บทที่ 30เก็บแต้ม
ลู่เฟิงก้าวเท้าเข้าสู่ลานบ้านของเฉาเฟิง
ปราณโลหิตในร่างกำลังพลุ่งพล่านและร้อนรุ่มราวกับมีเตาไฟแผ่ความร้อนอยู่ภายใน ซึ่งมาจากผลจากน้ำแกงบำรุงโลหิต ที่เขาเพิ่งดื่มมาจากโรงอาหารของพรรคเจ็ดดารา
หิมะสายใหญ่หยุดตกแล้วในลานบ้านมีนางจางกำลังกวาดก้อนหิมะไปรวมกัน จนกลายเป็นภูเขาจำลองลูกย่อมๆ
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มเดินเข้ามานางก็คลี่ยิ้มพลางเอ่ยทักทายจนมีไอขาวลอยออกจากปาก
“เสี่ยวเฟิงกลับมาแล้วหรือ? นายท่านกับเทียนซิงออกไปตั้งแต่เมื่อวานจนป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย”
ลู่เฟิงชะงักฝีเท้า
“ยังไม่กลับมาอีกหรือขอรับ?”
เมื่อวานครูฝึกเฉาเฟิงบอกว่าจะพาจ้าวเทียนซิงไปพบยอดฝีมือทางด้านธนูไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร พวกเขาก็ควรจะกลับมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
เด็กหนุ่มเก็บความสงสัยไว้แล้วเดินไปช่วยนางจางกวาดหิมะส่วนที่เหลือโดยถือโอกาสยืดเส้นยืดสายอบอุ่นร่างกายไปด้วย
เมื่อพื้นลานสะอาดเรียบร้อยร่างกายของเขาก็ร้อนระอุได้ที่ ลู่เฟิงจึงเริ่มขยับท่าทางร่ายรำวิชาหมัดสิบสองรูปแบบขั้นเชี่ยวชาญทันที
ศีรษะ ไหล่ ศอก มือสะโพก เข่า และเท้า ทั้งเจ็ดส่วนประสานเสริมส่งกันอย่างลงตัว
ระยะไกลใช้มือและเท้าจู่โจมระยะกระชั้นชิดใช้ศอกและเข่าเข้ากระแทกทุกท่วงท่าแฝงความดุดันและพลิ้วไหวในเวลาเดียวกันจนเกิดกระแสลมหมุนวนพัดพาเศษหิมะบนพื้นให้ฟุ้งกระจาย
นางจางที่ยืนอยู่ใต้ชายคามองภาพนั้นด้วยความเลื่อมใส
“นี่คงเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่าฝึกฝนไม่เว้นวันสินะหากเจ้าลูกชายของข้าขยันได้สักครึ่งหนึ่งของพวกเจ้า ข้าคงนอนหลับฝันดีทุกคืน”
ลู่เฟิงไม่ได้เอ่ยตอบสมาธิทั้งหมดของเขาจดจ่ออยู่กับทักษะหมัด ทั่วร่างตรึงแน่นไร้ช่องโหว่กระบวนท่ากระชับ รวดเร็ว และระเบิดพลังออกมาได้อย่างรุนแรงจนน่ากลัว
แม้นางจางจะไม่เคยฝึกยุทธ์แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงความทรงพลังอันงดงามนี้นางยืนมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะขอตัวเดินเลี่ยงออกไป
[ค่าประสบการณ์หมัดสิบสองรูปแบบ+7]
“ฮ่า!”
เมื่อสิ้นสุดกระบวนท่าชุดสุดท้ายลู่เฟิงพ่นลมหายใจยาว ปราณโลหิตในร่างหมุนเวียนโหมซัดดุจกระแสน้ำทว่าเขากลับไม่มีอาการเหนื่อยหอบเหมือนช่วงแรกๆ ที่เริ่มฝึกเลยสักนิด
'บางทีอาจเป็นเพราะจัดการพวกหลิวต้าไปแล้ว จิตใจจึงปลอดโปร่งหมัดชุดนี้เลยลื่นไหลเป็นพิเศษ'
ไม่เพียงแต่ท่าร่างจะราบรื่นขึ้นแต่เขายังใช้เวลาน้อยลงในการได้ค่าประสบการณ์ที่มากขึ้นด้วย
ลู่เฟิงอมยิ้มบางๆเมื่อนึกถึงวันแรกที่ตนเองยังร่ายรำหมัดได้อย่างแข็งทื่อ
หลังจากนั้นเขาก็เริ่มร่ายหมัดชุดต่อไปทันทีโดยไม่หยุดพักคราวนี้เขาจงใจชะลอจังหวะลง เพื่อเข้าถึงเจตจำนงของวิชาหมัดอย่างลึกซึ้ง
[ทักษะ:หมัดสิบสองรูปแบบ (ขั้นเชี่ยวชาญ) ความคืบหน้า: 71/800]
หลังฝึกฝนติดต่อกันห้าชุดค่าประสบการณ์ของเขาเพิ่มขึ้นถึง 34 แต้มซึ่งแสดงว่าความเข้าใจในวิชาหมัดของเขาพัฒนาก้าวหน้าไปอีกขั้น
ลู่เฟิงหยุดพักหายใจพลางเดินออกจากลานบ้านแม้ร่างกายจะยังไหว แต่เขาเลือกที่จะไม่หักโหมจนปราณโลหิตต้องพร่องไป
เขาเดินมาทำงานผ่าฟืนซึ่งถือเป็นการพักผ่อนไปในตัว
หลังจากวิชาดาบผ่าฟืนของเขาทะลวงขีดจำกัดจนได้รับคุณลักษณะดาบไวประหนึ่งวายุเขาก็ได้เปรียบผู้ใช้ดาบในระดับเดียวกันอย่างมหาศาล
หากเขาสามารถผสานมันเข้ากับวิชาดาบสะท้านอสนีเก้าชั้นจนถึงขั้นสมบูรณ์ได้การจะข้ามขั้นไปปลิดชีพหวงอวี่ก็คงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป
เมื่อมาถึงลานผ่าฟืนเสียงขวานกระทบไม้ก็ดังสนั่นต้อนรับทันที
“ลู่เฟิงอรุณสวัสดิ์!”
ศิษย์หนุ่มร่างเตี้ยอ้วนตะโกนทักทายส่วนอีกสองคนเพียงแค่เงยหน้ามองเล็กน้อยก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานของตนเองต่อ
“อรุณสวัสดิ์”
ลู่เฟิงทักทายกลับสั้นๆหยิบท่อนไม้แช่แข็งขึ้นมาแล้วตวัดขวานฟันฉับเดียวแยกออกเป็นสองซีกอย่างง่ายดาย
[ค่าประสบการณ์วิชาดาบผ่าฟืน+1]
[ทักษะ:วิชาดาบผ่าฟืน (ทะลวงขีดจำกัดครั้งที่หนึ่ง 1168/3000) (คุณลักษณะ: ดาบไวประหนึ่งวายุ)]
เด็กหนุ่มเร่งความเร็วในการลงขวานจนเกิดเสียง
แกร๊ก! แกร๊ก!
ดังถี่รัวความเหนื่อยล้าก่อนหน้านี้พลันมลายหายไปสิ้นสปีดที่เหนือชั้นของเขาทำเอาศิษย์อีกสองคนข้างๆ ถึงกับคิ้วขมวด และพยายามกัดฟันเร่งมือตามอย่างไม่ยอมแพ้
ไม่นานนักฟืนกองโตตรงหน้าของลู่เฟิงก็หมดลง พร้อมกับการพุ่งพรวดเข้ามาของจ้าวเทียนซิง
“ฮ่าๆๆเสี่ยวเฟิง ข้ากลับมาแล้ว!”
จ้าวเทียนซิงหัวเราะร่าโผเข้ามากอดคอลู่เฟิงพลางเอ่ยถามเสียงเบา
“เป็นอย่างไรบ้าง...ครั้งแรกของเจ้า?”
ลู่เฟิงเหลือบสายตามองอีกฝ่ายด้วยความระอา
'เรื่องฆ่าคน เจ้ากล้ามาพูดถามในที่แจ้งแบบนี้รึ?'
แต่คนฟังอย่างศิษย์ร่างอ้วนกลับหูผึ่งเบิกตากว้างด้วยความอิจฉา
“พวกเจ้า...แอบหนีไปหอคณิกามางั้นหรือ?!”
แกร๊ก!
ขวานในมือลู่เฟิงถลากระแทกพื้นจนเกือบพลาดเด็กหนุ่มหันไปมองหน้าเจ้าอ้วนตาขวาง
“เจ้าอายุเท่าไหร่กันในหัวถึงมีแต่เรื่องลามกเช่นนี้”
“ข้าสิบหกแล้วอ่อนกว่าเจ้าปีเดียวเอง! จะโทษข้าได้ไง ก็พวกเจ้าพูดจาชวนคิดลึกเองนี่หว่า”
เจ้าอ้วนบ่นอุบหน้าระเรื่อ
ลู่เฟิงไม่สนใจลงขวานเก็บงานฟืนท่อนสุดท้ายแล้วลุกขึ้นยืนดูแผงระบบที่เพิ่มขึ้นเป็น 1377 แต้ม ก่อนจะเดินนำจ้าวเทียนซิงออกจากลานผ่าฟืน
ทิ้งให้ศิษย์อีกสองคนมองตามด้วยสายตาขมขื่นที่ไม่อาจไล่ตามความเร็วของสัตว์ประหลาดผู้นี้ทัน
เมื่อเดินมาถึงจุดที่ปลอดคนจ้าวเทียนซิงก็เปิดฉากถามต่อทันที
“ข้าถามจริงๆตอนที่เจ้าลงมือฆ่าคนครั้งแรก ไม่รู้สึกตื่นเต้น มือสั่น หรืออยากอ้วกบ้างเลยรึ?”
ลู่เฟิงส่ายหน้าเรียบๆ
“ไม่รู้สึกอะไรเลยการตัดหัวคนก็เหมือนกับการผ่าฟืนนั่นแหละสิ่งที่น่ารำคาญมีเพียงแค่ต้องคอยระวังไม่ให้เลือดมันกระเด็นเปื้อนเสื้อผ้าเท่านั้น”
จ้าวเทียนซิงถึงกับอ้าปากค้างจ้องมองลึกเข้าไปในตาเพื่อนรักราวกับกำลังมองหาคนโกหก
“ไม่มีความรู้สึกอื่นเลยจริงดิ?”
ลู่เฟิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
“ถ้าจะมี...ก็คงเป็นความรู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อยล่ะมั้ง”
“เจ้ามันปีศาจชัดๆ”
จ้าวเทียนซิงยอมจำนน
“ช่างเรื่องนั้นเถอะครูฝึกเฉากลับมาแล้วใช่ไหมวันนี้พวกเราจะได้เริ่มเรียนวิชาดาบสะท้านอสนีเก้าชั้นหรือยัง?”
“ใช่เลย!อาจารย์ให้ข้ามาตามเจ้านี่แหละ รีบไปกินข้าวแล้วไปลานฝึกกันเถอะ”
ยังไม่ทันที่จ้าวเทียนซิงจะพูดจบเสียงทุ้มต่ำของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นจากทางด้านหลัง
“จ้าวเทียนซิง...ได้ยินว่าเจ้ากำลังจะเริ่มควบแน่นปราณโลหิตแล้วงั้นรึ?”
ลู่เฟิง และจ้าวเทียนซิงหันกลับไปมองพร้อมกัน
เจ้าของเสียงนั้นคือหลิงเฟิงอัจฉริยะอันดับหนึ่งของรุ่นที่กำลังเดินตรงเข้ามาพร้อมกับกลุ่มศิษย์รับใช้
สายตาของหลิงเฟิง จับจ้องมาที่จ้าวเทียนซิงเขม็งด้วยแววตาระแวดระวังเพราะช่วงหลังมานี้ ความเร็วในการพัฒนายุทธ์ของจ้าวเทียนซิงนั้น ก้าวหน้าจนน่ากลัวเกินไปแล้ว