราต่างมิได้เป็นผู้รู้จักมักคุ้นกัน และพวกเราทั้งสามรู้จักจับจ่ายเองได้ เชิญท่านตามสบายเถิด "


            นงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะ สังเกตุตั้งแต่ชายหนุ่มที่เรียกตนเองว่าองค์ชายสี่ผู้นี้มาถึงต่างใช้สายตาอันน่ารังเกียจมองมายังพวกตนอย่างหื่นกระหาย ทั้งยังวางอำนาจกับผู้คนดูท่าทางพ่อค้าแม่ค้าแถบนี้คงต้องโดนคนผู้นี้เอารัดเอาเปรียบมาเนิ่นนานทำให้นึกรังเกียจยิ่ง จึงพูดจาด้วยเสียงราบเรียบเย็นชาตอบไปอย่างมิแยแสสนใจพูดจบก็ก้มหน้าดูเครื่องประดับพูดคุยกับเยี่ยนฟางและหยางเสี่ยวเหอต่อ

     

           เมื่อโดนการพูดตัดรอนด้วยเสียงอันเย็นชาไร้ไมตรีใดๆ  จ้าวเหลี่ยนถึงกับสะอึกหน้าชา แต่องค์รักษ์ประจำตัวทั้งสองเมื่อได้ยินเช่นนั้นถึงกับบังเกิดโทสะสบถด่าออกมาในทันที

     

           "บัดซบ..!!.นังผู้หญิงชั้นต่ำ..องค์ชายสี่ของข้าให้ความสนใจพวกเจ้านับว่าเป็นวาสนาที่สตรีเช่นพวกเจ้ายากจะพบพานแล้วในชาตินี้...ยังมาทำเป็นเล่นตัวพูดจาไม่ให้เกียรติ์ไม่ไว้หน้าองค์ชายสี่อีก..!!...เดี๋ยว...."

     

           ได้ยินคำหยาบคายเช่นนั้นด้วยฐานะนงคราญสุรางค์สวรรค์นงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะถึงกับบังเกิดสีหน้าโกรธขึ้งใช้สายตาเย็นชาอำมหิตมองไปยังองค์รักษ์ที่กล่าว มันถึงกับสยิวกายด้วยความหนาวเหน็บคำพูดที่จะกล่าวต่อไปจึงมิอาจหลุดลอดออกมาจากปากได้



    คล้ายกับเรื่องมรรคาพลิกฟ้า ที่คุณอ่าน